อภิรักษ์ โกษะโยธิน เสนอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๕ วรรคสอง โดยมีข้อความว่าการกู้เงินตามวรรคหนึ่งให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทําได้ภายในกําหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และเสนอว่าควรลดวงเงินงบประมาณลงเหลือ 1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากมองว่าเงินลงทุนสูงเกินไป และไม่โปร่งใส และขอเตรียมตัวให้พร้อมในการบริหารจัดการโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรและองค์กรในการบริหารจัดการโครงการนี้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๕ วรรคสอง โดยมี ข้อความดังต่อไปนี้ การกู้เงินตามวรรคหนึ่งให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทําได้ภายในกําหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ประเด็นที่ ผมแปรญัตติในเรื่องของการแก้ไขตัวเลขวงเงินในเรื่องของการกู้เงินตาม พ.ร.บ. อนุมัติให้ กระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายต่อเนื่องมา หลายท่าน ตั้งแต่มาตรา ๑ เป็นต้นมาก็จะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เองเห็นด้วยกับ การส่งเสริมในเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ว่าโดยหลักแล้ว ไม่เห็นด้วยในเรื่องของการกู้เงินซึ่งจะเป็นภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และต้องผ่อนชําระในระยะเวลาประมาณกว่า ๕๐ ปี ประเด็นที่ รัฐบาลได้ใช้เป็นหลักและเหตุผลในเรื่องนี้ก็คือในเรื่องของการที่จะสร้างอนาคตประเทศไทย ในปี ๒๐๒๐ หรือปี พ.ศ. ๒๕๖๓ แล้วก็เห็นความสําคัญในเรื่องของการส่งเสริมความสะดวก ในเรื่องการคมนาคม การลดต้นทุนในเรื่องของการขนส่งที่เรียกกันว่า โลจิสติกส์ (Logistics) แล้วก็ที่สําคัญก็คือในเรื่องของการเชื่อมเข้าสู่ภูมิภาคในการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าท่านประธานและกรรมาธิการจะได้ติดตามย้อนไปตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพของอาเซียนในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้มีการลงนามแนวทาง ในเรื่องของการร่วมมือระหว่าง ๑๐ ประเทศในอาเซียน ในเรื่องของ อาเซียน คอนเนคทิวิตี (ASEAN Connectivity) ก็คือในเรื่องของความเชื่อมโยง ซึ่งในการลงทุนร่วมกัน ในเครือข่ายของประชาคมอาเซียนก็ไม่ได้จํากัดเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการคมนาคมขนส่งทางด้านระบบราง ถนนหรือแม้แต่ในเรื่อง ของการคมนาคมทางน้ํา แต่ว่ารวมไปถึงในเรื่องของการส่งเสริมเชื่อมโยงในเรื่องของ เทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบไอซีที (ICT) ในเรื่องของเสถียรภาพความมั่นคง ในด้านพลังงาน แต่ว่านอกเหนือจากในเรื่องของเหตุผลที่รัฐบาลได้กล่าวถึงแล้วก็ยังพูดถึง ในเรื่องของการที่จะให้ความรู้พี่น้องประชาชน โดยการจัดนิทรรศการที่เรียกว่า นิทรรศการ ไทยแลนด์ ๒๐๒๐ (Thailand ๒๐๒๐) ก้าวใหม่เชื่อมไทยสู่โลก เมื่อประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งผมเอง และเพื่อนสมาชิกของกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ แล้วก็ได้พบกับท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์แล้วก็ท่านรัฐมนตรีชัชชาติที่นิทรรศการ ซึ่งรายละเอียดส่วนใหญ่ก็เป็นการให้รายละเอียดกับพี่น้องประชาชนถึงโครงการ ในนิทรรศการว่าจะมีการลงทุนในระบบราง ในระบบคมนาคม ในเรื่องอื่น ๆ เพื่อที่จะลด ต้นทุนแล้วก็อํานวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าถ้าท่านประธานจะได้ดูในเรื่องของ การสํารวจความต้องการของพี่น้องประชาชนก็ดี ดัชนีชี้วัดในต่างประเทศเวลาเขาพูดถึง ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ จริง ๆ แล้วในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ในเรื่องของขีดความสามารถของประเทศไม่ได้จํากัดเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเดียว และประเทศไทยเองถ้าท่านประธานจะได้ไปดูในเรื่องของการจัดอันดับ ขีดความสามารถของประเทศ ทั้งในส่วนของสถาบันไอเอ็มดี (IMD) แล้วก็ในส่วนของเวิลด์ อิคะนอมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ก็จะพบว่าจุดอ่อนของประเทศไทยที่ต้องเร่ง แก้ไขนอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศแล้ว ก็คือโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของ สังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข แล้วก็ที่สําคัญก็คือ การลงทุนในเรื่องของการวิจัยพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมในเรื่องของการต่อยอด ทางด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของประเทศไทย ถ้าท่านประธานจะได้มาดูการจัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งทางรัฐบาลเอง มักจะใช้เป็นประเด็นเหตุผลในเรื่องของการผลักดัน พ.ร.ก. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๔๖ จาก ๑๔๔ ประเทศ แต่ว่า ในเรื่องอื่นที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็คือในเรื่องการศึกษา อยู่ที่อันดับ ๖๐ จาก ๑๔๔ ประเทศ และเรื่องนวัตกรรมซึ่งเป็นอนาคตใหม่ในเรื่องของการส่งเสริมการต่อยอดในเรื่ององค์ความรู้ ในเรื่องของการวิจัยพัฒนา ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ ๘๔ จาก ๑๔๔ ประเทศ ไม่นับในเรื่อง ของพลังงานซึ่งเป็นส่วนสําคัญเรื่องหนึ่งในเรื่องของแผนแม่บทที่จะเชื่อมโยงกับ ประชาคมอาเซียน วันนี้ประเทศไทยเองมีการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองอยู่ในอันดับที่ ๑๖๖ จาก ๑๙๘ ประเทศ สุดท้ายถ้าท่านประธานจะได้ดูในเรื่องของผลการสํารวจของพี่น้องประชาชน ที่สถาบันการศึกษาอย่างน้อย ๒ แห่งได้สํารวจมา ความเห็นของพี่น้องประชาชนกับ พ.ร.ก. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากสวนดุสิตโพลจะพบว่าประชาชนเป็นห่วง ๕๘.๔๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นห่วงในเรื่องความโปร่งใสและปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของโครงการนี้ และ ๒๖.๘๐ เปอร์เซ็นต์ มีความเป็นห่วงในเรื่องความคุ้มค่าและความสําเร็จของโครงการ ๑๔.๗๘ เปอร์เซ็นต์ เป็นห่วงในเรื่องของปัญหาหนี้สินที่พี่น้องประชาชนและประเทศไทย จะมีหนี้ระยะยาวถึง ๕๐ ปี รวมไปถึงการสํารวจนักเศรษฐศาสตร์โดยกรุงเทพโพลล์ ก็จะพบว่า ๕๖.๗ เปอร์เซ็นต์มีความเห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะ ลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นห่วงในเรื่องของปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและปัญหา หนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมได้มีการแปรญัตติที่มีการแก้ไขให้ลดวงเงินกู้ ซึ่งในหลักการแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยแต่ว่าก็เคารพในการลงมติที่ผ่านมาแล้ว โดยการปรับ ไปอยู่ที่ตัวเลขประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่านอกเหนือจากที่รัฐบาลเอง ควรที่จะให้ความสําคัญ ไม่เฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรที่จะส่งเสริม ในเรื่องของการที่จะลดเงินลดงบประมาณที่มาจากการกู้เงิน แล้วนําไปใช้ในเรื่องของ การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ในเรื่องการศึกษา ในเรื่องระบบ สาธารณสุข ในเรื่องไอซีที (ICT) ในเรื่องเสถียรภาพของพลังงาน แล้วก็ที่สําคัญในเรื่องของ การที่จะส่งเสริมต่อยอดในเรื่องของนวัตกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการ จากเพื่อนสมาชิกที่มีโอกาสได้เข้าไปทํางานในกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็มีประเด็น สาระสําคัญหลายเรื่องที่ผมคิดว่าโครงการนี้ที่มีมูลค่าการกู้เงินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความไม่พร้อมในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการประชุมในชั้นกรรมาธิการ ก็พบว่ามีความพร้อมของโครงการที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายอยู่เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ ใน ๔ ของโครงการกู้เงินทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือพูดง่าย ๆ ก็คือ มีความพร้อมอยู่ที่แค่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับ แนวทางที่นักวิชาการจากสถาบันทีดีอาร์ไอ (TDRI) เองได้เคยวิเคราะห์แล้วก็เสนอแนะ รัฐบาลในเรื่องนี้ ถ้าท่านประธานจะได้มาดูในรายละเอียดว่าการวิเคราะห์โครงการ ทั้งในเรื่องของการศึกษาผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมที่เรียกกันว่าอีไอเอ (EIA) แนวทาง ในเรื่องของการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านการเงินที่เรียกกันว่า อีไออาร์อาร์ (EIRR) หรือเอฟไออาร์อาร์ (FIRR) ก็จะพบว่าการตั้งสมมุติฐานที่เป็น แอสซัมพ์ชัน (Assumption) ของโครงการต่าง ๆ ใน พ.ร.ก. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะพบว่ามีประเด็นหลายเรื่องที่จะเห็นว่าความคุ้มค่าหรือความเป็นไปได้ของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโครงการที่เกี่ยวข้องกับรถไฟความเร็วสูง ซึ่งใช้วงเงินสูงถึง ประมาณ ๗๘๓,๕๕๒ ล้านบาท ในขณะที่โครงการซึ่งจะช่วยในเรื่องของการอํานวย ความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของการเดินทางและลดในเรื่องของต้นทุน ของการขนส่งโลจิสติกส์ซึ่งเป็นโครงการที่พรรคประชาธิปัตย์เองได้ผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ สมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย จนกระทั่งรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และก็ถึงรัฐบาล ชุดปัจจุบันใน พ.ร.ก. กู้เงินนี้ก็คือในเรื่องของรถไฟรางคู่ ๑๑ โครงการ ซึ่งจะเห็นว่า เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ในเรื่องของการเชื่อมโยงทั้งในพื้นที่จากจังหวัดลพบุรีขึ้นไปถึง ปากน้ําโพที่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไปถึงอําเภอเด่นชัยที่จังหวัดแพร่ ออกไปทางพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากสถานีรถไฟมาบกะเบาที่จังหวัดสระบุรีไปถึงชุมทางจิระที่โคราช ไปถึงจังหวัดขอนแก่นไปถึงจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุบลราชธานี รวมไปถึง สายนครปฐม-หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปาดังเบซาร์ ประเด็นที่ผม ได้กล่าวถึงก็คือว่าการวิเคราะห์โครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตามเหตุผลและหลักการของการกู้เงินครั้งนี้ก็บอกว่าเป็นการเชื่อมไทยสู่โลกเป็นการ เชื่อมโยงกับประชาคมอาเซียน แต่ว่าเส้นทาง ๔ สายที่ทางรัฐบาลได้ผลักดันก็จะพบว่าจะมี เส้นทางเดียวที่มีแนวโน้มที่จะทําแล้วสามารถที่จะมีเส้นทางที่จะต่อเชื่อมขึ้นไปจาก กรุงเทพมหานครผ่านจังหวัดพิษณุโลกไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ แต่ว่ารายละเอียดของโครงการ ก็มีแค่จังหวัดพิษณุโลก ในขณะที่เส้นทางภาคอีสาน ซึ่งสมัยก่อนจะเชื่อมไปถึงจังหวัดหนองคาย เชื่อมไปถึงประเทศลาวแล้วก็จีนตอนใต้ วันนี้ก็มีงบประมาณจัดสรรเฉพาะในเรื่องของ การศึกษา แต่ว่าสร้างจริงก็ถึงแค่จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช แล้วก็ภาคใต้ซึ่งเคยศึกษาว่า จะสร้างไปถึงปาดังเบซาร์ก็จะจบแค่ที่หัวหิน รวมถึงเส้นทางที่ ๔ ก็คือจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดระยอง ประเด็นที่ผมกล่าวถึงก็คือว่าในเรื่อง ของการวิเคราะห์จํานวนผู้โดยสารในเรื่องของราคาอัตราค่าโดยสารที่พี่น้องประชาชนจะได้ ใช้ประโยชน์ในเรื่องของเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ก็จะพบว่าในเรื่องความเป็นไปได้ของ โครงการที่มีการวิเคราะห์จํานวนผู้โดยสารที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงเพื่อมาคิดในเรื่อง ของราคา ก็จะพบว่าราคาต่อกิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก็จะพบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๒ บาทต่อกิโลเมตร หรือถ้าคิดเป็นอัตรา ค่าโดยสารอาจจะเริ่มอยู่ที่ชั้นถูกสุดประมาณ ๑,๐๐๐ บาทไปถึงประมาณ ๑,๗๐๐ บาท ถ้าท่านประธานจะได้ไปดูค่าโดยสารของสายการบินต้นทุนต่ํา ไม่ว่าจะเป็นนกแอร์ แอร์เอเชีย จริง ๆ แล้วทางกรรมาธิการเองหรือทางรัฐบาลพยายามจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าราคาอาจจะ ถูกกว่าสายการบินต้นทุนต่ํา แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าสายบินต้นทุนต่ํา ถ้าท่านประธาน ไปจองล่วงหน้า ท่านประธานเดินทางบ่อยจากจังหวัดเชียงรายมากรุงเทพฯ จะทราบดีว่า จองล่วงหน้า ๓ เดือนนี่ราคาจะถูกลงเยอะมาก ก็แปลว่าราคาของแอร์เอเชีย ถ้าจองล่วงหน้าวันนี้ ในเดือนธันวาคม ราคาเหลือแค่ ๑,๐๐๐ บาท ก็แปลว่าเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งคาดว่า จะมีผู้โดยสารเป็นจํานวนหลายหมื่นคน เพื่อให้สอดคล้องในเรื่องของการวิเคราะห์ ความคุ้มค่าทางด้านการเงินและทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือทางด้านอีไออาร์อาร์ ก็จะพบว่า มีความเสี่ยงสูง ที่วันนี้ประชาชนหรือแม้แต่ในอนาคตมีทางเลือกในการที่จะใช้สายการบินน ทุนต่ําแบบนกแอร์หรือแอร์เอเชีย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงในการที่จะ ลงทุนในเรื่องของรถไฟความเร็วสูง แล้วในประเด็นเดียวกัน จริง ๆ แล้วรัฐบาลก็มีทางเลือก ในการที่จะเลือกลงทุน โดยใช้แนวทางของ พ.ร.บ. ร่วมทุน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เอง ก็เคยศึกษาในเรื่องของการร่วมทุน กับประเทศจีนในสัดส่วน ๕๑ : ๔๙ หรืออย่างน้อยประหยัดงบประมาณไปได้ครึ่งหนึ่ง หรือแม้แต่บางเส้นทางรัฐบาลอาจจะไม่ต้องลงทุนเลยนะครับ เป็นการให้สิทธิเอกชนมาลงทุน มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แล้วก็สามารถที่จะประหยัดงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เงินสูงถึง ๗๘๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ก็รวมไปถึง เส้นทางรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งถือว่ามีความจําเป็นในเรื่องของการ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเดินทางได้สะดวก แต่ว่ารัฐบาลเองก็มีทางเลือกในการที่จะร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้สิทธิเอกชนในเรื่องของ การลงทุน ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลก็ได้จัดสรรเงินในเรื่องของเงินกู้ที่จะลงทุนถึง ๔๕๖,๖๖๒ ล้านบาท ก็แปลว่าอย่างน้อยใน ๒ โครงการนี้รวมกันรัฐบาลสามารถที่อย่างน้อยถ้าจะร่วมทุนกับ เอกชนสักครึ่งหนึ่ง ก็จะประหยัดงบประมาณอย่างน้อยไปได้ทั้งหมดประมาณถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทโดยประมาณ อันนี้ก็เป็นประเด็น ทําไมผมถึงตัดงบในเรื่องของการกู้เงินจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทลงมาเหลือประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ประเด็นต่อไปที่มีความสําคัญก็คือว่าถ้าลงไปดูในรายละเอียดของการลงทุน ของโครงการที่ทางรัฐบาลได้คํานวณใน พ.ร.ก. กู้เงินนี้ก็จะพบว่าจะมีค่าจ้าง ค่าที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรถไฟความเร็วสูง สูงถึง ๑๔,๖๒๒ ล้านบาท ถ้าไปดู ในรายละเอียดของงบประมาณที่รัฐบาลได้ขอในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ก็จะพบว่าในวงเงินนี้ สูงกว่างบประมาณทั้งปีของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๙,๑๗๑ ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศได้เรียกร้องให้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องข้าวของแพง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ยื่นญัตติด่วน แล้วก็อภิปรายไปในช่วง ที่มีการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นว่างบประมาณเฉพาะค่าที่ปรึกษาอย่างเดียวนี้มากกว่า งบประมาณทั้งปีของกระทรวงพาณิชย์ มากกว่างบประมาณทั้งปีของกระทรวงพลังงาน ที่มีแค่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมที่มีอยู่แค่ประมาณ ๖,๕๘๑ ล้านบาท เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นประเด็นถึงการใช้เงินถึงความคุ้มค่า รวมไปถึง ในเรื่องของงบลงทุน ถ้าจะเปรียบเทียบในเรื่องของตัวเลข การคิดต้นทุนของโครงการรถไฟ ความเร็วสูง เปรียบเทียบสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะอยู่ที่ประมาณกิโลเมตรละ ๓๐๘ ล้านบาท ในขณะที่ในโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ ๕๒๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๖๙ เปอร์เซ็นต์ ในเส้นทางกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ถ้าเป็นกรุงเทพฯ–นครราชสีมาจะเพิ่มขึ้น ๗๖ เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพฯ-หัวหิน เพิ่มขึ้น ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นในเรื่องของเปรียบเทียบงบประมาณที่จัดไว้ ในเรื่องของการเวนคืนที่ดินในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงก็จะพบว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ อยู่ที่ประมาณ ๑,๗๑๙ ล้านบาท ในขณะที่ใน พ.ร.ก. กู้เงินนี้จะอยู่ที่ประมาณ ๑๘,๓๗๑ ล้านบาท ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คือแปลว่าสูงขึ้นถึงประมาณ ๑๖,๖๕๒ ล้านบาท หรือถ้ารวมทุกเส้นทาง ก็จะพบว่าตัวเลขเดิมจะอยู่ที่ประมาณ ๖,๐๖๒ ล้านบาท ในขณะที่ใน พ.ร.ก. กู้เงินนี้จะอยู่ที่ ๔๐,๘๐๐ ล้านบาท คือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ๓๔,๗๓๘ ล้านบาท เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็เป็นประเด็นหลักที่ผมเองได้แปรญัตติในเรื่องของประเด็นจํานวนงบประมาณที่จําเป็นที่ จะต้องมีการปรับลดลงไป รวมไปถึงในเรื่องของประเด็นที่สําคัญในเรื่องต่อไปก็คือในเรื่อง ของความโปร่งใส การดําเนินการในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่ได้อยู่ใน มาตรานี้นะครับ ผมเองขออนุญาตท่านประธานเพราะว่าจะขอยกเว้นที่จะไม่อภิปรายใน มาตราอื่นนะครับ ขอเวลาสั้น ๆ อีกเล็กน้อย เพราะว่าจากการสํารวจความคิดเห็นความเป็น ห่วงของพี่น้องประชาชนก็จะพบว่าประชาชนส่วนใหญ่จะห่วงในเรื่องความโปร่งใส ในเรื่อง ของปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หรือแม้แต่ในเรื่องของหนี้สาธารณะที่จะมีจํานวนที่สูงขึ้นและที่ สําคัญก็คือเครือข่ายภาคเอกชนที่เป็นภาคีต่อต้านคอร์รัปชันเองก็ได้ออกมาเรียกร้อง และตัว ท่านรัฐมนตรีชัชชาติเองก็ได้เคยไปร่วมประชุมกับเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่านอกเหนือจากในส่วนของ รายละเอียดของ พ.ร.บ. กู้เงินที่มอบอํานาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบอํานาจ ให้ทางรัฐบาลโดย ครม. เป็นผู้ที่จะดําเนินการออกระเบียบในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แทนที่จะใช้ในเรื่องของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ที่ถูกต้องแล้วก็เป็นเรื่องที่เครือข่ายภาคเอกชนก็ดีหรือแม้แต่ ป.ป.ช. ได้เคยเรียกร้อง อันนี้ก็ เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่การกู้เงินเป็นจํานวนมากถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือแม้แต่ รวมดอกเบี้ยแล้วเป็นจํานวนถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่อนชําระ ๕๐ ปี เป็นสิ่งที่อยากฝาก รัฐบาลแล้วก็ทางกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณาในประเด็นดังกล่าวด้วย
สุดท้ายก็คือในเรื่องของความพร้อมของการบริหารจัดการโครงการ จริง ๆ แล้ว ประเด็นนี้ผมเคยได้มีโอกาสซักถามในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีโอกาสได้เรียนเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งได้เคยเข้าไป ชี้แจงในกรรมาธิการก็พบว่าในเรื่องของการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกเหนือจาก ในเรื่องของการบริหารหนี้ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นในเรื่องของหน่วยงานของกระทรวงการคลัง แต่ว่าถ้าจะไปดูในเรื่องของการบริหารโครงการซึ่งก็จะพบว่าโครงการส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้ โครงสร้างในเรื่องของการที่จะมอบหมายให้หน่วยงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟ แห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องของการรถไฟ ในเรื่องของ รถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกรมทางหลวง ในเรื่องของกรมเจ้าท่า แต่ว่าประเด็นที่สําคัญที่ใช้งบประมาณสูงมากนะครับที่ผมได้อภิปรายไปแล้วก็คือในเรื่องของ รถไฟความเร็วสูงซึ่งจําเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยี ใช้บุคลากรหรือแม้แต่องค์กรที่มีความพร้อม ในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่มีความสําคัญที่อยากฝากถึง กรรมาธิการแล้วก็ในส่วนของรัฐบาลเองที่จะต้องเตรียมตัวในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องขององค์กร การถ่ายทอดเทคโนโลยี ในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากรต่าง ๆ ให้มี ความพร้อมในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผมได้อภิปราย ไปทั้งหมดก็ได้ขอแปรญัตติในเรื่องของการที่จะแก้ไขในส่วนของวงเงินจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงเหลือประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท แล้วก็เป็นประเด็นที่อยากเห็นรัฐบาลได้มีทางเลือก ในการที่จะส่งเสริมให้เอกชนมาร่วมลงทุนในเรื่องของการกระจายความเสี่ยงและลดในเรื่อง ของวงเงินงบประมาณ แล้วก็ในส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการที่จะต้องผ่อนชําระ แล้วก็ สุดท้ายก็คืองบประมาณที่ได้ปรับลดลงไปก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการที่จะส่งเสริมการ สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ในเรื่องของการสร้างอนาคตของประเทศ ไทยผ่านการลงทุนในเรื่องของการสร้างคน ในเรื่องของระบบการศึกษา ในเรื่องของระบบ สาธารณสุข การต่อยอดในเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านนวัตกรรม แล้วก็ที่สําคัญในเรื่องของการส่งเสริมการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลต่อไป ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ฝากถึงกรรมาธิการแล้วก็รัฐบาลในการที่จะ ไปปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่ผมได้แปรญัตติไว้ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ