สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายเรื่องมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกู้เงิน 2,000,000,000 ล้านบาท โดยระบุว่าไม่มีโครงการที่เขียนรายละเอียด ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและอาจนำไปสู่การโกง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและให้มีสภาพบังคับในรายละเอียด

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคงเป็นผู้อภิปราย ในส่วนของฝ่ายค้านในมาตรา ๓ นี้น่าจะเป็นคนสุดท้ายนะครับ ผมเองก็เป็นคนที่ได้เสนอ คําแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๓ ซึ่งว่ากันไปแล้วมาตรา ๓ ดูผิวเผินแล้วไม่น่าจะมีอะไรครับ เพราะเป็นมาตราที่เป็นคํานิยามศัพท์ ในมาตรา ๓ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ผ่านมาในชั้นกรรมาธิการนั้นมี ๔ วรรค ด้วยกันนะครับ ใน ๔ วรรคนี้มีการเขียนเฉพาะคําว่า ยุทธศาสตร์ หมายความว่าอะไร แผนงานหมายความว่าอะไร หน่วยงานของรัฐหมายความว่าอะไร และหน่วยงานเจ้าของ โครงการหมายความว่าอะไร ผมเองก็เหมือนสมาชิกหลายคนซึ่งได้แปรญัตติลงไปว่า น่าจะต้องเพิ่มนิยามศัพท์คําว่า โครงการ ลงไปด้วย มีคําถามกันมากมายครับว่าทําไม เราจึงต้องแปลคําว่า โครงการ ลงไปในกฎหมายฉบับนี้ด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า มาตรา ๓ นั้นเป็นมาตราที่เหมือนกับเป็นคํานิยามศัพท์สําคัญ ถ้าหากว่าเราไม่เติมคําว่า โครงการ ลงไปในกฎหมายฉบับนี้จะมีเฉพาะบัญชีท้ายพระราชบัญญัติซึ่งมีสภาพบังคับ ตามกฎหมายเท่าเดิม คือมี ๓ หน้า ใน ๓ หน้านี้เขียนไว้กว้างมากครับ คณะกรรมาธิการ ก็ผ่านเอกสารซึ่งเป็นบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ มีสภาพบังคับตามกฎหมายนี้เพียงแค่ ๓ หน้านี้เท่านั้น ว่ากันตามจริงแล้วเพียง ๒ หน้าครึ่งเองครับ ใน ๒ หน้าครึ่งนี้อ้ายที่พูดกันมา บอกว่าจะมีรถไฟไปตรงนั้นตรงนี้ มีถนนตรงนั้นตรงนี้ มันไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้น เล่มสีฟ้าที่มาแจกกันนี้ และเอกสารเป็นปึก ๆ นี้มันเชื่ออะไรไม่ได้สักอันหนึ่งเลยครับ มันเชื่ออะไรไม่ได้เพราะโครงการเหล่านี้ไม่มีสภาพบังคับเป็นบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ มันมีเพียงแค่ ๒ หน้าครึ่งที่เขียนเอาไว้ เขียนไว้อย่างไร เช่น เขียนไว้บอกว่ายุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ํากว่ารวมแล้ว ๓๕๗,๗๐๙.๕๑ ล้านบาท และพอไปเป็นแผนงานพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายทางถนน ทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบันก็เขียนเพียงกว้าง ๆ เช่น พัฒนาทางคู่ในเส้นทางต่าง ๆ ได้แก่ แล้วก็เขียนลงไป และยังไปเพิ่มเติมว่าทางคู่ในเส้นทางอื่นที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายการขนส่งหลัก เขียนไว้เท่านี้ครับ ทั้ง ๒ หน้าครึ่งนี้ ประเด็นของผมก็คือว่าถ้าเราไม่เขียนคําว่า โครงการ ลงไป แล้วบังคับให้กฎหมายฉบับนี้มีบัญชีแนบท้ายโครงการที่เป็นโครงการลงไปอย่างชัดเจน หมายความว่าที่แจกกันเป็นปึก ๆ นี้มันโกหกตบตา หลอกลวงกันได้ทั้งนั้นละครับ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลนี้พยายามโฆษณาชวนเชื่อกันมาตลอด บอกว่าผ่านกฎหมายฉบับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปเถอะ แล้วจะได้รถไฟตรงนั้น รถไฟรางคู่ตรงนี้ ถนนตรงนั้น รถไฟความเร็วสูงตรงนี้ เอาเข้าจริงแล้วมันเบี้ยวได้หมดละครับ สิ่งที่เราจะได้ก็คือเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นหนี้ประชาชน รวมดอกเบี้ยแล้ว ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นหนี้กันชั่วลูกชั่วหลาน ไป ๕๐ ปีเท่านั้น กฎหมายนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าให้อํานาจกระทรวงการคลังไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับให้กระทรวงคมนาคม ไปก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานตรงนั้นตรงนี้ เพราะในบัญชีแนบท้ายโครงการนี้ไม่มีตัวโครงการ ที่ระบุรายละเอียดว่าจะสร้างถนนเส้นไหน รถไฟรางคู่ตรงไหน รถไฟความเร็วสูงตรงไหน เพราะฉะนั้นที่ซักถามกันมา แจกเอกสารกันมาเยอะแยะที่ทวงกันนี่ กรอบหนึ่งมันเสมือนกับ เป็นการตรวจสอบ แต่ไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมายครับ รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้คือ รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ไปโพสต์ (Post) ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ผมไปอ่านเจอในไทยรัฐออนไลน์ (Online) ๕ ข้อ บอกว่าต้องออกเป็นกฎหมายเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณประจําปีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ในข้อที่ ๑ ท่านเขียนไว้ แล้วจะตรงกับที่ผมแปรญัตติเอาไว้ด้วยครับ ท่านบอกว่าการออกเป็น พระราชบัญญัติทําให้การลงทุนมีความต่อเนื่อง เมื่อพระราชบัญญัติผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภาแล้ว จะรับประกันได้ว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลจากนี้ไปต้องทําตามแผนสร้างอนาคตที่วางไว้ จนแล้วเสร็จจะไม่ถูกล้มเลิกเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มันไม่จริงครับ ไม่จริง เพราะแผนอนาคตที่ท่านว่านี้ ในตัวกฎหมายที่มีสภาพบังคับมี ๒ หน้าครึ่ง แล้วเขียนกว้าง เป็นมหาสมุทรเลยครับ หมายความว่าได้เงินไปแล้ว จากนี้ไปรัฐบาลจะไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โยกย้ายโครงการได้ตามใจทั้งสิ้น โดยใช้อํานาจคณะรัฐมนตรี ซึ่งท่านเขียน เอาไว้แล้วในกฎหมายฉบับนี้ครับ ในชั้นกรรมาธิการท่านถึงไม่ยอมให้มีการแปรญัตติ เติมคําว่า โครงการ แล้วเขียนโครงการลงไปให้ชัดว่าโครงการก่อสร้างรถไฟสายตรงนั้นไปตรงนั้น ใช้เงินเท่านี้ ผูกมัดเงื่อนไขของเวลาตรงนั้นถึงตรงนี้ ท่านไม่ยอมเขียนไว้เลยครับ มีการโหวตกันด้วย แล้วในการโหวตกันเสียงข้างมากก็ยืนยัน บอกเอาที่เขียนเป็นทะเลขณะนี้ลงไป เพราะได้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว รัฐบาลจะไปโยกย้ายเปลี่ยนแปลงโครงการ เขียนโครงการ อะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นที่รัฐมนตรีชัชชาติโพสต์เฟซบุ๊กในข้อ ๑ นี้มันจึงไม่เป็นจริงโดยสิ้นเชิง มันเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อให้คนเข้าใจผิดไปว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทออกมา คนจะได้ ถนนตรงนั้นตรงนี้ คนหวังกันทั้งประเทศครับตอนนี้ จังหวัดนั้นก็อยากได้รถไฟความเร็วสูง จังหวัดนี้ก็ได้ จังหวัดโน้นก็อยากได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันจะได้หรือไม่มันยังไม่แน่ มันเป็นเรื่องอนาคต รัฐบาลจะโยกอะไรก็ได้ แต่ที่ได้แน่ ๆ คือหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมจึงแปรญัตติ บอกว่าต้องเติมโครงการลงไป จนถึงเวลานี้แล้วท่านก็ยังไม่ยอมครับ แล้วที่สําคัญนะครับ เอกสารที่ท่านแจกเสมือนว่าเป็นโครงการให้กับพวกเราเป็นปึก ๆ นี้ โดยความเป็นจริงแล้วก็ ยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเยอะนะครับ รถไฟความเร็วสูงที่คุยกันหนักกันหนา บอกจะไปจังหวัด เชียงใหม่ เอาเข้าจริงเอกสารมาเมื่อวานนี้มีการศึกษาไปเพียงแค่จังหวัดพิษณุโลก นี่เป็นตัวอย่างครับ เพราะฉะนั้นที่ไปโฆษณาชวนเชื่อบอกว่าผ่าน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะได้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดตามที่เขียนจึงไม่จริง เพราะมันได้เพียงแค่กรอบการใช้เงิน กว้าง ๆ แล้วก็ยกเงินทั้งหมดนี้ให้กับรัฐบาลไปใช้ทําอะไรก็ได้ ฉะนั้นในข้อที่ ๑ ที่เป็นเหตุผล ของผมที่ไปหักล้างเหตุผลของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ไปโพสต์เฟซบุ๊กเอาไว้นี้ จึงเป็นเสมือนคําโฆษณาชวนเชื่อที่มีเพียงแค่ลมปากเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายไม่มีครับ มีเพียงแค่กรอบการใช้เงินกว้าง ๆ ซึ่งอันนี้ต้องพูดกันอีกเยอะในอนาคต เพราะผ่านกฎหมายฉบับนี้ ไปแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้เต็ม รัฐบาลมีเงินและใช้ทําอะไรก็ได้ ไม่มีบัญชีแนบท้าย โครงการที่เป็นรายละเอียดผูกมัดรัฐบาลเหมือนกับงบประมาณรายจ่ายประจําปีอย่างไรครับ นี่คือข้อแรกที่ผมบอกว่ามันไม่ใช่ ในข้อที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีชัชชาติไปโพสต์ไว้อีกในเฟซบุ๊กบอกว่า เมื่อกฎหมายผ่านความเห็นชอบรัฐสภาแล้ว จะทําให้รัฐบาลสามารถวางแผนพัฒนาและ แผนการคลังระยะยาว เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าในสอดคล้องกับแผนโครงสร้างพื้นฐาน ได้อย่างเต็มที่ สร้างประสิทธิภาพ ประหยัดต้นทุน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนให้คุ้มค่าที่สุด ตรงนี้ก็ไม่ใช่อีก ถ้าไม่แปรญัตติเติมโครงการลงไป เพราะในกฎหมายฉบับนี้ไม่มีแผนโครงการ อะไรใด ๆ ทั้งสิ้น มี ๒ หน้าครึ่งตรงนั้นละครับ ถ้าท่านบอกว่าประหยัด ประสิทธิภาพ ลดต้นทุน อันนี้เลยครับที่จะสอดคล้องกับที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายเมื่อวานนี้ เพราะถ้าไม่เขียนโครงการ มีวงเงินโครงการลงไปอย่างชัดเจน แปลว่าในอนาคตกฎหมายฉบับนี้สร้างหนี้เสร็จ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ครม. จะเติมโครงการอะไรลงไป จะอัพ (Up) ตัวเลขขึ้นไปเท่าไรก็ได้ มันถึงมีพูดอย่างไรครับ ว่าต้นทุนต่อ ๑ กิโลเมตรของรถไฟความเร็วสูง มันสูงขึ้นไปนับเป็น เกือบ ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตออกไปแล้วกฎหมายฉบับนี้ไม่มี โครงการเขียนไป ไม่มีตัวเลขที่ผูกมัดเอาไว้ ที่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย รัฐบาลก็แบะท่า เอาไว้แล้ว บอกไม่ใช้ระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้าง จะไปออกระเบียบพิเศษ ออกระเบียบพิเศษ อย่างนี้ก็เปรมเลยครับ มันเขียนตัวเลขสูงอย่างไรก็ได้ มันเอื้อให้เกิดการประมูล ซึ่งอาจจะ มองข้ามเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันไปอย่างไรก็ได้ กระบวนการตรวจสอบมันไม่เกิดนะครับ ผมถึงเห็นความจําเป็นของการเติมโครงการลงไป แม้แต่กระทั่งที่รัฐมนตรีชัชชาติไปโพสต์ เฟซบุ๊ก เอาไว้ในข้อที่ ๔ ที่บอกว่า การหาทุนเพื่อดําเนินโครงการสร้างอนาคตไทย คือกฎหมายฉบับนี้ จะรัดกุมตรวจสอบง่าย และละเอียดยิ่งกว่าการใช้เงินจากงบประมาณ ประจําปีตามปกติ ท่านใช้คําว่า ละเอียดยิ่งกว่า นะครับ เนื่องจากแยกเป็นพระราชบัญญัติ ออกมาต่างหาก ทําให้ต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาถึง ๓ วาระ เป็นที่จับตามอง ขององค์กรอิสระและประชาชน ส.ส. ผ่านกรรมาธิการพิเศษของสภาผู้แทนราษฎร แปรญัตติ ได้ทุกมาตรา อันนี้เป็นการเขียนที่ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ และเป็นการโพสต์ข้อความ ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ผมเปรียบเทียบให้เห็นเลยครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ที่เขียนเอาไว้ในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจําปีนี่ เขาเขียนชัดครับ อันนั้นถึงใช่ และตรงกับที่ท่านโพสต์ข้อความเอาไว้ในเฟซบุ๊กครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ เปรียบเทียบนิดเดียวเองครับ ในมาตรา ๑๖๗ บอกว่า ในการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีต้องมีเอกสาร ประกอบ รวมถึงอะไรบ้างครับ ประมาณการรายรับ ในกฎหมายเงินกู้นี้ประมาณการรายรับ มีอันเดียวเท่านั้นเอง คือให้อํานาจไปกู้หนี้มา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในมาตรา ๑๖๗ บอกว่า งบประมาณต้องมีเอกสาร มีวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงานโครงการในแต่ละ รายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ระบุไปเลยครับ เช่น สร้างโรงเรียน ๑ หลัง สร้างที่ไหน กี่ชั้น กี่ห้อง ใช้เงินเท่าไร สร้างจากวันที่เท่าไร สร้างจากประมาณเดือนไหน ไปจบเดือนไหน หลายโครงการเขียนอย่างนั้นละเอียดครับ คําถามก็คือว่าในกฎหมายฉบับนี้ มีไหมครับโครงการแบบนั้น จะสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปที่หัวหินอย่างที่ว่านี้ มีรายละเอียดไหมครับ ในสภาพบังคับที่เป็นบัญชีแนบท้ายโครงการ ตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีเลยแม้แต่โครงการเดียวครับ ในขณะที่มาตรา ๑๖๗ เขียนชัดไปกว่านั้นอีก เขียนกระทั่งว่า ต้องแสดงฐานะการเงินจากการคลังประเทศเกี่ยวกับภาพรวมภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใช้จ่าย การจัดหารายได้ ประโยชน์และการขาดรายได้จากการยกเว้นภาษีเฉพาะรายในรูปแบบต่าง ๆ ความจําเป็นในการตั้งงบประมาณผูกพันข้ามปี ภาระหนี้และการก่อหนี้ของรัฐและฐานะ การเงินของรัฐวิสาหกิจ นี่สิครับที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๗ จึงผ่านการตรวจสอบ จากรัฐสภา ๓ วาระครับ วาระที่หนึ่งรับหลักการก็อภิปรายรายละเอียด วาระที่สอง ตั้งกรรมาธิการงบประมาณไล่โครงการแต่ละโครงการลงไป มันมากมันน้อยเพียงใด ในกฎหมายฉบับนี้มีไหมครับ ไม่มีครับ ไม่มีเลย ทุกอย่างยกเมฆกันมา เอกสารก็บอกว่า ไปหาเอาข้างหลัง รื้อไปรื้อมาเอกสารก็เปลี่ยนมาเปลี่ยนไป เพราะไม่มีสภาพบังคับ ตามโครงการ ท่านรัฐมนตรีไปเขียนไว้ในเฟซบุ๊กอย่างนี้ผมว่ามันเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง ที่เป็นการตรวจสอบของสภาโดยสิ้นเชิงนะครับ ถ้าท่านบอกว่ากรรมาธิการสามารถตรวจสอบ โครงการได้อย่างท่านโพสต์เฟซบุ๊กจริงนี่ วันนี้กรรมาธิการที่มาไม่ต้องทวงเอกสารแล้วครับ เขาอภิปรายลงรายละเอียดได้ทุกโครงการ แต่นี่มันไม่มี โครงการมันอยู่ในอากาศ มันมีแต่ยุทธศาสตร์ ๒ หน้าครึ่ง มันมีแต่หนี้ให้กับ ประชาชนกับเงินที่กู้หนี้มาให้รัฐบาล ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ใช้จ่าย ขอโทษนะครับ ตามอําเภอใจจริง ๆ เลยครับใน ๒ ปีที่จะเหลือจากนี้ไป หลังจากนั้นไม่ทราบครับ นี่เป็นเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ผมบอกว่ามันจําเป็นต้องแปรญัตติและลงรายละเอียดลึกไปถึง โครงการ เพราะที่รัฐมนตรีชัชชาติโพสต์ เฟซบุ๊กมานี่มันผิดไปจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ผมอยากใช้คําว่า เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ปราศจากมูลความจริงโดยสิ้นเชิง แม้แต่กระทั่ง ในข้ออื่นท่านประธานครับ ซึ่งตรงกับเรื่องโครงการนี้ครับ ท่านบอกว่าในเฟซบุ๊กท่านครับ การใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.บ. นี้ต้องผ่านการตรวจสอบเช่นเดียวกับที่กําหนดไว้ใน พระราชบัญญัติจัดการหนี้สาธารณะโดยต้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงบประมาณ อื่น ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ข้อนี้ยิ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ เพราะถ้าเทียบ งบประมาณของเรา โครงการแต่ละอันกว่าจะผ่านมาถึงสภาให้ตัวแทนประชาชนตรวจสอบ ได้เป็นรายโครงการ มันผ่านกระบวนการเหล่านี้มาครบแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถที่จะ ตรวจสอบซ้ําได้ แต่ของท่านไม่ใช่ครับ ท่านออกกฎหมายเอาเงินกู้ไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ผูกมัดไม่ต้องทําโครงการอะไร ไปตามใจ ครม. ตามใจรัฐบาล เพียงแค่อ้างว่าเข้าตาม ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ ๒ หน้าครึ่งมันกว้างเป็นมหาสมุทร อ้างอย่างไรมันก็เข้าครับ แต่หลังจากนั้นสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบอะไรได้ไหม ไม่ได้ แล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่าน พูดถึงเป็นอะไรครับ ก็เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ถ้าท่านออกระเบียบพิเศษเอาไว้แล้ว เขาก็ดิ้นหนีไม่พ้นจากระเบียบพิเศษอันนั้น แล้วแต่ละหน่วยงานที่ท่านเอ่ยถึงก็กํากับโดย รัฐบาลทั้งสิ้น มันไม่กลับมาสภาอีกแล้ว มันกลับมาอันเดียวที่ท่านเขียนไว้คือมารายงาน รายงานตอนนั้นรายงานทําอะไรครับ เป็นรายงานเพื่อทราบ มันกลับไปเปลี่ยนแปลง แก้ไขโครงการอะไรไม่ได้ ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นแล้ว สภาทําอะไรได้ไหมครับ ทําไม่ได้ ป้องกันได้ไหมครับ ป้องกันก็ไม่ได้ นี่ถึงบอกว่าโฆษณาชวนเชื่อตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ มันยกเมฆ มันเป็นลม มันเป็นโอกาสที่จะไปเปลี่ยนแปลง เล่นกล ซ่อนเงื่อน ตบตา ทําได้หมดครับ เพราะฉะนั้นที่โพสต์เฟซบุ๊กมา ๕ ข้อนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับ ข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง และเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงในกฎหมายฉบับนี้ อย่างสิ้นเชิงครับ มันถึงต้องแปรญัตติใส่คําว่า โครงการ ลงไป ผมก็อยากฟังคําตอบนะครับ ว่าทําไมวันนี้ถึงยังยืนยันว่าไม่ใส่คําว่า โครงการ แต่ถ้าลุกขึ้นมาบอกบอกว่าหลายโครงการ ยังศึกษาไม่เสร็จ อันนี้ยิ่งหนักเลยครับ มันเหมือนบอกชาวบ้านบอกว่าไปสร้างหนี้กัน สร้างหนี้เสร็จถามไปทําอะไร บอกยังไม่รู้เลย ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า มันไม่ได้ครับ หนี้ส่วนตัวท่านนี่ไปกู้ธนาคารจะสร้างบ้าน ธนาคารยังขอแบบแปลนเลยครับ อันนั้น กู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นชาวบ้านธรรมดาครับ กู้ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังขอแบบบ้านเลย อันนี้ขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบบแปลนยังไม่มีเลยครับ ผมถึงบอกมันหนักครับ ยิ่งเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจําปี มาตรา ๑๖๗ มันถึงไปไม่ได้เลย

และข้อสุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่ามันต้องเขียนเป็นโครงการ เพราะถ้าให้อํานาจรัฐบาลไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีโครงการที่เขียนรายละเอียด ว่าจะทําอะไร ที่ไหน อย่างไร วงเงินเท่าไร ให้ตรวจสอบกันได้และมีสภาพบังคับดังที่กฎหมาย ควรจะต้องเขียนเอาไว้ โอกาสที่รัฐบาลจะใช้การตัดสินใจทางการเมืองสูงมากครับ ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมรัฐบาลในเกือบทุกเรื่องชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายเรื่องเป็นการ ตัดสินใจบนพื้นฐานแนวความคิดที่อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในสมัยนั้นเคยพูดว่าจะพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน ส่งผลมหาศาลเลยครับ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ก็พูดชัดครับ กรณีเรื่องของหอประชุมจังหวัดภูเก็ตพูดว่า มันก็ทวงให้เราไปสร้างที่ภูเก็ตยังไม่สร้างให้จะมีปัญหาไหม วันหน้าจะสร้างแน่นอนเมื่อ จังหวัดภูเก็ตเห็นความดีของพวกเราและเลือกคนของเราวันนั้นจะไปทําให้ วันนี้ไม่มีอารมณ์ จะทํา กฎหมายนี้ออกสร้างหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนไทยทั่วประเทศ ๖๐-๗๐ ล้านคน ทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัดแบกภาระหนี้กันอ่วมถึงลูกถึงหลาน แต่เวลาสร้างคุณสร้างไปจังหวัด ที่เป็นพื้นฐาน เป็นคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นเขตเลือกตั้งของรัฐบาลเท่านั้น แล้วคนอื่น จ่ายภาษีไปทําไมครับ เหตุการณ์ที่เกิดกับม็อบชาวสวนยางภาคใต้มันยิ่งย้ําว่าแนวคิดของการแบ่งแยกและปกครองมันมี ใครจะไปรู้ว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ออก ฝั่งรัฐบาลปรีเปรมเลยครับ กันงบเอาไว้แล้ว จังหวัดนี้เอาอะไร จังหวัดนี้เอาอะไร ฝ่ายค้านรอไปก่อน วันนี้ก็ร่ํา ๆ จะเกิดอยู่หลายเรื่องอยู่แล้ว ไว้ใจไม่ได้เลยครับ ความคิดแบ่งแยกปกครองไปเฉพาะจังหวัดที่เลือกเราก่อนมันเป็น ข้อเท็จจริงของรัฐบาลนี้ เราผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปให้กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนแบกรับ ภาระกันทั้งประเทศถึงลูกถึงหลาน ทุกคนที่เสียภาษี แต่เงินนี้รัฐบาลเอาไปสร้างตามใจ ไปเฉพาะจังหวัดที่เลือกตัวเองก่อน อย่างนี้มันอยู่กันไม่ได้หรอกครับประเทศ ผมถึงอยากฟัง เหตุผล เพราะฉะนั้นสุดท้ายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊กท่าน กรณีเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบอกว่า ความกลัวไม่เคยทําให้เราก้าวหน้า ความกลัวเป็นแค่ สมมุติฐาน แค่จินตนาการ แต่รถไฟเราจับต้องได้ พาเราก้าวหน้าได้ เหมือนกับว่าคนที่วิจารณ์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกลัวไปก่อนล่วงหน้า ผมก็จะบอกครับว่าที่ท่านเขียนนั้นไม่ใช่หรอกครับ แต่ความกลัวการตรวจสอบต่างหากที่ไม่เคยทําให้เราก้าวหน้า การโกงต่างหากที่ทําให้ ประเทศนี้ไม่เคยก้าวหน้า ยิ่งไม่เขียนโครงการให้มีสภาพผูกมัดในรายละเอียดลงไป กฎหมาย ฉบับนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการกู้มาเตรียมการโกง กู้มาโกง และกู้มาเอื้อต่อการโกง ผมก็ขอคําตอบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ