กรณ์ จาติกวณิช เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติกู้เงิน 2,000,000,000 ล้านบาท โดยให้เงินกู้เข้าคลังเป็นเงินคงคลัง และออกไปตามพระราชบัญญัติงบประมาณในแต่ละปี เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดดุลในงบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ขออภัยครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตรบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิกเล็กน้อย พอดีผมได้แปรญัตติในมาตรา ๖ ไว้นะครับ แล้วก็อาจจะมีการสื่อสารคลาดเคลื่อนระหว่าง วิปของทางพรรคผมกับท่านประธาน ขอสงวนสิทธิ์ที่จะอภิปราย แต่เพื่อประหยัดเวลาของ ทางสภานะครับ ผมอยากที่จะขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าการอภิปรายของผมจะใช้เวลา ไม่มากอันดับแรก แล้วก็จะครอบคลุมไปถึงมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ไว้เลยนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสําหรับผมเป็นเรื่องเดียวกัน ท่านประธานครับ ท่านจะสังเกตว่ามีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยู่ ๓ ท่านที่ได้แปรญัตติ มาตรา ๖ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ไว้ในลักษณะเดียวกัน ๓ ท่านนั้นก็คือท่านผู้อภิปราย ที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่ คือท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แล้วก็กระผม กรณ์ จาติกวณิช สาเหตุที่เรา ๓ คนได้แปรญัตติ ๓ มาตรานี้ตามนี้นะครับ แล้วก็ในส่วนของมาตรา ๖ พูดง่าย ๆ ก็คือปรับให้เงินที่ได้จากการกู้นั้น ต้องนําส่งเข้าคลังเป็นเงินคงคลัง แล้วก็ตามที่ท่านอรรถวิชช์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ขาออกก็ให้ออกไปในระบบงบประมาณ สาเหตุที่ได้แปรญัตติไว้ อย่างนี้ก็เพราะว่าเรามีความเชื่อแต่แรกนะครับว่าอันดับแรกเงินกู้ทั้งหมดนี้จริง ๆ แล้วใช้เงิน ในงบประมาณได้ แต่เมื่อทางสภามีมติเสียงข้างมากในการเห็นด้วยในหลักการให้มีการตรา ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามนี้ เราก็จึงช่วยกันคิดหาวิธีที่จะทําให้ การกู้เงินโดยรัฐบาลสามารถดําเนินการได้ รองรับโครงการการลงทุนของรัฐบาลได้ ไม่มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่อาจจะตามมาถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากและรัฐบาลยังยืนยัน ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน ประเด็นปัญหาที่ท่านอรรถวิชช์ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ ก็คือ ประเด็นปัญหาการตีความคําว่าเงินแผ่นดิน ซึ่งตามข้อเท็จจริงผมอยากที่จะเรียนผ่านท่านประธาน สู่เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะสมาชิกเสียงข้างมากนะครับ ตามข้อเท็จจริงในการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นการตีความคําว่าเงินแผ่นดินกันพอสมควร และคําแนะนําที่ได้รับจากทางกฤษฎีกาก็คือไม่มีบทบัญญัติไว้ตรงไหนว่าเงินแผ่นดินนั้น แปลว่าอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะมีความเสี่ยง ณ ปัจจุบันก็มีความพยายามตีความ โดยฝั่งรัฐบาลนะครับว่าตราบใดเงินที่กู้มาไม่ส่งเข้าคลังไม่ถือเป็นเงินคงคลังก็จะไม่ถือเป็น เงินแผ่นดิน แต่การตีความนี้เป็นการตีความโดยฝั่งรัฐบาลเท่านั้น จริงอยู่ทางกฤษฎีกา ก็โน้มน้าวที่อาจจะมองคําว่าเงินแผ่นดินในมุมมองเดียวกันกับทางรัฐบาล แต่ที่ปรากฏชัดก็คือ มีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหลายท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นตราบใด ที่รัฐบาลยังเดินหน้าในการที่จะใช้เงินกู้ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเรียนได้เลยครับว่า เสี่ยงแน่นอน ท่านเองก็รู้ว่าเสี่ยง ณ วันนี้ท่านเองก็คงไม่กล้าที่จะยืนยันว่าเรื่องนี้ยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วจะมีผลออกมาเช่นใด ซึ่งท่านเองก็ได้สื่อสารต่อสาธารณชน ให้เข้าใจว่าถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจริงมากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเสี่ยง วิธีเดียวที่ยังจะคงไว้ซึ่งพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้โดยลดความเสี่ยงเรื่องการตีความทางกฎหมายก็คือ การกระทําตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓ ท่านนี้นะครับ ตามมาตรา ๖ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ที่ขาเข้าให้นําเงินกู้เข้าไปสู่คลัง บรรจุเป็นเงินคงคลัง และขาออก ให้ออกตามพระราชบัญญัติงบประมาณในแต่ละปี วิธีการในทางปฏิบัติที่จะทําก็คืออันดับ แรกเรามีการลงคะแนนเห็นชอบการแก้ไขตามนี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะต้องออก พระราชบัญญัติงบประมาณกลางปี ๒๕๕๗ ตามเม็ดเงินที่จําเป็นต้องใช้ในปี ๒๕๕๗ ซึ่งก็จะกู้ ผ่านกฎหมายฉบับนี้ แต่ไปใช้ โดยอาศัย พ.ร.บ. งบประมาณกลางปี ปี ๒๕๕๗ หลังจากนั้น เมื่อถึงปี ๒๕๕๘ รัฐบาลก็มาของบประมาณตามวงเงินที่จะมีการเบิกจ่ายจริงตามโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททุกโครงการ แล้วก็อาศัยตอนกู้ที่จะกู้ผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ เช่นเดียวกัน และทุก ๆปีก็ดําเนินการตามนั้นก็จะไม่ทําให้ท่านขัดต่อกฎหมายในแง่มุมใด โดยเฉพาะถึงแม้ท่านกู้ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้บวกกับการขาดดุลงบประมาณที่อาจจะ เกิดขึ้นตามปกติการบริหารบ้านเมืองตามนโยบายของท่าน ผมก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าวงเงินกู้ ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ตาม พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ ยังมีเหลือเฟือที่จะรองรับทั้งการขาดดุล ในงบประมาณและการกู้ในแต่ละปีตามแผนการเบิกจ่ายของทางรัฐบาลตามแผน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นความเสี่ยงทางด้านนั้นไม่มี เอาเข้าจริงนะครับ สมมุติท่านกังวลว่าถ้าจะกู้ผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ ปีใดปีหนึ่งอาจมีรายได้ที่ต่ํากว่า ที่ท่านคาดการณ์ไว้ตามที่ท่านรัฐมนตรีวราเทพได้กรุณาชี้แจงไปเมื่อวานนี้ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ผมก็ได้ชี้ทางออกให้กับท่านไว้ว่าในกรณีนั้น มีความจําเป็นที่จะต้องชําระตามสัญญา การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในแผน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านก็ยังสามารถที่จะออก ในรูปของพระราชกําหนด เพื่อที่จะกู้เงินเกินกรอบตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะได้ เช่นเดียวกัน กับที่รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดําเนินการมาแล้ว โดยการออก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ในปีที่เกิดวิกฤติ แล้วก็มีรายได้ต่ํากว่า ที่ประมาณการไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ของปีนั้น ๆ ก็คือปี ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นช่องทางมีหมดครับ ผมจึงขอวิงวอนให้กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้กรุณาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งถ้าท่านทําตามที่เราเสนอทางนี้ อาจจะ เป็นทางออกที่ทําให้กฎหมายฉบับนี้สามารถที่จะออกได้โดยลดความเสี่ยงที่จะไปขัดต่อ กฎหมายหลักของประเทศคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณท่านประธานครับ