สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการของรัฐบาลที่ไม่ให้ความสำคัญกับความต้องการของภาคประชาชน และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเซ็นรับรองกฎหมายการเงินของภาคประชาชนอย่างเร่งด่วน พร้อมเสนอแนะให้ท่านประธานหาทางออกที่ดีในการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
ขอบคุณครับ ผมคิดว่าที่ท่านประธาน วางหลักเอาไว้ในการหาทางออกเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แล้วเป็นสัญญาณที่ดีในการทำงาน ร่วมกัน ผมเรียนท่านประธานว่าแม้ว่าในสภานี้เราจะมีแบ่งเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ตาม แต่สถานะที่มาของเราก็ไม่ต่างกัน เพราะเราต่างก็เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านประธานจำได้ ได้มีเสียงทักท้วงเอาไว้ในชั้นที่วิปฝ่ายรัฐบาล พยายามที่จะเลื่อนวาระแล้วครั้งหนึ่ง ว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นถ้าจะอ้างเอาความจำเป็นเร่งด่วน ก็อาจจะอ้างได้ แต่ความจริงแล้วกฎหมายฉบับนี้เสนอมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ แล้วประเด็นก็ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นที่จะต้องเขียนไว้ในกฎหมาย หรือในกฎระเบียบใดว่า กฎหมายฉบับนี้จะต้องเสร็จภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ เพราะฉะนั้นความยืดหยุ่นของการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ก็มีอยู่ครับ หลักที่มีการทักท้วงเอาไว้ในขณะนั้นก็คือ กฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่ วิธีการในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในมิติใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน และคนซึ่งจะต้องเข้าไปจัดการทรัพยากรร่วมกันตามสิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญด้วย พี่น้องภาคประชาชนเขาต้องการจะร่างกฎหมายขึ้นมา ขั้นตอนเขาจะต่างกับรัฐบาลแน่นอนครับ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ฝ่ายราชการ ไม่มีกฤษฎีกา เขาก็พยายามร่างกันมา ร่างกันแล้ว เสนอรัฐสภาแล้ว สภาก็ต้องดำเนินกระบวนการขั้นตอนในการตรวจสอบรายชื่อ และสุดท้าย ก็ไปอยู่ที่ทางกระทรวงมหาดไทย ในเวลานั้นรัฐบาลก็ประสงค์จะเลื่อนขึ้นมา ภาคประชาชน ก็พยายามจะเจรจากับทุกฝ่ายว่าขอให้รอเขาหน่อยได้ไหม ในที่สุดเมื่อทักท้วงแล้วเสียงข้างมาก บอกว่าจำเป็นจะต้องเลื่อนกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา มีการลงมติกันไปก็ทักท้วงกันไม่สำเร็จ ในขณะนั้นภาคประชาชนเองก็ยังมีความรู้สึกคับข้องใจอยู่เหมือนกันครับ ในหนังสือ ที่เขามีมาถึงฝ่ายค้านหรือฝ่ายอื่น ๆ ก็พยายามเรียกร้องเรื่องของสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการจะเสนอกฎหมายภาคประชาชน แต่เอาละเสียงข้างมากลงมติเข้ามาอยู่ในสภานี้แล้ว ประเด็นก็อยู่ที่การเลื่อนระเบียบวาระ ภาคประชาชนก็ประสานงานมาทางพรรคประชาธิปัตย์ คุณธีระชาติไปรับเรื่องมาแล้วก็นำกฎหมายฉบับนั้นเสนอเข้ามาสภา ไม่ได้เป็นความตั้งใจ ที่จะเสนอกฎหมายฉบับนี้โดยยกร่างกันเองแต่ต้น เนื่องจากภาคประชาชนมีกฎหมายอยู่แล้ว และเราเห็นว่ากฎหมายภาคประชาชนนั้นก็สะท้อนความต้องการของเขาที่ชัดเจน แต่เมื่อติด ขั้นตอนธุรการเราก็จำเป็นต้องเสนอโดยทาง ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นก็ติดนิดเดียว เท่านั้นเองครับว่ามันเป็นกฎหมายการเงินซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องให้ความรับรอง ในสัปดาห์ ที่แล้วในเวลาที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ พอเสียงทักท้วงจากคุณธีระชาติไปการปิดประชุม ในวันนั้นก็มีความคาดหวังว่าในเวลา ๗ วัน นายกรัฐมนตรีสามารถจะให้คำรับรองได้ ผมเคยอยู่ที่ สำนักนายกรัฐมนตรีมาครับ แล้วก็ดูแลสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดูแลเรื่องกฎหมาย ผมโทรศัพท์สักครู่นี้ถามท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยืนยันว่าเราเคยเซ็นรับรอง กฎหมายการเงินที่ไปจากสภาโดยไม่ต้องส่งเรื่องให้กับส่วนราชการได้พิจารณาก่อนหรือไม่ ท่านยืนยันครับว่าเซ็นมาแล้ว เพราะในขณะนั้นฝ่ายค้านตอนนั้นคือพรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ เรียกร้องกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งเราก็เซ็นให้ในสภานี้ ทีนี้ประเด็นก็คือขณะนี้กฎหมายไปอยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี ความจริงแล้วถ้าพูดย้อนกลับไปนี่การพิจารณาว่าจะเซ็นให้หรือไม่ มันทำได้ง่ายเพียงแต่การเทียบเคียงตัวหลักการกับกฎหมายของ ครม. เพราะกฎหมาย ครม. ผ่านมาแล้วครบทุกขั้นตอน ไปพิจารณาดู ๒ ฉบับนี้หลักการไม่ต่างกันครับ ในชั้นถัดมาถามว่า รายละเอียดต่างกันไหม อย่างเป็นนัยสำคัญที่ทำให้ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ต่างกันอีกครับ เพราะฉะนั้นที่วิปรัฐบาลชี้แจงบอกว่าหน่วยงานราชการบางอัน ติงเรื่องงบประมาณนี้ ในกฎหมายฉบับภาคประชาชนไม่มีเรื่องตั้งกองทุนนะครับ เป็นเพียงแต่สิทธิชุมชนที่เขาเพิ่มขึ้นมา นอกนั้นเป็นหลักการเดียวกันกับของรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เซ็นรับรองไปได้เลย ทีนี้ประเด็นมันก็จะเป็นว่า ในขณะนี้กฎหมายอยู่ในสภาแล้วจะทำอย่างไร บังเอิญว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีการอภิปรายนะครับ ในสัปดาห์ที่แล้วคุณธีระชาติก็ลุกขึ้น เพื่อต้องการเสนอ แต่ปรากฏว่ากฎหมายถูกสภาวินิจฉัยเป็นการเงินส่งไปยังนายกรัฐมนตรี แล้วก็รอไป ๑ สัปดาห์ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เซ็นมาทางออกคืออะไรครับ ทางออกก็คือ ๑. ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีสามารถจะเซ็นรับรองได้ในวาระที่เราพิจารณากันอยู่นี้ก็หยิบยก ขึ้นมาพิจารณาด้วยกันได้เลยครับ ไม่เช่นนั้นปัญหาจะเกิดอะไรครับ ปัญหาจะเกิดว่าถ้าท่าน บอกว่ารอ ๓๐ วัน แล้วกฎหมายฉบับนี้ท่านพิจารณาไปก่อน กฎหมายฉบับนั้นกว่าจะกลับมา อีก ๓๐ วัน กฎหมายภาคประชาชนตรวจสอบรายชื่อกลับมาแล้วเป็นกฎหมายที่มีหลักการ เดียวกันที่สภารับไปพิจารณาแล้วก็แปลว่าตกไปครับ ไม่มีความหมายอะไรเลย นั่นแปลว่า กฎหมายเพื่อนสมาชิกกับภาคประชาชนก็ถูกสภานี้ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะให้พิจารณาร่วมกัน เราทอดทิ้งเขาไปเสีย ผมว่านี่คงไม่ใช่เป็นแนวทางที่ท่านประธานอยากเห็นเป็นแน่แท้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านประธานทำได้นะครับ ทางออกมี ๒ ทางคือ ๑. ท่านนายกรัฐมนตรีก็เซ็นรับรองเสีย ในชั้นที่สภากำลังจะเริ่มมีการพิจารณากันนี้ก็มาร่วมพิจารณากันได้
ประการที่ ๒ ก็คือทางท่านประธานเองนั่นละครับ ที่อาจจะต้องมีวิธีการใด วิธีการหนึ่งที่รอการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ไปจนกว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะเซ็นกลับมา เพื่อที่จะมาพิจารณาร่วมกัน ผมเข้าใจวิปรัฐบาลพยายามจะบอกว่ามันจะขัดข้อนั้นข้อนี้ รัฐสภาเราเคยยกเว้นข้อบังคับในหลายเรื่อง แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องชิงดีชิงเด่นอะไร เป็นเพียงแต่การสะท้อนความต้องการของประชาชนซึ่งเขามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะจัดการ ทรัพยากรร่วมกันกับทางรัฐบาลเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วถ้าเราเดินหน้าต่อไปก็จะกลายเป็นว่า เราก็ไปตัดทิ้งโอกาสของภาคประชาชนกับกฎหมายของสมาชิกทั้ง ๆ ที่สภาเคยทำแบบนี้มา และเป็นหลักการที่เราควรจะทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ผมคิดว่าอันนี้เป็นทางออกที่ดีนะครับ และเป็นสัญญาณที่ไม่ใช่เป็นการรบรากันทางการเมืองอะไรเลย เป็นเพียงแต่แสวงหาทางออก ในการทำกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งฉบับหนึ่งเท่านั้นเอง ผมว่า ท่านประธานหาทางออกแบบนี้เถอะครับ และผมคิดว่าการทำงานของเราก็ราบรื่น แล้วเราก็เป็นสภาที่ทำหน้าที่แทนประชาชนได้อย่างแท้จริงมากกว่าที่เราจะใช้วิธีการ ในการที่จะไปตัดสิทธิเขาเสีย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและอาจจะนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ สภาของเราในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย