สามารถ ราชพลสิทธิ์ หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ โดยขอให้กระทรวงการคลังอนุมัติคณะรัฐมนตรีในการกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศเพื่อใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๕ โดยขอให้แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้นะครับ มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนําไปใช้จ่ายในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์แผนงานและโครงการ และภายในวงเงินที่กําหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ และเอกสารประกอบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ที่มีการนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอปรับแปรญัตติไว้ดังกล่าว ก็เพราะว่าถ้าไม่ทําไว้เช่นนั้น รัฐบาลจะสามารถ เปลี่ยนแปลงโครงการได้ โดยในแผนงานเดียวกันนั้นสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขโครงการ ได้ครับ ผมขอยกตัวอย่างเช่น ในแผนงานที่ ๒.๒ ขออนุญาตดูจากเล่มนี้นะครับท่านประธาน ๒.๒ เป็นแผนงานพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภูมิภาค ใน (๑) เป็นการพัฒนาระบบรถไฟ ความเร็วสูงในเส้นทางหลัก ได้แก่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ที่จริงงบประมาณถึงแค่โคราช นครราชสีมาเท่านั้นนะครับ แต่เขียนไว้ถึงหนองคาย กรุงเทพฯ-หัวหิน-สงขลา (ปาดังเบซาร์) งบประมาณ ทั้งการศึกษาและก่อสร้างถึงแค่เพียง หัวหินเท่านั้น และจากสุวรรณภูมิสู่ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง อันนี้ดูแล้วยังไม่แน่ชัดนะครับ ว่าถึงพัทยาหรือระยองกันแน่ บางฉบับบอกว่าพัทยา บางฉบับบอกว่าระยอง ที่ผมเป็นห่วง ก็คือผมได้ติดตามคําให้สัมภาษณ์ของท่าน ผอ. สนข. ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านดอกเตอร์จุฬา สุขมานพ ท่านเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าผลการศึกษาความเหมาะสม ของรถไฟฟ้าสายกรุงเทพฯ-หัวหิน ดูแล้วว่าไม่คุ้มค้ากับการลงทุน ก็จะเปลี่ยนหรืออาจจะนํา งบประมาณส่วนนี้ที่จะใช้ในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน ที่มีงบประมาณอยู่ประมาณ ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง สายอื่น อาจจะเป็นสายอีสานก็ได้ อาจจะต่อจากโคราชไปถึงหนองคายก็ได้ หรืออาจจะนํา งบประมาณส่วนนี้ไปก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยปรับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนให้เป็นรถไฟฟ้าครับ เพราะรถไฟทางคู่ที่จะก่อสร้างนั้นไม่ได้ใช้ระบบไฟฟ้า ผมติดตามมาได้อย่างนั้นครับ ท่านประธาน เพราะถ้าทําเช่นนั้นจริง สามารถปรับเปลี่ยนได้จริง ถ้าเราไม่ระบุว่าต้องควบคุม ถึงโครงการ รัฐบาลเปลี่ยนได้แน่ ถ้าทําเช่นนั้นนะครับ จะทําให้พี่น้องในบางภาค สําหรับกรณีนี้ก็คือภาคใต้เกิดความน้อยใจ ไม่ได้รับความเป็นธรรม อาจจะคิดว่าชาวใต้นั้น ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลก็ได้ และยิ่งในเวลานี้ดูจากการจัดสรรเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าภาคใต้ได้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ น้อยจริง ๆ น้อยที่สุดของทุกภาคทั่วประเทศไทย ท่านประธานทราบไหมครับว่าภาคไหนได้รับมากที่สุด ผมตอบท่านประธานครับว่าเป็นภาคเหนือ ผมไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น เป็นโครงการสร้างรถไฟฟ้า ๑๓ สาย ใช้เงินประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องทําอยู่แล้วเพราะหาเสียงไว้เมื่อปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นภาคที่ได้รับเงินกู้มากที่สุดคือ ภาคเหนือ น้อยที่สุดก็คือภาคใต้ ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทําเช่นนี้ครับท่านประธาน การกระทําของรัฐบาลนั้นเป็นการกระทําเพื่อตอบโจทย์ทางการเมืองมากกว่าตอบโจทย์ของ ประเทศครับ ท่านประธานครับ นอกจากแผนงานที่ ๒.๒ แล้วยังมีแผนงาน ๓.๑ แผนงาน ๓.๑ นั้นเป็นแผนงานพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมือง โดยขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน ทางรางให้มีความครอบคลุมพื้นที่บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อประหยัดเวลาก็คือเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้า ๑๓ สาย ๘ สายนั้นเป็นหน้าที่ของ รฟม. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย อีก ๕ สายเป็นภาระหน้าที่ของ รฟท. หรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย สมมติว่าผมพูดถึง รฟม. แล้วนะครับ อดที่จะพูดเรื่องรถไฟฟ้า สายสีส้มไม่ได้ รถไฟฟ้าสายสีส้มที่ผมพูดมาโดยตลอดก็คือมีปัญหาสําคัญประการหนึ่ง ก็คือเรื่องการเวนคืนที่ดิน ที่เวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างทางขึ้นลงสถานีรถไฟฟ้ามากเกิน ความจําเป็น ไม่ว่าจะเป็นสถานีใต้ดินหรือสถานีลอยฟ้าก็ตาม ผมพูดมาตลอดครับ และโครงการสายสีส้มนั้นผมไม่ได้คัดค้าน แต่กลับสนับสนุนว่าเป็นโครงการที่ต้องเร่งทํา เป็นการเชื่อมโยงกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกจากมีนบุรีไปสู่ตลิ่งชัน ผ่านพื้นที่ สําคัญหลายพื้นที่ เช่น ศูนย์วัฒนธรรม ดินแดง ห้วยขวาง ประตูน้ํา ยมราช หลานหลวง ราชดําเนิน จนถึงบางขุนนนท์ครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยครับต้องทํา และใน พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีเส้นทางประมาณครึ่งหนึ่งจากมีนบุรีถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรม บรรจุอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่บรรจุไว้ครึ่งหนึ่งก็เพราะว่าปัญหาเรื่องการเวนคืนนั้น ลดน้อยลง มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่เวนคืนจากการที่ผมได้อภิปราย ได้ประชุมกับท่านผู้ว่าการ รฟม. หลายครั้งครับ ท่านบอกว่าได้พยายามลดลง แต่ส่วนที่เหลือนั้นยังเป็นปัญหาอยู่ ผมก็เรียกร้องว่าให้ท่านลดลงเหลือเท่าที่จําเป็นเท่านั้น เวนคืนเท่าที่จําเป็น เช่น ประมาณจุดละ ตําแหน่งละ ๑๐๐ ตารางวา หรือ ๒๐๐ ตารางวาเท่านั้น ท่านประธานครับ ทางขึ้นลงสถานี ไม่ว่าจะเป็นสถานีลอยฟ้าหรือใต้ดินจะมีทางขึ้นลง ๔ จุดครับ หัวสถานี ๒ จุด ท้ายสถานี ๒ จุดครับ จุดหนึ่งจะใช้พื้นที่ไม่เกิน ๒๐๐ ตารางวา แต่โครงการนี้ บางตําแหน่ง บางสถานีใช้พื้นที่มากกว่า ๕ ไร่ แต่ผมดีใจครับที่ทาง รฟม. ได้ฟังเสียงของผม แล้วนําไปปรับแก้ บอกว่าจะพยายามทําให้เหลือน้อยที่สุด ผมก็รออยู่ครับ รอให้ท่านผู้ว่า รฟม. มาชี้แจงครับ ขอแบบรายละเอียดว่าปรับลดแล้วเหลือลงแค่ไหน ก็เป็นเส้นทางด้านตะวันตกครับ จากสถานี ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยถึงบางขุนนนท์ ถ้าทําได้นะครับท่านประธานจะสามารถ ลดค่าเวนคืนได้มากพอสมควร จะเป็นเงินเท่าใดนั้น ผมไม่สามารถตอบได้ แต่เป็นเงินก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่งครับ ซึ่งถ้าทําได้เช่นนั้นนะครับ ถ้าผมไม่แปรญัตติไว้ว่าให้ระบุโครงการ ให้ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงโครงการได้ เงินที่เหลือนี้ รฟม. อาจจะนําไปใช้ในบางโครงการก็ได้ ผมขอยกตัวอย่าง เช่น รฟม. ในปัจจุบันหรือในอดีตที่ผ่านมานั้นการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าลอยฟ้า ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เงินกู้จากไจก้า (JICA) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เป็นเงินกู้ ที่เรียกว่าเงินกู้ผ่อนปรน ดอกเบี้ยถูกมากครับ ยกตัวอย่างเช่นเส้นทางจากหัวลําโพง ผ่านศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านลาดพร้าว มาสิ้นสุดที่บางซื่อ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ใช้เงินกู้ของไจก้าเสียดอกเบี้ยแค่เพียงปีละ ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือเส้นทางจากบางซื่อไปบางใหญ่ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้นั้นมีดอกเบี้ยแค่ ปีละ ๑.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ แต่พอมาถึงเวลานี้ครับเป็นเรื่องน่าแปลกมาก ที่รัฐบาลนี้ได้เปลี่ยนแปลงการใช้เงินกู้ เปลี่ยนจากการใช้เงินกู้จากไจก้าของญี่ปุ่นนั้น มาเป็นเงินกู้ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่เงินกู้ไจก้านั้นมีดอกเบี้ยถูก ต่ํามาก เป็นดอกเบี้ย ผ่อนปรนกลับมาใช้ดอกเบี้ยที่แพงกว่า ที่มีประมาณราคาดอกเบี้ย ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับ ท่านประธาน จาก ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เปลี่ยนเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ผมก็เป็นห่วงครับว่าทําไมถึงเปลี่ยนมา ไจก้าหรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ ของญี่ปุ่นนั้นผมรู้จักดีครับ ผมเองเคยมีโอกาสหนึ่งทํางานให้กับไจก้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญ หลังจากที่เรียนจบที่ประเทศญี่ปุ่นครับ ผมรู้ว่าเขาควบคุมอย่างดี ตรวจสอบอย่างละเอียด รอบคอบ พูดง่าย ๆ ก็คือโกงยากครับท่านประธาน โกงยากจริง ๆ ครับ แล้วทําไมรัฐบาลนี้ จึงเปลี่ยนมาใช้ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่ดอกเบี้ยต่ํากว่ามาก ผมหมายถึง ของไจก้านะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นโครงการที่เปลี่ยนมาใช้เงินกู้ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือสายสีม่วงครับ ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จครับ ใช้เงินกู้ของไจก้าบ้าง เงินงบประมาณ บางส่วนนะครับ เป็นของเรื่องเวนคืนที่ดิน แล้วก็มาถึงตอนนี้ครับ เปลี่ยนไปใช้เงินกู้ ตามร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงิน ๑๑,๗๙๓ ล้านบาทครับ ตรงนี้ละครับ เป็นสิ่งที่ต้องอธิบายว่าทําไมต้องเปลี่ยนด้วย และสายสีน้ําเงินก็เช่นเดียวกันครับ จากบางซื่อ ถึงท่าพระ หัวลําโพงถึงบางแค เตรียมที่จะใช้เงินกู้ในประเทศแล้ว สุดท้ายกลับมาใช้เงินกู้ ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่ผมพูดเช่นนี้ ผมอยากจะแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าหน่วยงาน รฟม. นั้นมีศักยภาพที่จะกู้เงินได้ด้วยตนเอง ไม่จําเป็นต้องออกเป็นร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เขาทําได้เองอยู่แล้ว จะ ๘ สาย ๑๐ สาย ๑๓ สายก็ทําได้เองอยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องออกเป็น พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาอาจจะนําเงินที่เหลือ ที่ผมพูดไว้เมื่อสักครู่นะครับว่าเงินที่เหลือนั้นจะนําไปใช้สําหรับ โครงการบางโครงการที่ รฟม. หรือรัฐบาลต้องการทําอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่นโครงการ หรือนโยบายเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ผมเชื่อว่าทุกท่านจํากันได้ดีนะครับ ว่าตอนหาเสียงนั้นรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย ได้มีป้ายโปสเตอร์ติดไปทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า จะเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย แต่พอมาเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน ก็แก้ตัวว่าต้องรอให้สร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายเสร็จก่อนจึงจะเก็บ ๒๐ บาทตลอดสายได้ ซึ่งการจะสร้างรถไฟฟ้า ๑๐ สายให้เสร็จนั้น มีผู้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าจะเสร็จโดยเร็วที่สุด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ครับ โดยสรุปแล้วก็คือรัฐบาลนี้ ไม่สามารถเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายได้แม้เพียงสายเดียวครับ ผมจะพูด เช่นนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก อันที่จริงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้พยายามเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายกับโครงการ แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (Airport Rail Link) โครงการนี้เป็นผลงานระบบรางโครงการแรก ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยครับ เป็นแนวคิดทั้งเรื่องแนวคิดการพัฒนาโครงการ จนถึงวันนี้ เป็นของพรรคเพื่อไทยครับ เขาทดลองใช้ ๒๐ บาทตลอดสายเมื่อปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ จนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ รวมเวลาแค่เพียง ๓ เดือนเท่านั้น ปรากฏว่าไม่ได้ผล ล้มเหลวไม่เป็นท่า ในที่สุดต้องยกเลิกไปครับ และโครงการเช่นนี้ครับ ผมทราบมาจาก รฟม. ว่าเป็นภาระอันหนักหน่วงของรัฐบาลทีเดียว ถ้าให้ รฟม. ต้องทํานะครับ รฟม. ลองวิเคราะห์มาให้ผมดูแค่ ๘ สายทางเท่านั้นครับ ปรากฏว่าต้องใช้ เงินอุดหนุนจากรัฐบาลหลายแสนล้านบาทต่อปี ผมจะพูดให้ท่านประธานฟังนะครับ สายสีม่วงจากบางใหญ่ถึงบางซื่อต้องใช้เงินอุดหนุนปีละ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท สายสีน้ําเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณ สายสีเขียวจากแบริ่งถึงสมุทรปราการ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท สายสีเขียว จากหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ครับ นั่นเป็นการต่อขยายสายสีเขียวที่เวลานี้ดําเนินการ โดยบีทีเอส (BTS )นะครับ ขยายจากหมอชิตไปสะพานใหม่จนถึงคูคต ต้องชดเชย ต้องช่วยเหลือ ปีละ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สายที่ ๕ ครับ สายสีชมพู ช่วงแครายถึงมีนบุรีครับ สายสีชมพูนั้น เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรล (Monorail) ต้องชดเชยปีละ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท สายสีส้ม ที่ผมได้กล่าวถึงแล้วครับ เป็นช่วงหนึ่งเท่านั้น เส้นทางหนึ่งเท่านั้น จากมีนบุรีถึงศูนย์วัฒนธรรม ต้องอุดหนุนถึงปีละ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท สายสีเหลือง สีเหลืองนั้นนะครับจากลาดพร้าว ถึงสําโรง ผมขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า สายสีเหลืองนั้นตอนแรก รฟม. จะสร้างเป็นระบบ รถไฟฟ้าขนาดหนัก ครึ่งทาง ครึ่งสาย อีกครึ่งสายนั้นจะเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรล แต่สุดท้ายครับมาเปลี่ยนแปลงเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรลตลอดทั้งสาย ทําให้ ค่าก่อสร้าง ค่าระบบรถไฟฟ้าลดลงครับ ซึ่งมีการปรับลดราคาอยู่ในเล่มนี้ เพราะฉะนั้น การปรับลดค่าก่อสร้างหรือราคานั้นส่วนใหญ่เป็นการลดเนื้องานหรือเปลี่ยนแปลงเนื้องาน ไม่ได้ลดราคาต่อหน่วย เป็นอย่างนั้นครับท่านประธาน สายสีเหลืองนั้นรัฐบาลต้องอุดหนุน ปีละ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท สายสีเขียว จากสมุทรปราการถึงบางปู ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมรวมแค่เพียง ๘ สายนี้ครับ ได้ประมาณ ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับท่านประธาน นี่เป็นภาระหนักของรัฐบาลนะครับ ถ้านํานโยบายนี้มาใช้ ผมถึงเป็นห่วงว่าเราต้องบัญญัติ คําว่า โครงการ ต้องพิจารณาถึงโครงการ และต้องให้โครงการนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย หรือร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ทุกโครงการไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ มิฉะนั้น จะเป็นภาระหนักอันใหญ่หลวงของพี่น้องประชาชนในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน