วราเทพ รัตนากร ระบุว่า พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะให้อํานาจฝ่ายบริหารสามารถกู้เงินได้โดยไม่ต้องมาที่สภา และรัฐสภาเองก็ไม่ได้พิจารณาโครงการใหญ่ ๆ จํานวนมากมายปีละหลายแสนล้านบาทในรายละเอียด นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการทุจริตและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติบริหารหนี้สาธารณะ และเรียกร้องการความโปร่งใสและความเห็นอกเห็นใจในกระบวนการตรวจสอบ โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการตรวจสอบต้องแยกกันให้ชัดเจน และมีองค์กรอิสระที่ตรวจสอบอยู่
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๓ เป็นเรื่อง คํานิยาม ซึ่งได้มีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและท่านสมาชิกผู้สงวนความเห็นได้อภิปรายไป ในประเด็นหลัก ๆ ซึ่งผมจะขออนุญาตตอบบางส่วน แล้วก็จะมีท่านกรรมาธิการท่านอื่น ได้ช่วยชี้แจงนะครับ ในประเด็นของผมคงจะมีอยู่ ๓ ประเด็นหลักที่ได้ฟังท่านผู้สงวนความเห็น ประเด็นแรกก็คือเรื่องของกฎหมายฉบับนี้หมิ่นเหม่หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นเรื่องมีความห่วงหรือกังวล หรืออาจจะเรียกว่ากล่าวหาก็ได้ว่าจะมีการทุจริต ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นที่มีการแปรญัตติในเรื่องของการเสนอให้เอกสารที่ใช้ในการ ประกอบการพิจารณาก็คือเอกสารเล่มสีขาวและเล่มสีฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือจะมีการเขียนโครงการเข้าไปในกฎหมายด้วย ผมขอประเด็นแรกก่อน ประเด็นเรื่องของความเป็นห่วงที่พูดถึงเรื่องการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ได้เรียนตอบไปหลายครั้ง และกรรมาธิการก็ได้มีการซักถาม พร้อมทั้งมีหน่วยงานที่ชี้แจงยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นกระบวนการ ของการออกกฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีการพิจารณามาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ใช่รัฐบาลนึกอยากจะทําอะไรก็ทําได้เลย โดยไม่มีหลักการหรือกฎหมายอ้างอิงหรือ มีการเทียบเคียง เรื่องนี้คงต้องเรียนว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่เรียกว่าให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงิน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเรื่องของการกู้เงิน การกู้เงินนั้นถ้าหากว่า ท่านทั้งหลายทราบว่าปัจจุบันนี้มีกฎหมายให้อํานาจฝ่ายบริหารสามารถกู้เงินได้แล้ว โดยไม่ต้องมาที่สภาอีก นั่นก็คือ พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะ ทุกวันนี้รัฐสภาเองก็ไม่ได้ พิจารณาโครงการใหญ่ ๆ จํานวนมากมายปีละหลายแสนล้านบาทในรายละเอียดเลย เพราะเป็นอํานาจฝ่ายบริหารในเรื่องของการที่ให้อํานาจไปกู้เงินมาทําโครงการใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ตรงนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าจะมาเทียบเคียงว่าครั้งนี้รัฐบาลได้เลือก ในเรื่องของการที่จะส่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาให้สภาตรวจสอบเป็นการเบื้องต้น แล้วก็มีโครงการ มิใช่หมายความว่าไม่มีโครงการ ถ้าเป็นพระราชกําหนดไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลใดก็ตาม คงไม่ได้ไปกล่าวหากัน ตรงนั้นไม่มีรายละเอียดแน่นอนครับ แต่วันนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ถามว่ามีเนื้อหาสาระของกฎหมาย แล้วมีตัวโครงการหรือไม่ มีตัวแผนงานหรือไม่ เรียนยืนยันว่า มีแน่นอน ในเอกสารท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เรียกว่าบัญชีแนบท้าย แผนยุทธศาสตร์เหล่านั้นคือแผนยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าสิ่งที่จะไปดําเนินการ ในวงเงินไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ในตอนแรกบอกว่าเอกสารมีน้อย ผมได้เคยตอบชี้แจงในวาระที่หนึ่ง ไปแล้วนะครับว่าเราจะไปพูดกันในชั้นกรรมาธิการ ท่านเรียนถามท่านกรรมาธิการในซีกของฝ่ายค้านก็ได้ว่ามีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ๒๐ กว่าครั้งนั้น แล้วครั้งหนึ่งไม่ใช่เวลา ๑ ชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงนะครับ การพิจารณา ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ครั้งหนึ่งพิจารณาหลายชั่วโมง มีการพิจารณาเอกสารจํานวน ๒๐ กว่าชุด ผมสอบถามทางฝ่ายเลขาธิการ สนข. ซึ่งได้จัดเอกสารนี่ เป็นหมื่นหน้านะครับ เป็นหมื่นแผ่น เรียนยืนยันว่าไม่ใช่หมายความว่าเราพิจารณาโดยบนกระดาษเปล่าหรือว่า มีเพียง ๒ หน้าหรือ ๓ หน้าเท่านั้น เหมือนกับการพิจารณารายละเอียดของชั้นกรรมาธิการ วิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจําปี ผมทิ้งตรงนี้ไว้ก่อนเพื่อที่จะได้ตอบในเรื่องของการ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นะครับ เรื่องนี้คงจะได้มีการพูดกันในหลายมาตรา ผมจะขออนุญาต ชี้แจง ไม่ลงลึกในรายละเอียดเพราะว่าคงจะมีการถามซ้ําขึ้นมาอีก เรื่องการขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นี่เอาประเด็นล่าสุด ผมเชื่อว่ามีผู้อภิปรายหลายท่านอ้างอิงถึงความเห็นของ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือศาสตราจารย์คณิต ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่ได้เสียหาย ที่ได้มีการเสนอความเห็นแล้วก็ตั้งข้อสังเกตอะไรก็ตามไปยังรัฐบาล แล้วก็ปรากฏต่อ สาธารณชนด้วย รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านพ้นการพิจารณาเวลาที่ กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมาปรากฏภายหลัง ผมได้ไปขอเอกสารเรื่องนี้มาเพื่อที่จะประกอบในการชี้แจงนะครับ ทางรัฐบาลก็ได้สอบถาม ท่านก็คงทราบว่าสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล ก็ได้สอบถาม ไปยังกฤษฎีกาแล้วก็ได้รับคําตอบมาในทุกประเด็นที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายถามไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องของความเห็นต่าง ๆ ใน ๔ ประเด็น ได้ตอบกลับมาแล้วนะครับ ปรากฏในเอกสารที่ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งมา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ในทุกประเด็นนั้นยืนยันว่า ๑. เรื่องขัดรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา แน่นอน ยังไม่ได้ลงรายละเอียด ผมตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องการหมิ่นเหม่ ขัดรัฐธรรมนูญ หรือความเหมาะสม ในความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนี้รัฐบาลได้ตอบและได้รับความเห็นมาจากกฤษฎีกา อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ก่อนเสนอในวาระที่หนึ่ง ตอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้ถาม ความเห็นกฤษฎีกา โดยกฤษฎีกาก็เคยอ้างอิงในความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมไม่แน่ใจ น่าจะชุดที่ ๑๒ เทียบเคียงกับกฎหมายพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เฉกเช่นเดียวกันมาก่อน นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่พูดถึงการทุจริต ผมเองคงจะตอบในฐานะซึ่งเป็น กรรมาธิการว่าฝ่ายบริหาร ในอนาคตจะทุจริตหรือไม่ทุจริตคงจะยาก เพราะคนที่จะมาทํา โครงการนี้อาจจะไม่ใช่รัฐมนตรีชัชชาติ อีก ๗ ปีข้างหน้า อาจจะเป็นคนอื่นในฝ่ายของ พรรคเพื่อไทย หรือจะเป็นคนอื่นของพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเป็นคนอีกพรรคการเมืองใหม่ ในอนาคตก็ได้ เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าโครงการนี้จะมีการทุจริต โดยขณะนี้ผมคิดว่า ก็เป็นการประมาณหรือคาดการณ์ แต่ถามว่าคาดการณ์บนอะไร คาดการณ์บนโครงการ ที่เห็นอยู่ว่ามันจะมีการทุจริต โดยเทียบเคียงเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ มันก็จะไปอิง กับประเด็นที่ ๓ ครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตพูดถึงประเด็นที่ ๓ ควบคู่ไปเลย ก็คือประเด็น เอกสารที่ท่านบอกว่าน่าจะระบุโครงการเหล่านี้อยู่ในกฎหมาย ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรของเราเรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ การบริหาร การดูแล งบประมาณ การดําเนินการเพื่อให้เกิดงาน เกิดการก่อสร้าง ก็คือฝ่ายบริหาร ปัจจุบันนี้ ก็มีการแยกกัน แยกกันทํา แล้วก็คานอํานาจซึ่งกันและกัน กฎหมายงบประมาณรายจ่าย ประจําปี ผมเรียนยืนยันกับท่านทั้งหลายว่าผมเห็นด้วยว่ามันดูเหมือนเราจะมีการตรวจสอบ ค่อนข้างเข้มงวดมากกว่ากฎหมายอื่น แต่มันก็มีการใช้เงินโดยฝ่ายบริหารอย่างที่ผมเรียนไปตั้งแต่ต้นว่า พ.ร.บ. บริหาร หนี้สาธารณะสามารถที่จะให้ฝ่ายบริหารใช้เงินกู้ซึ่งอยู่ในแผนก่อหนี้ประจําปี โครงการใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการก่อสร้างทางด่วน โครงการ ของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในแต่ละปีหลายแสนล้านบาท ท่านเคยเห็นรายละเอียดโครงการ ในสภาผู้แทนราษฎรบ้างไหมครับ ต้องบอกว่าเราก็ไม่เคยเห็น แล้วเงินเหล่านั้นเป็นเงินภาษี อากรของพี่น้องประชาชนในอนาคตไหม เป็นเช่นเดียวกัน เพราะเราต้องมาใช้เงินหรือชําระเงินกู้ เวลาตั้งงบประมาณชดใช้ แต่อํานาจนั้นเขาให้ฝ่ายบริหาร ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามใช้อย่างนี้ มาโดยตลอดเหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่เราให้อํานาจมีกฎหมาย พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ เขาไปทําการกู้เงินเพื่อเอามาทําโครงการไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ทําแบบลักษณะ ที่ไม่มีหลักการอะไรนะครับ เขาก็มีกระบวนการในการที่จะต้องตั้งคณะกรรมการพิจารณา บริหารหนี้สาธารณะในการทําแผนการก่อหนี้ในแต่ละปี ว่าจะต้องอยู่ในกรอบวินัยการเงิน การคลัง และโครงการก็ต้องผ่านความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ไปดําเนินการ และท้ายที่สุดก็ต้องมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรให้รับทราบ นั่นคือการใช้เงินอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรากําลังถกเถียงกันว่าอย่างนั้น ตรงนั้นมันโปร่งใส มันต่างจากตรงพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีรายละเอียด ผมเปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจนว่าเรากําลัง คาดการณ์หรือคิดกันไปว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่จะมีการทุจริต จะมีการโกง อย่างนั้นคงไม่ใช่ ทีนี้กลับมาว่าเอกสารที่หลายท่านบอกว่ามันมีน้อย ผมได้เรียนไปแล้ว นะครับว่ามีหลายหมื่นแผ่น ถามท่านกรรมาธิการได้ ถามว่าแล้วเอกสารเหล่านั้นทําไม ไม่เอามาใส่เป็นกฎหมายไปเลย ตอนยกร่างมี ๒ แนวคิด ผมถือโอกาสในฐานะซึ่งมีโอกาส ได้รับทราบด้วย เราก็เถียงกันเหมือนกันว่าใส่เข้าไป แล้วสุดท้ายที่สุดฝ่ายกฎหมายเอง ก็มองว่าการใส่เข้าไปนั้นยิ่งจะเป็นปัญหา เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังเป็นปัญหาอย่างไร แต่ผมจะอธิบายให้ฟังก่อนว่างบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่นี้ กําหนดว่า จะต้องมีเอกสารประกอบกี่ข้อ กี่ชนิด ท่านบอกว่าเป็นกฎหมาย เอาละครับ จะเป็นกฎหมาย ไม่เป็นกฎหมายไม่เถียงกัน แต่ว่ามันกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเป็นเอกสารประกอบ แต่กฎหมายฉบับนี้เราไม่มีการเขียนไว้อย่างนั้นได้ เพราะมันเป็นกฎหมายเฉพาะ มันไม่ได้ เขียนในเรื่องของรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ว่าเราต้องเขียน ถ้ารัฐธรรมนูญกําหนดไว้อย่างนั้นสิครับ ผมว่ารัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ต้องเขียนเหมือนกัน ในเมื่อไม่ได้เขียนก็ถามว่าแล้วเราทําอย่างไร ก็ต้องมาดูกฎหมายที่ผ่าน ๆ มาเขียนอย่างไร ก็ใส่ไปตามลักษณะซึ่งเคยปฏิบัติ แต่ผมจะเทียบเคียงอย่างนี้ครับ ถึงแม้ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ท่านบอกว่า เอกสารเล่มสีขาวคาดแดงมีเป็นหมื่น ๆ โครงการนั้นผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วท่านคิดว่า เปลี่ยนได้ไหมครับ เปลี่ยนได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน เปลี่ยนโดยใครครับ ถ้าเปลี่ยนโดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ไม่ได้โครงการใหม่ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ให้ความเห็นชอบ แต่ถ้าเปลี่ยนโครงการใหม่ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เห็นไหมครับ ถึงแม้ว่างบประมาณประจําปีปกติที่เราบอกว่ามาผ่านสภาตรวจสอบกัน มันเป็นหลักประกัน ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้ ท้ายที่สุดเองใน พ.ร.บ. วิธีงบประมาณก็ให้อํานาจผู้อํานวยการสํานัก งบประมาณสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่โครงการใหม่หรือก่อหนี้ผูกพันในลักษณะ ที่เป็นอํานาจคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าสูงกว่านั้นยังไม่ต้องกลับมาสภาเลยเช่นเดียวกัน เอกสาร ที่ผ่านเราไปใน พ.ร.บ. งบประมาณปกติก็เปลี่ยนได้โดยคณะรัฐมนตรี ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกัน ผมถามว่าโครงการที่อยู่ใน พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มีรายละเอียด อย่างน้อยที่สุด ผมเชื่อมั่นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งชัดเจนแล้ว เรียนตามตรงเลยว่าเป็นแนวทางที่ชัดเจนแล้ว เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกอภิปรายดูเหมือนว่ามันออกทะเล มันไปทําอะไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ เพราะกฎหมายกําหนดว่าต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ตามบัญชีแนบท้าย แล้วบัญชีแนบท้ายนี้ ในยุทธศาสตร์ท่านก็ดูสิครับว่ามันระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนเท่าไร ยุทธศาสตร์แรกเรื่องรถไฟ เรื่องระบบราง เขามีระบุเส้นทางไว้แล้วครับ วันนี้จะไปออกจากเส้นทางตรงนี้ได้ไหม ไม่ได้หรอกครับ ถ้าออกจากเส้นทางตรงนี้ขัดต่อ บัญชีท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ รัฐบาลทําขัดต่อกฎหมายทันที ถ้าจะทําได้อย่างเดียว ต้องขอมาแก้กฎหมายบัญชีท้ายนี้ก่อน ส่วนที่ไม่มีรายละเอียดก็คือส่วนใหญ่จะเป็นถนน ซึ่งโดยหลักทั่วไปผมก็เทียบเคียงกับ พ.ร.บ. งบประมาณปกติครับว่าถนนที่เราผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณปกติไป เวลาเปลี่ยนแปลงเรามีโอกาสที่จะท้วงติงได้แค่ไหน ถ้าเขาเปลี่ยนไปแล้ว ถ้ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีชุดใดชุดหนึ่งเปลี่ยนไป เฉกเช่นเดียวกัน ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าความเป็นห่วงว่าเอกสารเล่มสีขาวก็ดี เล่มสีฟ้าก็ดี หรือจะเขียนว่าโครงการต่าง ๆ ก็ดี มาเป็นกฎหมาย ผมคิดว่าเราเป็นห่วงแต่กฎหมายฉบับนี้หรือครับ แล้วเราไม่เป็นห่วง พ.ร.บ. หนี้สาธารณะที่หน่วยงาน ที่รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตามเขาทําโครงการกันไปเป็นระยะ ๆ มาโดยตลอดหรือครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่ามันไม่ได้เป็นที่กังวลใด ๆ ทั้งสิ้นว่า โครงการนี้จะถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้กระทั่งในกฎหมายฉบับนี้ มาตรา ๑๔ เขาจะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งแน่นอนที่สุด ผมเชื่อว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่าน ท่านรัฐมนตรีชัชชาติหรือรัฐมนตรีไหนก็ตามจะต้องนําเอกสารเล่มสีขาว และเล่มสีฟ้ามาพิจารณาก่อน ถ้าอยู่ ๆ ไปหยิบโครงการนอกเหนือจากเล่มสีขาวและเล่มสีฟ้า มาพิจารณา ผมถามท่านหน่อยว่าคนที่จะเป็นรัฐมนตรีคนนั้นจะผ่านการพิจารณา ของหน่วยงานอื่นหรือครับ ยากมาก ผมว่าวันนี้เราต้องแบ่งให้ชัดว่าการตรวจสอบของฝ่าย นิติบัญญัติกับการตรวจสอบของฝ่ายบริหารหรืออํานาจของฝ่ายบริหารที่มีสามารถทําได้แค่ไหน อย่างไร ตรงนี้ก็เรียนยืนยันว่าเรื่องของโครงการที่บอกว่าอยากจะให้เอามาใส่ในเล่ม หรือเอกสารท้ายพระราชบัญญัติ เอกสารประกอบให้มาเป็นบัญชีท้ายพระราชบัญญัติไปด้วย มันทําได้ด้วยความยากลําบาก เพราะว่าถ้าหากท่านเขียนไปแล้ว โครงการมีปัญหา ในเรื่องของการดําเนินการที่จะแก้ไขปรับปรุง ท่านต้องกลับมาพิจารณาแก้ไขทุกถ้อยคํา ในสภาแห่งนี้อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นกฎหมายไปเสียแล้ว แต่ถามว่าถ้ามันไม่เป็น กฎหมาย เป็นเอกสารประกอบ มีความมั่นใจอย่างไรในการที่จะควบคุม นั่นคือหลักของ ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องควบคุมกัน แล้วกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ระบุว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารได้ดําเนินโครงการไปแล้ว ต้องกลับมารายงานต่อรัฐสภา เช่นเดียวกัน ตรงนี้ผมจึงอยากเรียนนะครับ
ในประเด็นที่ ๓ เพื่อสรุปในช่วงต้นนี้ว่ากรรมาธิการเองหรือรัฐบาลเอง ผมเชื่อมั่นว่า อยากจะทําทุกอย่างให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติได้ด้วย ส่วนกระบวนการตรวจสอบว่าจะเข้มข้นแค่ไหน ว่าจะมองว่าใครจะทุจริตหรือไม่ อย่างไร เรามีกระบวนการตรวจสอบซึ่งจะต้องแยกกันให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องรัฐสภาแห่งนี้จะเป็นฝ่าย ตรวจสอบอย่างเดียว องค์กรอิสระที่ตรวจสอบอยู่ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่านักการเมืองทุกวันนี้ ใครมาเป็นฝ่ายบริหารก็ตามคงไม่กล้าที่จะทําอะไรลักษณะเฉกเช่นที่เราเคยเห็นในอดีตกัน เพราะว่ามีปรากฏให้เห็นนะครับว่าการทุจริตไม่ใช่เรื่องง่าย ผมก็เลยอยากจะเรียนยืนยัน กับท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคําถามในมาตรา ๓ ในคํานิยามไว้เบื้องต้นนะครับ แล้วก็ จะขออนุญาตให้ประเด็นที่เหลือให้กรรมาธิการท่านอื่นได้ช่วยตอบชี้แจงต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ