สาธิต ปิตุเตชะ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ข้อมูลต่าง ๆ ลงไปสู่ประชาชนอย่างโปร่งใส
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยอง ร่างพระราชบัญญัติ ให้อํานาจกระทรวงการคลังได้กู้เงิน ๒.๒ ล้านล้านบาท สําหรับผมแล้วเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ของประเทศนี้เท่าที่มีการดําเนินการของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่แทบจะพูดได้ว่า เท่าเทียมกับการพิจารณางบประมาณประจําปี แต่ขณะนี้ความแตกต่างของการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ก็มีความแตกต่างกันครับ แตกต่างอย่างแรกก็คือว่าถ้าเราพิจารณากฎหมาย งบประมาณประจําปีเราก็จะมีการถ่ายทอดสดให้กับพี่น้องประชาชน แต่ว่าการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีเม็ดเงินเกือบเท่ากับการพิจารณางบประมาณประจําปีก็ไม่ได้ถูกเผยแพร่ แล้วก็ถ่ายทอดไปยังพี่น้องประชาชน ที่สําคัญก็คือความสําคัญของแต่ละโครงการซึ่งอาจจะมี ผลกระทบไปยังพี่น้องประชาชนในแต่ละท้องที่ ในแต่ละจังหวัด ในแต่ละภูมิภาคที่จะต้อง ทราบถึงโครงการที่เป็นประโยชน์แล้วก็มีผลกระทบโดยตรงสําหรับเขา เราก็ไม่ได้ถูกให้ ดําเนินการเพื่อให้ข้อมูลต่าง ๆ นั้นลงไปสู่พี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใส แล้วก็ให้รู้เท่าเทียมกับพวกเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ๒.๒ ล้านล้านบาท กู้เงินไปทํา โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าอาจจะมีความสําคัญ แต่ว่าเป็นความคิดแต่ละท่านว่า อันไหนสําคัญกว่ากัน แต่ส่วนของผม ผมได้อภิปรายไปแล้วว่าผมให้ความสําคัญในด้าน การศึกษามากกว่า ผมคิดว่ามาตรา ๓ นี้เป็นอีกมาตราหนึ่งที่สําคัญอย่างมากในการพิจารณา ของสมาชิกในส่วนทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้สิทธิ ในการตรวจสอบการใช้เงินของแผ่นดิน ถึงแม้การใช้เงินแผ่นดินอันนี้เราจะพยายาม ทุกวิถีทางที่จะให้รัฐบาลและกรรมาธิการเสียงข้างมากนํามาสู่การตรวจสอบในระบบปกติ คือการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจําปีโดยที่ไม่ต้องกู้เงิน แต่สุดท้ายความคิดของผู้มีอํานาจ และเสียงข้างมากก็ต้องชนะ ก็เป็นเรื่องปกติครับ แล้วก็เป็นสิทธิ เป็นความชอบธรรม ที่จะกําหนด ส่วนเรื่องว่าผิดกฎหมายหรือไม่นั้นก็ต้องไปดูกันในอนาคต ผมก็มีความเชื่อ เหมือนหลายท่านที่ผ่านมาว่าการร่างกฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ผมจะนําท่านประธานลงไปยังมาตรา ๓ ผมได้แปรญัตติในมาตรา ๓ ว่า ผมเพิ่ม คํานิยามในตัวของมาตรา ๓ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมในร่างที่รัฐบาล ได้เสนอเข้ามาในวาระที่สองนั้นได้ให้คํานิยามของคําว่า แผนงานคือแผนงานตามยุทธศาสตร์ ที่กําหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ แต่ว่ากรรมาธิการก็ไปตัดคําว่า ยุทธศาสตร์ ออก ผมเพิ่มคําว่า โครงการ โครงการ ให้หมายความว่า โครงการภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ ที่กําหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ และผมก็เพิ่มอีกคําหนึ่งซึ่งมีความสําคัญก็คือ องค์กรภาคเอกชนที่ทําหน้าที่ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ให้หมายความว่า ภาคี องค์กร เครือข่าย สถาบัน สมาคม มูลนิธิ คณะบุคคล หรือหน่วยงานเอกชนอื่นที่ทําหน้าที่ ในการต่อต้านการทุจริต ที่ผมเพิ่มคํานิยามของ ๒ คํานี้ก็มีเหตุผลที่ผมจะนําเสนอต่อ ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมจําได้ว่าเรามีการพิจารณาตั้งแต่คณะกรรมาธิการพรรคร่วมฝ่ายค้าน การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เบื้องต้น เราถามกันถึงตัวเอกสารแนบบัญชีท้าย พระราชบัญญัติ วาระที่หนึ่ง ก็ถามกันอยู่ว่าเอกสารแนบหรือว่าโครงการที่แนบท้ายในส่วนไหน ที่มีผลเป็นกฎหมาย เริ่มต้นก็ไม่มีความชัดเจนครับ แต่สุดท้ายพอเข้ามาสู่การพิจารณา ก็ได้คําตอบชัดว่าที่เป็นกฎหมายก็คือเป็นเอกสารแนบท้าย แต่ไม่ใช่บัญชีในเล่มสีนี้ ผลของมัน ก็คือว่าเอกสารประกอบการพิจารณาฉบับนี้ที่คิดเองโดยรัฐบาลได้ถูกนําเสนอมาแล้วบอกว่า ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มันก็หมายความว่าทุกโครงการย่อมมีอํานาจถูกเปลี่ยนแปลงไป ตามรัฐบาลคิด มาตรานี้ก็มีอย่างนี้ละครับที่เป็นหัวใจสําคัญ เรากําลังถามหาความไว้ใจนะครับ เรากําลังถามว่าเมื่อจะเอาเงินไปใช้เป็นจํานวนเม็ดเงินเท่ากับรถสิบล้อ ๑๐๐ คัน แต่ว่าทําไม ไม่ทําให้โปร่งใส ทําไมไม่ทําให้ชัดเจน อาจจะมีคําตอบว่ามันอาจจะมีความยืดหยุ่นหรือมีการ เปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติในอนาคตซึ่งมันยังไม่แน่นอนก็เป็นเหตุผล แต่ยังไม่มีน้ําหนัก เพียงพอ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนในความหมายขององค์กรภาคเอกชนที่ผมเติมเข้ามา ผมเชื่อนะครับในทุกรัฐบาลพูดตระหนักตรงกันว่าต้องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน นายกรัฐมนตรีคนนี้ก็เช่นกันครับ เห็นบอกว่าให้ความสําคัญในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน บอกว่าชอบความโปร่งใส ไปร่วมงานกับเครือข่ายภาคีภาคประชาชนว่าต้องการเห็น ความโปร่งใส ผมก็เลยใส่องค์กรภาคเอกชนมาเพื่อให้เขาไปทําหน้าที่ตรวจสอบร่วมกับ ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง ถามว่าองค์กรเอกชนทําไมถึงมีความสําคัญ ถึงมีบทบาท เพราะเขา ทนไม่ไหวครับ ท่านประธานต้องยอมรับนะครับว่าภายใต้บริบทของสังคมไทยขณะนี้ กลายเป็นว่ายอมรับเรื่องทุจริตคอร์รัปชันว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา เริ่มต้นตั้งแต่ครอบครัว สังคมโรงเรียน สังคมการทําธุรกิจ แล้วลามมาถึงสังคมการบริหารประเทศของฝ่ายการเมือง ประชาชนจะเชื่ออย่างไรก็ตามครับ ประชาชนจะมีประสบการณ์ อย่างไรก็ตามมันไม่ควร ลามมาถึงการเมืองนะครับ ตราบใดที่การเมืองมาจากประชาชนที่ไม่มีต้นทุน ผมคิดว่า การทุจริตคอร์รัปชันมันจะเป็นความถูกต้องเป็นไปไม่ได้ ผมยังเชื่อ ผมมีหลายความเชื่อ ผมเห็นเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลลุกขึ้นมาอภิปรายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมจํานวนมากนี่ชื่นชมนะครับ เพราะผมคิดว่าท่านมาโดยไม่มีต้นทุน ความไม่มีต้นทุนนี้ เป็นหัวใจสําคัญ มันเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก และผมเชื่อว่าในทุกวิกฤติมันมีโอกาส ผมยังเชื่อว่าท่านเป็นโอกาสของรัฐบาลชุดนี้ ส่วนท่านจะใช้โอกาสนั้นในการสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่นี่ อยู่ที่ผลงานครับ ไม่ใช่อยู่ที่คําพูด ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมให้น้ําหนักเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเพื่อนสมาชิกให้น้ําหนักเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชัน เพราะแน่นอนครับ ประเทศจะเดินไปไม่ได้หรอกครับถ้าต้นทุนแฝง ซึ่งเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทําวิจัยมาว่ามันมีการเรียกเก็บ เงินใต้โต๊ะ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านให้เหตุผลว่าสิ่งที่ท่านกําลังจะทํานี้เป็นการลดต้นทุน การขนส่งเพื่อไปช่วยเอกชนที่ประกอบธุรกิจ ท่านลดได้ประมาณ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันมัน ๓๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ เราจะมาลดเรื่องนี้กันอย่างไรละครับ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเพิ่มเติมเข้ามาในกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๓ ทีนี้ผมก็เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญ พูด แต่ทําไมตัวเลขและตัวชี้วัดมันยังเป็นอย่างนี้อยู่ แล้วเราจะหาความไว้วางใจได้อย่างไรว่าทั้งพูด ทั้งให้ความสําคัญ แต่การกระทํายังไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงข้อมูลตัวชี้วัดที่เกิดขึ้นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องทุจริตคอร์รัปชันลามมาถึง สภาผู้แทนราษฎร ซื้อนาฬิกาเรือนละ ๗๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรลุกขึ้นมา พูดเองว่ารู้สึกแปลกเหมือนกัน ผมดีใจมากที่สุดวันนั้น นั่นแสดงว่าเราเห็นตรงกันแล้วว่า อันนี้คือวิกฤติที่สําคัญของชาติขณะนี้ เราพูดแบบสร้างสรรค์คือวิกฤติต้นทุนครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกําลังทําลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ลงทุนขนานใหญ่ กู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อลดต้นทุนอันนั้น แต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันนี้ไม่ต้องใช้ งบประมาณนะครับ ใช้อะไรครับ การบังคับใช้กฎหมายครับ กฎหมายที่มีอยู่ต้องบังคับใช้ อย่างเข้มงวด จริงจัง มากไปกว่านั้น มากจากกฎหมายคือจริยธรรมและคุณธรรมครับ คุณธรรมที่มีอยู่ในนักการเมืองต้องสูงกว่าประชาชนทั่วไปครับ คุณธรรมที่มีอยู่ต้องสูงกว่า พ่อค้า นักธุรกิจ พ่อค้า นักธุรกิจ อาจจะพูดกับพรรคการเมือง ๒ พรรคที่อยู่คนละฟาก แต่พูดความหมายเดียวกัน คือว่าทําอะไรให้เขาได้ผลประโยชน์ ผมเน้นเรื่องนี้ ผมอภิปรายเรื่องนี้ ให้ท่านประธานได้รับทราบว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาหนักที่สุด ประเทศเดินไม่ได้หรอกครับ มันเดินไม่ได้เพราะว่าต้นทุนในเรื่องของทุจริต ๓๕ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ได้หายไปกับอากาศ แต่ผลของมันก็คือว่างบประมาณที่ถูกไปทําไปใช้มันจะไม่มีประโยชน์ และมันก็ต้องใช้เงิน อีกจํานวนมากมาปรับปรุงซ่อมแซม