สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖

สาธิต ปิตุเตชะ หารือเรื่องการเพิ่มต้นทุนในการจ่ายเงินให้กับหน่วยงานของรัฐ และเสนอให้องค์กรภาคเอกชนมาทําหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อลดการทุจริต

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมชี้แจง ท่านประธาน ๒ ประเด็น ผมไม่มีข้อตกลงเรื่อง ๗ นาทีครับ และผมกําลังพูดในเรื่องอธิบาย ว่าทําไมผมจึงเพิ่มคําว่า องค์กรภาคเอกชนที่ทําหน้าที่ในการต่อต้านการทุจริต ในคํานิยาม ที่ ๒ ของผมครับ ขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ผมพูดต่อว่าต้นทุนในเรื่องนี้มันสูงเกิน ความเป็นจริงครับ ผมก็เลยเขียนลงไปว่าจําเป็นจะต้องให้องค์กรภาคเอกชนมาทําหน้าที่ ตรวจสอบด้วย เรากําลังพูดถึงโครงการต่าง ๆ ในเอกสารประกอบนี้ครับ แล้วเรากําลังเป็นห่วง ปัญหาที่มันกําลังซ้ําเติมประเทศ แล้วเราก็กําลังกู้เงินมาเพื่อดําเนินการเพื่อลดต้นทุน แต่มันกลับเป็นต้นทุนสําคัญก็คือว่าเราไม่สามารถปราบรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุก องค์การได้ ผมพูดค้างอยู่ที่ว่านักธุรกิจจะคิดอย่างไรก็ตาม ประชาชนจะคิดเชื่อว่าทุจริตได้ ไม่เป็นไรก็ตาม อันนั้นก็เป็นเรื่องของประชาชนกับนักธุรกิจ แต่ฝ่ายการเมืองทั้ง ๒ ข้างนี้ต้องคิด เรื่องนี้ต่างกับพี่น้องประชาชนะครับ อย่าไปเห็นด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ มันเพิ่มต้นทุน คนในพรรคท่านถ้าเห็นว่าทุจริตอาจจะไม่ผิดกฎหมายก็ต้องดําเนินการครับ เช่นกันครับ ถ้าประชาชนเข้มแข็งเขาจะตรวจสอบรัฐบาลเอง แต่วันนี้ผมได้ทําหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทําหน้าที่ว่าทําอย่างไรเมื่อประชาชนไม่ไว้ใจและมีตัวชี้วัดว่า มันยังเกิดการทุจริตอยู่ก็เสนอคนกลางเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย และคนกลางที่พูดถึงนี้ เขาเป็นองค์กรเครือข่ายในส่วนของการที่เห็นการเพิ่มต้นทุนในการจ่ายเงินของเขาให้กับ หน่วยงานของรัฐไม่ได้ เพราะข้อมูลที่สําคัญที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยไปทํามาเขาไปถาม นักธุรกิจที่ไปจ่ายจริง ๆ กับหน่วยงานของรัฐว่าเขาจ่ายไปเท่าไร มันได้ข้อมูลจริง ๆ ครับ ผมเรียนท่านประธานว่าข้อมูลตรงนี้ไม่ใช่ข้อมูลจากพรรคการเมือง แต่เป็นข้อมูลจากการ ทําวิจัย เขาตอบคําถามได้ เพราะว่าไม่เปิดเผยชื่อครับ เขาไปถามว่าเวลาไปทําธุรกิจนี้ต้องจ่าย ใต้โต๊ะให้กับหน่วยงานของรัฐเท่าไร ส่วนใหญ่ก็ตอบว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันก็ตอกย้ํา นะครับว่าเราต้องร่วมด้วยช่วยกันในการดําเนินการเรื่องนี้ และคนกลางที่ควรเอาเขาเข้ามา ก็คือว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว ถึงแม้เขาจะมีกําไรหลังจากที่จ่ายแล้วก็ตาม แต่เขาเห็นว่าภาพรวม ของประเทศต้นทุนสูงขนาดนี้ทําอะไรก็ไปไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๓ เกิดจากความไม่ไว้ใจครับ ถามว่าทําไมไม่ไว้ใจ ผมไม่ไว้ใจท่านชัชชาติหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ แต่ว่าพัฒนาการของการบริหารประเทศหรือการบริหารงานของท่านมันมีพัฒนาการเป็นลําดับครับ ลําดับที่ว่านั้นก็หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งข้อมูล ทั้งวิธีคิด และผมเชื่อว่าท่านก็ไม่กล้า กับคนที่มีอํานาจสูงกว่าท่าน เพราะผมก็ยังไม่เห็นคนที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ แต่ถึงแม้ท่านอาจจะทําแล้วในการประชุม ในการแสดงความคิดเห็นก็ตาม แต่ว่าโดยสรุปแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่เห็นชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผมยกตัวอย่างเรื่อง ความไว้ใจ ท่านประธานครับ พฤติการณ์ พฤติกรรมที่ผ่านมา เอาชัด ๆ ท่านปลอดประสพ ซึ่งจริง ๆ ส่วนตัวก็เห็นว่าท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าจะดูแลประเทศนี้ได้ แต่พอผมฟังท่าน พูดกับพี่น้องประชาชน ฟังวิธีคิดท่าน ผมก็จบพฤติการณ์หรือจบความเชื่อเช่นนั้นครับ เรื่องศูนย์ประชุมที่จังหวัดภูเก็ต อันนี้ก็ชัดเจนครับว่าท่านเลือกปฏิบัติ ใช้การเมืองนําความคิด ในการบริหารประเทศ ท่านบอกว่าท่านจะสร้างก็ต่อเมื่อคนที่จังหวัดภูเก็ตต้องยอมรับ พรรคเพื่อไทยเสียก่อน วิธีนี้ผมคิดว่าผิดครับ ทําไมไม่เอาเนื้องานล่ะครับ ทําไมไม่เอาเหตุผล ล่ะครับ ทําไมไม่เอาความจริงในการพัฒนาประเทศและได้ประโยชน์กลับมาสู่พี่น้องประชาชน พฤติกรรมแบบนี้ก็คือความไม่ไว้ใจนํามาสู่การถามหาเรื่องโครงการแนบท้ายนี้ ถ้าท่านตกลงว่า มันคือเอกสารที่ท่านคิดเสร็จแล้ว แล้วก็กําหนดใส่เข้าไปว่ามันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าก็สบายใจอีกนิดหนึ่งว่าเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน แต่ถึงแม้ความเห็นในเรื่องของ กฎหมายจะต่างกันว่าถูกกฎหมายหรือไม่ หรือมีวิธีการที่ดีกว่านั้นหรือไม่ อย่างน้อยที่สุด ในเรื่องนี้ก็จะพิสูจน์ความจริงได้ระดับหนึ่งว่าท่านได้ดําเนินการดังกล่าวไปแล้ว ผมมีความเชื่อ ในหลักนี้ครับว่าเราอย่าไปแบ่งแยกคนครับ ยิ่งเป็นประเทศนี่สังคมมันใหญ่ อย่าไปแบ่งแยก ผมคิดว่าประเทศนี้ในแต่ละองค์กร ในแต่ละกลุ่ม