เยาวนิตย์ เพียงเกษ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของกฎหมายฉบับใหม่ในการบูรณาการความคิดเห็นและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรและพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากยึดทรัพย์สินหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามร่างพระราชบัญญัตินี้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่นนะคะ แต่สนใจในปัญหาเกี่ยวกับชายทะเล ชายฝั่ง แล้วก็ทรัพยากรทางทะเลนี้อย่างมากเลยนะคะ ดิฉันใคร่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. .... ดิฉันเห็นด้วยที่คณะรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นแล้วก็เห็นความสำคัญที่ได้เสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้เข้ามาต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเราจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้และทำให้เกิด เป็นกฎหมายที่บังคับใช้ได้โดยสมบูรณ์โดยเร็วนะคะ เพราะว่าปัญหาของการจัดการ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วนจริง ๆ มีหลายปัญหามากมาย ที่มาส่งผลกระทบต่อทรัพยากรอันมีค่าซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน คนไทยทุกคนก็รู้สึก หวงแหนแล้วก็ต้องการปกปักรักษาทรัพยากรทางทะเลแล้วก็ชายฝั่งอันสวยงามของเรา เพื่อให้เป็นมรดกตกทอดต่อลูกหลานของเราต่อไปนะคะ การที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ดิฉันเห็นเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนไทยจริง ๆ แล้วหลังจากที่ เรามีปัญหาขลุกขลักไม่สามารถพิจารณาได้ในสัปดาห์ที่แล้วดิฉันก็เลยได้มีโอกาสที่จะศึกษา โดยละเอียดยิ่งขึ้น แล้วก็จึงเห็นว่าเนื้อหาร่างของรัฐบาลที่เสนอเข้ามาในสภาดิฉันก็เห็นว่ามันมีเนื้อหาครอบคลุม พอสมควร ทั้งในด้านการส่งเสริม การบริหารและการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การที่มีประชาชนเป็นห่วงเป็นใยแล้วก็ได้เสนอร่างกฎหมายเข้ามาที่มีทำนองเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเราสมาชิกรัฐสภาก็คงจะต้องมีภาระหน้าที่หนักพอสมควรในการที่จะ ดำเนินการผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ได้ประกาศใช้เร็วที่สุด ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ประเทศไทยเรามีชายฝั่งทะเลยาวกว่า ๒,๘๐๐ กิโลเมตร ทั้งทางด้านอ่าวไทยแล้วก็ทางด้าน ทะเลอันดามัน แล้วนอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ที่เป็นชายฝั่งรอบเกาะแก่งต่าง ๆ ที่อยู่ในทะเลอีกด้วย การบริหารจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็มีความสำคัญทั้งในด้านสังคม และในด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว การประมง การขาดประสิทธิภาพในการควบคุม การใช้ประโยชน์ การใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลมาก ๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ในการแก่งแย่งผลประโยชน์ เช่น มีการใช้ชายฝั่งเอาไปทำเป็นนากุ้งบ้างอะไรบ้างอย่างนี้ ก็ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ แต่ทำลายธรรมชาติ นอกจากนี้ในส่วนที่ไม่ได้เกิดจากน้ำมือมนุษย์เกิดจากธรรมชาติเองธรรมชาติก็มีการกัดเซาะชายฝั่ง อย่างรุนแรงเหมือนกัน พื้นที่ป่าชายเลนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการบุกรุกทำลาย แหล่งปะการัง หญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารของสัตว์ทะเล เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้ อ่าวไทยเราก็มีจำนวนปลาน้อยลง น้อยชนิด โดยเฉพาะปลาทูอย่างนี้ก็มีปริมาณลดน้อยลงไปมาก ทุกวันนี้เราอาจจะต้องได้รับประทานปลาทูที่แช่แข็งมาจากต่างประเทศมากมาย แล้วนอกจากนี้ก็ยังเกิดปัญหาแหล่งน้ำเสื่อมโทรมอีกด้วย มีโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ก็แอบปล่อยน้ำเสียลงทะเล ก็ทำให้น้ำในทะเลของเราไม่มีคุณภาพที่สัตว์น้ำจะอยู่ได้เลย แต่สิ่งที่สำคัญที่ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นก็คือการแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีกฎหมาย ที่ครอบคลุมเราก็คงจะทำไปได้ยาก ความไม่เป็นเอกภาพของกฎหมายที่ควบคุมดูแลในเรื่อง ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นปัญหาใหญ่ นโยบายของกรม กองต่าง ๆ ซึ่งสังกัดอยู่ ในหลายกระทรวงก็จะทำให้การบริหารจัดการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างยากลำบากมากเลย และที่สำคัญที่สุดเราไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลัก อันนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือใครจะรับผิดชอบจริง ๆ จัง ๆ ในปัจจุบันนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้อยู่หลายฉบับ มีทั้งที่เป็นประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีถึงกว่า ๗ ฉบับ แล้วก็มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ อีก นอกจากนี้ ก็มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วย ก็น่าแปลกใจนะคะ เรื่องทรัพยากรชายฝั่งแล้วก็เรื่องทางทะเลกระทรวงศึกษาธิการ มีประกาศจริง ๆ มีประกาศกำหนดพื้นที่ห้ามงม ค้นหาโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุตาม พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แล้วก็ยังมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๕ ซึ่งประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นเขตอนุรักษ์ และกำหนดให้ชายฝั่ง ได้รับการเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเรามีอุทยานแห่งชาติทางทะเลถึง ๒๔ แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติตะรุเตา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา แล้วก็อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อุทยานแห่งชาติเกาะช้าง อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ก็มีมากมาย แล้วโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งดิฉันเองได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับท่าน ส.ส. เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ซึ่งเป็นประธาน ส.ส. หญิงพรรคเพื่อไทยนะคะ ก็พาไปศึกษาดูงานที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ปรากฏว่า หาดทรายขาวสวยงามมาก เราเหยียบย่ำลงไปเหมือนเราเดินอยู่บนแป้งเลยนะคะ อันนี้ก็เป็น ความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยเรามีความสวยงามของธรรมชาติ และเราก็รอให้ประชาชน ชาวโลกทั้งหลายได้มีโอกาสมาสัมผัสในสิ่งเหล่านี้ให้เห็นความสวยงามของหาดทรายขาว ๆ แบบนี้นะคะ
นอกจากนี้ก็ยังมีพระราชบัญญัติการเดินเรือน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังยกร่างใหม่อยู่นะคะ แล้วก็มี พระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. ๒๔๙๐ พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้าในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๕ รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้อีกถึง ๓ ฉบับนะคะ เพราะฉะนั้นมันจะมีกฎหมายซึ่งมีหลากหลายมากเลยทำให้ ความเป็นเอกภาพในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีความสับสนอยู่ ดังนั้นดิฉัน จึงเห็นว่าควรจะถูกบริหารจัดการด้วยกฎหมายฉบับนี้ที่จะดำเนินการต่อไป ในปัจจุบันนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้รับการยอมรับจากสังคม แล้วกฎหมายก็ได้รับรองสิทธินี้นะคะ ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นก็น่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะบำรุงรักษาและอนุรักษ์ แล้วก็ จะทำให้มีการบูรณาการจากการระดมความคิดเห็น ระดมสมองภูมิปัญญาในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะคะ ถ้าทะเลไทยและชายฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะส่งผลต่อ ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายธรรมชาติและประชาชนก็อยู่ได้ด้วย
สุดท้ายดิฉันขอพูดเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้สักหน่อยนะคะ เพราะว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติบางประการที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับตัวกฎหมายฉบับนี้เอง มีทั้งหมด ๕ หมวด ๒๕ มาตรา มาตราที่ดิฉันสนใจมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๕ ที่กำหนดให้มี คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติขึ้นมา อันนี้ ก็มีนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งนะคะ แล้วก็มีกรรมการ อีกหลายท่านประกอบอยู่ในคณะนี้ แต่ว่าที่น่าสนใจก็คือมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๘ คนในการที่จะให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมจริง ๆ ก็น่าจะมีประชาชนซึ่งมีความรู้ความสามารถอาจจะไม่ได้วัดกัน ที่ปริญญาบัตรอะไรอย่างนี้นะคะ แต่มีความเข้าใจในเรื่องชายฝั่งแล้วก็ทรัพยากรทางทะเล เข้าร่วมด้วย แล้วก็ในการที่ให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทำหน้าที่เป็น กรรมการและเลขานุการ อันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ ส่วนมาตรา ๑๓ ที่ท่านยกตัวอย่างมา ในเรื่องชุมชนชายฝั่งซึ่งอยู่ในหมวด ๒ เราจะเห็นว่ามาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ดิฉันก็ขอพูดเสริม กับท่านรัฐมนตรีเล็กน้อยนะคะว่ามาตรานี้ในวรรคหนึ่ง สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำ นโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติตามมาตรา ๙ (๑) อันนี้เราก็จะเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีส่วนในการสนับสนุนให้มีการร่วมของชุมชน เป็นอย่างมากเลยในการแสดงความคิดเห็นนะคะ เวลาจะทำนโยบายขั้นต่อไปจะทำแผน ในการบริหารต่อไปประชาชนหรือชุมชนต้องมีส่วนเข้ามารับรู้ ซึ่งท่านก็น่าจะวางใจได้ว่า ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลไม่ได้จะไปทำร้ายประชาชนไม่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงอะไร คือเป็นการดำเนินการเพื่อให้ยุติธรรม ยุติธรรมทั้งต่อพี่น้องประชาชนแล้วก็ต่อสังคม แล้วก็ ต่อประเทศของเรา ต่อธรรมชาติโดยเฉพาะเลยนะคะต่อธรรมชาตินี้เราต้องยุติธรรมกับเขาบ้าง เพราะว่าเราก็เอามาใช้เยอะมากนะคะ
ต่อไปดิฉันก็ขอพูดอีกมาตราเดียว ก็คือมาตรา ๒๐ ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ของคณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็มีพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในมาตรา ๒๐ (๓) ในเรื่อง ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน วัตถุสิ่งของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตามร่างพระราชบัญญัตินี้เอาไปตรวจสอบหรือเอาไปดำเนินคดีก็ตาม ในกฎหมายฉบับนี้ จะไม่มีระบุเอาไว้เลยว่าจะให้ทำอย่างไรกับสิ่งที่ยึดมานะคะ มันจะเป็นปัญหาต่อไป เพราะว่า เมื่อได้ยึดมาแล้วบางทีมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตจะทำอย่างไร หรือว่าบางทีก็เป็นสิ่งที่เน่าเสียง่าย จะทำอย่างไรกับมัน กฎหมายบางฉบับเขาจะระบุไว้ว่าคุณควรจะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ ต้องทำอย่างไร เช่น ขายทอดตลอด หรือว่าจะเอากลับไปอภิบาล หรือเอาไปปล่อยลงทะเลไป อะไรทำนองนี้ ก็น่าจะมีข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ด้วยนะคะ
สุดท้ายจริง ๆ นะคะ ดิฉันขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ ที่สำนักวิชาการของรัฐสภา ที่ได้สรุปรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มาให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้เป็นข้อมูลในการทำงานนี้ ซึ่งดิฉันเองก็ได้อาศัยข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกับความคิดเห็นของตนเอง ดิฉันก็มีเรื่อง ที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพียงแค่นี้ ขอบคุณค่ะ