สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มกราคม ๒๕๕๖

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยอ้างอิงตามกฎหมายพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๕๑ และยกตัวอย่างการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในสภาผู้แทนราษฎร

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบ กระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้กรุณามีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการบาดเจ็บ หรือการเจ็บป่วยฉุกเฉินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องสื่อมวลชนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขออนุญาตท่านประธานตอบในนามของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เพราะท่านได้มอบหมายให้กระผม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มาท่าหน้าที่ตามค่ามอบหมายการปฏิบัติราชการของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับทางด้านสภาผู้แทนราษฎร ค่าถามเรื่องการเจ็บป่วยของผู้สื่อข่าวที่ผ่านมา ท่านชาดา ได้กรุณาถามประเด็นเรื่องของการส่งตัว เรื่องของการประกันตน แล้วก็สถานพยาบาล ที่รับประกันตน และระบบขั้นตอนในการที่จะส่งตัวกรณีที่มีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ผมต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานในเรื่องนี้ว่าระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินของประเทศเรา เราได้ วางระบบไว้ชัดเจนว่ามีระบบการดูแลอย่างไร มีการเชื่อมโยง มีการต่อเนื่องอย่างไร ใช้สิทธิ อย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ตามกฎหมายพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๕๑ เราเห็นความส่าคัญเรื่องนี้เลยเขียนเป็นกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากสภา และได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระองค์ท่านให้เป็นกฎหมายประกาศใช้ ได้มอบหมายให้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นผู้ที่จะมีหน้าที่ในการที่จะเป็นศูนย์กลางประสานกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ด่าเนินงานเกี่ยวกับการแพทย์ ฉุกเฉิน นั่นหมายความว่าสถาบันนี้จะประสานกับทุกหน่วยงานในการที่จะดูแล ไม่ว่าสิทธินั้น จะเป็นสิทธิในการรักษาพยาบาลดูแลอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกันตน สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิของส่านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. หรือสิทธิสวัสดิการข้าราชการ หรือสิทธิอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานนี้จะเป็นผู้ประสานงาน เพราะฉะนั้นในการดูแล เราก็วางระบบไว้ทั้งหมดว่าหน่วยใดส่วนไหนจะต้องด่าเนินการอย่างไร ผมยกตัวอย่างเช่น ในสภาที่เป็นข้อค่าถามของท่านเองว่าในสภาผู้แทนราษฎรมีการวางแนวทางในการดูแลผู้ป่วย หรือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างไรนะครับ ในสภาเองก็อยู่ในส่วนที่เป็นส่วนประสานของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน เราได้มอบให้กับผู้ที่มีอ่านาจในการจะตัดสินว่าควรจะเลือกใช้บริการ อย่างไร สภาผู้แทนราษฎรเราเองเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความเป็นอิสระ มีคณะกรรมการ ข้าราชการฝ่ายรัฐสภาเป็นผู้ดูแลอยู่ มีประธานรัฐสภาเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ได้เลือกใช้ ระบบบริการที่เราเรียกว่า เป็นการประกันรวมหรือประกันหมู่ ึ่งท่าประกันกับโรงพยาบาล ของรัฐหรือเอกชนที่จะเข้ามาดูแล แล้วก็มีการติดต่อประสานกับหน่วยงานที่เข้ามาดูแล เป็นการเฉพาะ อันนั้นเป็นอ่านาจหน้าที่ของสภา สภาได้ประสานกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นผู้ดูแลเรื่องของการเจ็บป่วย การแพทย์ฉุกเฉินในที่ท่างานของเราคือในรัฐสภาก็จะมี เจ้าหน้าที่ประจ่าอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่มีการประชุมรัฐสภา หรือประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือประชุมวุฒิสภา เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะประกอบด้วยทีมที่มีศักยภาพ มีความสามารถ ในการที่จะดูแล ในการที่จะช่วยเหลือ โดยเฉพาะการช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้นได้นะครับ ในเหตุการณ์ตรงนั้นที่เกิดขึ้น ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกท่านหนึ่ง ก็มีข้อกังวลมีความห่วงใย เช่นเดียวกับท่านผู้ถามกระทู้ ในการส่งตัวเท่าที่ดูจากรายงานนะครับ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็มีการร้องขอและบอกกล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปดูผู้ป่วย ที่ ณ จุดเกิดเหตุก็นั่งฟุบอยู่ที่บริเวณที่เขาท่าข่าวอยู่ ต้องขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยนาม ท่านนักข่าวนะครับ ก็มีการประเมินอาการเบื้องต้นโดยทีมแพทย์และทีมพยาบาลที่อยู่ตรงนี้ ผลการประเมินในขณะนั้นจากรายงานแถลงการณ์นะครับ ผมต้องขออนุญาตอ้างอิง เอารายงานแถลงการณ์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน คือเราจะแบ่งเป็นฉุกเฉินวิกฤติ ฉุกเฉินเร่งด่วน ฉุกเฉินไม่รุนแรงแต่ฉุกเฉิน ผู้ป่วยนี่อยู่ในภาวะ ที่เป็นเร่งด่วน คือจะให้ติดสีก็สีเหลืองนะครับ ถ้าเป็นวิกฤติก็สีแดง สีเหลือง แล้วก็สีเขียว ค่าว่าสีเหลืองตรงนี้หมายความว่าสามารถที่จะรอในการที่จะส่งตัวไปท่าการรักษาในสถานที่ที่มี ความพร้อมและความเหมาะสมได้ แต่ต้องไป ถ้าไม่ไปนี่จะเกิดอันตรายแก่กายหรืออันตราย ต่อชีวิตนะครับ ผู้ป่วยอยู่ในขั้นตอนนั้น ก็ทราบว่าเขาได้พยายามที่จะประสานไปยังที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเพื่อขอให้รถพยาบาลกู้ชีพจากศูนย์เข้ามารับตัวผู้ป่วย หลังจากนั้นก็มีการรับตัวผู้ป่วยไปส่งเมื่อเวลา ๑๓.๓๒ นาฬิกา ก็มีการที่จะส่งตัวไป ตอนแรกทางทีมก็จะส่งไปที่ศูนย์ของพระมงกุฎ จากค่าแถลงการณ์ของศูนย์พระมงกุฎ แต่เนื่องจากผู้ป่วยเองในขณะนั้นอาการสีเหลืองนี่คือสามารถที่จะโต้ตอบพูดคุยได้ สื่อสารรู้เรื่อง หมายความว่าการรู้ตัวยังดีอยู่ แต่อาจจะมีการพูดช้า มีแขนขาที่จะอ่อนแรงไป หรือชาไป ก็เกิดจากอาการที่มีเลือดออกในก้านสมอง ผู้ป่วยเองก็บอกว่าเขามีสิทธิอยู่ที่ โรงพยาบาลกลาง เขาก็ขอไปโรงพยาบาลกลาง เพราะฉะนั้นรถเองก็ไปส่งที่โรงพยาบาลกลาง เมื่อเวลา ๑๓.๔๓ นาฬิกา ก็สู่ระบบการรักษา สิ่งที่ท่านผู้ถามกระทู้ถามได้ถามว่ามีระบบ ในการที่จะดูแลในระบบประกันอย่างไร เรื่องนี้รัฐบาลเองได้ประกาศเป็นนโยบายนะครับ ถึงแม้ว่าในพระราชบัญญัติได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติ การแพทย์ฉุกเฉิน ใน (๓) บอกว่าการปฏิบัติการฉุกเฉินต่อผู้ป่วยฉุกเฉินต้องเป็นไปตาม ความจ่าเป็นและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้น่าสิทธิการประกันหรือการขึ้นทะเบียน สถานพยาบาลหรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใด ๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที อันนี้ กฎหมายบังคับไว้ รัฐบาลเองก็ได้เห็นความส่าคัญ ก็เลยมีนโยบายที่จะให้มีการรับผิดชอบ ร่วมกันระหว่างกองทุนต่าง ๆ ที่ดูแลสิทธิของผู้ประกันตนนะครับ สิทธิของผู้ที่อยู่ ส่านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติึ่งมี ๔๙ คน ผู้ประกันตนนี่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน สิทธิของผู้ที่มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาล เรามีการผสมผสานกันโดยที่มีส่านักงานประกัน สุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ที่คอยดูแลค่าใช้จ่าย หมายความว่าเจ็บป่วยที่ไหน ใกล้ที่ไหน ให้ไปที่นั่นได้ทันทีโดยไม่ต้องถามสิทธิ เมื่อไปรักษาแล้วหน่วยงานที่เขามีสิทธิเป็นต้นสังกัด ก็จะประสานแจ้งกับส่านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการที่จะดูแลค่าใช้จ่าย โดยที่ส่านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้จ่ายให้ไปก่อน นี่คือระบบที่เราวางไว้ เพราะฉะนั้นไม่ได้ขึ้นกับสิทธิว่าจะมีที่ไหนอย่างไรไปได้ทุกที่ ทุกแห่งที่ใกล้ แต่ทุกที่ทุกแห่งที่ใกล้ ต้องมีทุกที่ทุกแห่งที่ได้รับการประเมินว่ามีความพร้อมที่จะดูแลครับ ผมขออนุญาต ตอบค่าถามแรกครับ