พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เสนอการแก้ไขมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีรักษาการ และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับผิดชอบดูแลการกู้เงิน 2,000,000 ล้านบาท เนื่องจากมีความสำคัญและอาจทำให้ลูกหลานในอนาคตตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรานี้ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนเอาไว้ว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ผมก็ได้เพิ่มเติมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรี รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผมเรียนท่านประธานว่าจากนี้การอภิปรายของผมก็จะเป็น สิ่งที่จะแสดงให้ท่านกรรมาธิการแล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิก รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้ฟังอยู่ ทางบ้านได้เข้าใจว่าเหตุผลอะไรผมถึงได้มีการเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีส่วนในการ เข้ามารับผิดชอบแล้วก็รักษาการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าผมอาจจะต้อง อ้างอิงไปในหลายเรื่องราวเพื่อให้เห็นถึงความสําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้เข้ามาดูแล ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้
ท่านประธานครับ ผมเรียนในเบื้องต้นว่าในการออก พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในครั้งนี้เราอาจจะคุ้นชินกับการกู้เงินปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศเขาเข้าใจและเขาพยายามที่จะติดตามว่าการที่รัฐบาลจะกู้เงินไปทําโครงการ ต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอไว้นี้ภายใต้การกู้เงิน แล้วเขาต้องเป็นหนี้เป็นสินอย่างน้อย ๕๐ ปี รวมดอกเบี้ย ผมเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องปกติครับ ฟังดูมันดูเหมือนเป็นเรื่องที่พูดกันขึ้นมาลอย ๆ ว่าเป็นหนี้ กู้ชาตินี้ไปใช้ชาติหน้า แต่สาระสําคัญมันเป็นความจริงครับ แล้วมันเป็นเรื่องที่ทําให้ทุกคนตื่นตระหนกกันว่า ลูกหลานเขาในอนาคตเขาจะอยู่อย่างไร ถ้าเศรษฐกิจในอนาคตมันไม่ได้ดีเหมือนปัจจุบัน หรือในอดีตที่ผ่านมา สิ่งที่ผมพูดว่ามันดีหรือไม่ดีในเรื่องเศรษฐกิจ มันอาจจะไม่ได้เป็นตัวเลข ที่เราเห็นว่ามันเป็นตัวเลขต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ แต่มันเป็นพื้นฐานของการทํามาหากิน พื้นฐานของเศรษฐกิจ พื้นฐานของคนที่เขาหาเช้ากินค่ํา เขาคือบุคลากรและลูกหลาน ของเขาครับที่มีความจําเป็นที่จะต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ แต่ที่ผมต้องเกริ่นแบบนี้ เพราะผม อยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการ รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมดีใจ ที่ท่านอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมมีโอกาสได้เห็นท่านเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าวันนี้ท่านยังไม่เข้าใจครับ ในบางส่วนว่าการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่ใช่เรื่องของสภาอย่างเดียว ไม่ใช่ เรื่องของกระทรวงการคลังอย่างเดียว แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงคมนาคมหรือสภาพัฒน์ เท่านั้น ผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลว่า การกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในฐานะที่เป็น ผู้บริหารและเป็นผู้นํารัฐบาล การเป็นหนี้ ๕๐ ปี ผมคิดว่ามันยิ่งใหญ่มากครับ พี่น้องประชาชนก็ยังตกใจอยู่ว่าตกลงจะเอาไปทําอะไรกันบ้าง แล้วผมก็จะไม่พูดซ้ํา มีท่านสมาชิกหลายท่านพูดไปแล้วว่ามีโครงการอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่า การกู้เงินในครั้งนี้นั้นท่านนายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมอครับว่า ท่านไม่นิยมและยืนยันจะต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน แล้วผมก็ได้ยินในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในสภาแห่งนี้ อีกครั้งหนึ่ง หลาย ๆ ครั้งด้วยครับว่าท่านจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่สภาแห่งนี้อนุมัติไป ตั้งแต่งบประมาณก่อนหน้านี้ด้วย จะใช้อย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คราวนี้เมื่อท่านพูด แล้วท่านให้คํานิยามในเรื่องของการต่อสู้กับการคอร์รัปชัน ผมถาม ท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการและรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีครับ ด้วยความเคารพครับว่าการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านพูดว่าท่านจะต่อต้านคอร์รัปชัน ท่านจะดูแลอย่างละเอียด ผมถามว่าทําไมท่านไม่ยอมมารักษาการดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ ด้วยตัวเองละครับ ทําไมท่านต้องให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนดูแลและ รับผิดชอบ ผมคิดว่าผมไม่ผิดนะครับ ที่ผมจะพยายามเสนอเพื่อเรียกร้องหาผู้นํา ผู้ที่ต้อง รับผิดชอบโดยตรง และผมเชื่อว่าวันนี้ไม่มีใครใหญ่เกินท่านนายกรัฐมนตรีครับ ไม่มีใคร มีอํานาจเกินท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่สามารถ สั่งข้ามกระทรวงได้ แน่นอนท่านเป็นคนดูแลในเรื่องของระเบียบวินัยการเงินการคลัง แต่วันนี้เราเห็นอยู่แล้วครับว่าโครงการต่าง ๆ เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคม เกี่ยวข้องทั้งอีก หลาย ๆ กรม และอีกหลาย ๆ หน่วยงาน บุคคล ๆ เดียวที่เราจะเชื่อมั่นได้ว่าท่านจะมี การตรวจสอบอย่างเคร่งครัด และดูแลสั่งการได้อย่างเต็มที่ คือท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็เป็น อีก ๑ เหตุผลที่ผมได้นําเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารักษาการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ พร้อมกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
อีกเรื่องหนึ่งครับ ก็เป็นสิ่งที่คุ้นชินเหมือนกันที่เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปต่างประเทศอยู่เป็นประจํา แล้วก็เห็นว่าในอนาคตก็จะมีแผนงาน เดินทางไปต่างประเทศอีกหลาย ๆ ครั้ง ผมก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีครับ ที่เวลาท่านได้พา คณะรัฐมนตรีและนักลงทุนต่าง ๆ ไปเยี่ยมต่างประเทศเพื่อไปเรียกความเชื่อมั่น ในการลงทุนให้กับประเทศไทย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเกิดท่านทําจริงจังนะครับ แล้วก็จะดีมาก ถ้าเกิดท่านสามารถไปพูดได้เต็มปากว่าโครงการ หรือ พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบด้วยตัวเอง เชิญเขามาประชุม เชิญเขามาหารือ เชิญเขามา ร่วมทุน ไม่ต้องกังวล นายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแลให้ทุกอย่างโปร่งใส่ งบประมาณไม่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ถูกรังแก มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ ผมเชื่อครับว่านักลงทุนหลาย ๆ คนเขาจะสบายใจ มากยิ่งขึ้น ผมเห็นท่านเดินทางไปต่างประเทศ และมีโปรแกรม (Program) จะไป ต่างประเทศอีกหลายครั้ง ทําไมล่ะครับ เวลาไปอยากไปเรียกความเชื่อมั่น แต่ทําไม เวลาจะต้องรับผิดชอบโครงการใหญ่ ๆ ครั้งหนึ่งในประเทศไทยที่ต้องกู้เงินตั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมท่านไม่มารับผิดชอบ พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ได้ ยากเย็นอะไรนะครับ แค่ใส่ชื่อท่านรับผิดชอบไป เกิดวันหนึ่งข้างหน้ามีอะไรเสียหาย เกิดมีปัญหาขึ้นมาก็จะได้แอ่นอกรับได้ว่าท่านรับผิดชอบในการกู้เงินครั้งนี้ด้วยตัวเองในฐานะ ที่เป็นผู้นํารัฐบาล ผมก็เสนอแบบนี้ครับท่านประธานตรงไปตรงมา
ในเรื่องต่อไปเป็นเรื่องสําคัญมาก ซึ่งผมไม่พูดไม่ได้ครับท่านประธาน เมื่อต้นปี ที่ผ่านมานี้สภาแห่งนี้ครับเพิ่งได้ออกกฎหมายไป ๑ ฉบับ แล้วก็เป็นกฎหมายที่มีความสําคัญมาก ก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๕๖ หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า พ.ร.บ. ร่วมทุนครับ สภาแห่งนี้เพิ่งออกไปแล้วก็มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓ เมษายนที่ผ่านมานี้เองครับ ผมเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธานกรรมาธิการ และโดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนะครับว่า ผมไม่แน่ใจว่าท่านทราบหรือยัง หรืออาจจะยังไม่ได้ดู รายละเอียด ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ เขียนไว้ชัดเจนว่าคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชน ร่วมทุนในกิจการของรัฐประกอบด้วยประธานกรรมการ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วถามว่า ที่ผมอ้าง พ.ร.บ. ร่วมทุนอันนี้แล้วมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มันเกี่ยวอะไรกับ การกู้เงินครั้งนี้ ผมจะนําท่านประธานไปพบกับอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้ อํานาจและ หน้าที่ของคณะกรรมการร่วมทุนใน พ.ร.บ. ร่วมทุนฉบับใหม่นี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ๑. เขาบอกว่าให้จัดทําแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสนอข้อความแก่ ครม. ๒. ให้ความเห็นชอบ โครงการที่จะให้เอกชนร่วมทุนและดําเนินการโครงการตามที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้เสนอ ๓. พิจารณาเสนอแนวทาง มาตรการ หรือแนวทางด้านการเงิน หรือการคลัง ในการสนับสนุน ให้เอกชนร่วมทุน ๔. พิจารณาอนุมัติหรือตัดสินชี้ขาดว่าจะให้ใช้วิธีประมูลแบบใด ที่ผมต้อง อ้างอิง พ.ร.บ. ร่วมทุนฉบับใหม่นี้ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มันเกี่ยวพันกับสิ่งที่ ผมเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยตัวเอง เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในวันนี้ พูดชัดเจนว่าโครงการทั้งหมดนี้ยังมีโอกาสที่อาจจะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนกับรัฐบาล แล้ว พ.ร.บ. ร่วมทุนที่ผมนําเรียนท่านประธานไปนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนกํากับ ทั้งหมดว่าโครงการไหนอยากจะให้เอกชนเข้ามาร่วมทุน ร่วมทุนแบบไหน ร่วมทุนเป็น สัดส่วนเท่าไร และมีการอนุมัติว่านอกจากรายรับ รายได้ และรูปแบบการประมูลก็กําหนด อยู่ในคณะกรรมการโดย พ.ร.บ. ร่วมทุนอันนี้ เพราะฉะนั้นการที่ผมบอกว่าเราจะใช้ พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีโครงการเป็นร้อยโครงการ มีโครงการเป็นแสนกว่าล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีดูแลและเป็นประธานในเรื่องของการตัดสินใจโครงการนี้ใน พ.ร.บ. ร่วมทุน แล้วถ้าเกิดเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถรับผิดชอบและแก้ตามที่ ผมเสนอไป ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลด้วย ท่านประธาน มันผิดตรงไหนครับ ผมว่า มันกลับเป็นการดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้รู้ว่าโครงการไหนควรจะให้เอกชนเข้ามา ก็จะได้ ใช้ พ.ร.บ. ร่วมทุนดําเนินการไป ท่านก็ต้องกลับมาดูใน พ.ร.บ. เงินกู้ฉบับนี้ว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติตรงนั้นไปแล้ว ท่านก็จะได้กลับมาดูในกระเป๋าของตัวเองว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ประหยัดไปได้เท่าไร เหลือคืนคลังเท่าไร ไม่ต้องเป็นหนี้แล้วเป็น ภาระของลูกหลานอีก ๕๐ ปี ประหยัดไปได้เท่าไร นี่คือสิ่งที่ผมพยายามนําเสนอ ท่านประธานครับ แล้วก็อยู่ในกรอบนี้ชัดเจนทุกประเด็นครับ แล้วที่สําคัญที่สุดครับ ท่านประธาน นอกเหนือจากที่ผมนําเสนอไปแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะยังไม่ทราบนะครับ แต่ว่าผมก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าท่านเป็นประธานคณะกรรมการ พ.ร.บ. ร่วมทุน ฉะนั้นผมก็เสนอให้ท่านช่วยเข้ามาดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่ผมได้เสนอแก้แล้วก็แปรญัตติ เอาไว้
อีกเรื่องหนึ่งครับ มีการพูดอยู่ต่อเนื่อง แล้วก็ทําให้บุคคลหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่า มีการเปรียบเทียบโครงการของรัฐบาลที่แล้วตอน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ ไม่ได้เสียหายอะไร ในโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วก็มี การพูดถึงข้อเปรียบเทียบแล้วก็ความแตกต่างระหว่างโครงการเงินกู้ครั้งนั้นกับ พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้ ผมมีเรื่องหนึ่งครับที่จะฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการ ว่าเหตุผลอะไรผมถึงอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาอยู่ในคนรับผิดชอบและดูแล พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ก็คืออย่างนี้ครับ มีอยู่เรื่องหนึ่งครับ ในหมวดของการจัดซื้อจัดจ้าง พอดีเมื่อสักครู่เห็นท่านอยู่นะครับ ท่านไม่ได้อยู่เดี๋ยวผมจะพูดถึงอีกทีนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนะครับ ท่านได้บอกเอาไว้ว่าสําหรับโครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เขาจะให้ ครม. เป็นผู้กําหนดหลักเกณฑ์แล้วก็วิธีการของโครงการ รวมถึงการจัดกู้เงิน แต่สมัยที่เป็นไทยเข้มแข็งเขียนไว้ชัดเจนว่าให้ใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือให้ใช้ระบบการประมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ระบุชัดเจนครับว่า ระเบียบวิธีการใช้ก็เป็นมาตรฐานสากลที่เราใช้กันอยู่ในทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุก ๆ ปีครับ ท่านประธาน แต่สําหรับ พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในครั้งนี้เขียนไว้ชัดเจน เหมือนกันว่าให้ ครม. เป็นคนไปกําหนดตั้งหลักเกณฑ์เอาเอง และพูดเหมือนคล้าย ๆ ว่า วิธีการของโครงการแล้วก็เงินกู้ก็ให้ ครม. ไปกําหนด ผมถามท่านประธานว่าผมผิดไหมครับ ถ้าผมจะมาตั้งข้อสังเกตว่าการกําหนดเอง คนใช้ก็นั่งอยู่ในโต๊ะ ครม. ด้วยกัน คนที่กําหนด หลักเกณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างก็อยู่ใน ครม. ด้วยกัน แล้วผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหลักเกณฑ์นั้น ที่ตั้งออกมามันไม่ได้เอื้อใคร มันไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์กับใครที่ไหน นั่นก็คืออีก ๑ เหตุผล ที่ผมพยายามจะแสดงให้ท่านประธานได้เห็นครับว่านี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งนั่งเป็นประธานในหลาย ๆ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกันนี้ รวมทั้ง ในคณะรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว ทําไมท่านไม่มาเป็นผู้รับรักษาการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปด้วย แล้วท่านก็ยืนยันในเรื่องของความโปร่งใสต่าง ๆ ผมก็ชี้ให้เห็นแล้วครับว่ามันก็มีข้อสังเกต ที่ผมมีสิทธิที่จะตั้งข้อสังเกตได้และผมเชื่อว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้รักษาการ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จริง หลักเกณฑ์ก็ตาม วิธีการโครงการต่าง ๆ ที่ผมนําเสนอว่ามันไม่ได้ระบุ ชัดว่าให้ใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มันก็จะได้ชัดเจนสักที ว่าสรุปแล้วเขาจะเอาแบบไหน แล้วท่านก็รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว เพราะท่านก็ยืนยันว่า ท่านจะดําเนินการด้วยความโปร่งใส นี่ก็เป็นอีก ๑ เรื่อง อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ เราต้อง ผมจําเป็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ต้องขอเวลาสักเล็กน้อย