เยาวนิตย์ เพียงเกษ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยกล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะแก้ไขปัญหาสื่อที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน และขอให้สภาผู้แทนราษฎรช่วยส่งเสริมด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องหมวด ๓ ที่เกี่ยวข้องกับสมัชชาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันจะขออภิปรายในเรื่องร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... ดิฉันมีความรู้สึกว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเกิดได้มานานแล้ว เพราะว่า ได้ตกค้างเสนอมาถึง ๓ รัฐบาลแล้วนะคะ ทีนี้ก็เป็นโอกาสดีแล้วที่ได้มีโอกาสเข้าสภาในวันนี้ การที่เราจำเป็นต้องมีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ขึ้นมาเพราะว่าเราดูจากสถิติต่าง ๆ ในด้านอาชญากรรมบ้างที่เกิดจากสื่อ อิทธิพลจากสื่อก็จะเห็นว่ามีหลายเรื่องหลายราวดังที่ ท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ได้พูดไปแล้วนะคะ สำหรับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะว่ารายการ โทรทัศน์ของบ้านเราในระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหลายเราจะเห็นว่าเวลาที่เป็นเวลาดี ปรากฏว่า จะมีรายการโทรทัศน์ที่ส่งเสริมการศึกษาสำหรับเยาวชนแล้วก็เด็กมีน้อยมากเลยนะคะ มีเพียง ร้อยละ ๓-๔ ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะมีถึงร้อยละ ๑๕ ยิ่งในช่วงเวลา ๑๖.๐๐-๒๒.๐๐ นาฬิกา ก็จะมีรายการสำหรับเด็กเพียง ๑.๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง น่าจะมีถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้สำหรับเรื่องที่ผลิต หนังไทยหรือว่าภาพยนตร์ไทยปรากฏว่า ๒๕๐ เรื่องส่วนใหญ่ก็จะ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่มากกว่า ที่จะส่งเสริมให้เด็กก็มีน้อย แต่ก็ไม่ใช่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะว่าปัจจุบันนี้คนไทยก็เก่งสามารถทำการ์ตูนสำหรับเด็ก โดยนำมาจากเรื่องนิทานพื้นบ้านบ้าง นำมาจากเรื่องที่เป็นวรรณคดี ก็ดูมันจะทำให้เรามีความอบอุ่นใจขึ้นมาบ้างว่าอย่างน้อยที่สุด การ์ตูนไทยเราหลายเรื่องก็ได้สู่สายตาของสังคมโลกแล้วเหมือนกัน สำหรับสื่อสร้างสรรค์ ที่ทางสภาผู้แทนราษฎรน่าจะมีส่วนร่วมด้วย ช่วยส่งเสริมด้วยก็เป็นสถานีวิทยุของรัฐสภาเราเอง รายการสำหรับเด็กเราก็มีน้อยมากค่ะ ในนี้ถ้าเรามีโอกาสที่จะทำได้ก็น่าจะเป็นบทบาทหนึ่ง ที่จะทำให้ส่งเสริมด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็กมากยิ่งขึ้นนะคะ สำหรับการใช้เรตติ้ง (Rating) ในเชิงปริมาณก็จะทำให้รายการเด็กที่มีเรตติ้งที่ไม่น่าจะสูงมากอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่เรามีกองทุนสื่อสร้างสรรค์ขึ้นมาเราก็คงจะช่วยให้รายการเด็กอยู่ได้ แล้วก็ขาดการสนับสนุน อย่างจริงจัง โดยเฉพาะขาดการสนับสนุนเรื่องเงินทำให้ความรู้ในการผลิตสื่อ แล้วก็สนับสนุนในการออกอากาศ แล้วก็สนับสนุนเรื่องการตลาด การประชาสัมพันธ์ก็จะมีน้อย ถ้าเรามีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาประกาศใช้จริง ๆ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น ถ้ายกตัวอย่างในต่างประเทศแล้วเช่นประเทศที่เขามีความเจริญแล้ว สิ่งเหล่านี้เขาจะให้ ความสำคัญมาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศแคนาดาเขาก็สามารถให้ใช้สื่อ ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เป็นเรื่องวัฒนธรรมของชาติเขาเลย โดยเฉพาะประเทศเกาหลี ยิ่งสนับสนุนเรื่องการพัฒนาสื่อให้เป็นเครื่องมือการส่งออกวัฒนธรรมไปต่างประเทศด้วย อันนี้ก็จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยของเราจะดำเนินการให้มีเรื่องสื่อปลอดภัย และการสร้างสรรค์ขึ้นมา สิ่งที่ดิฉันเห็นอีกอย่างหนึ่งคือการที่จัดทำเป็นกองทุน ถ้าเราไม่มีกฎหมาย พระราชบัญญัติออกมาให้ชัดเจน กองทุนนี้เป็นเรื่องตั้งง่ายนะคะ แต่ว่าก็สามารถที่จะยุบได้ ง่ายเหมือนกัน เพราะว่าก็เคยมีมาแล้วเช่นกองทุนส่งเสริมการพัฒนาสื่อเด็กที่จัดตั้งปี ๒๕๓๘ มีงบประมาณถึง ๑๐๗ ล้านบาท แต่ว่าก็ต้องถูกยุบไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปัญหาก็เกิดจาก การบริหารจัดการ ทีนี้ถ้าเรามีกรอบกฎหมายชัดเจนก็อาจจะทำให้การบริหารเงินกองทุน เป็นระบบมากขึ้น แล้วในส่วนที่มาของเงินทุนดิฉันก็เลยมาเปิดดูร่างกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับ ปรากฏว่าฉบับของคณะรัฐมนตรีในมาตรา ๑๒ เราจะเห็นความแตกต่างกันนะคะ เพราะว่า ในมาตรา ๑๒ ของคณะรัฐมนตรีเสนอก็ให้ค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาลงโทษ ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งตกเป็นของกองทุน ก็มีเพียงแค่นี้นะคะ แต่ว่ามี ๒ ร่าง คือร่างของคุณสุนทรีและคุณเข็มพรซึ่งเป็นประชาชน ก็มีข้อความเพิ่มเติมขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่งก็คือให้ค่าปรับจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับ การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ทีนี้ มันก็ก้าวล่วงเข้าไปในกฎหมายฉบับอื่นและเราก็จะเอาเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้น มาใส่ในกองทุนนี้ ซึ่งในทางเป็นจริงดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ได้สนับสนุนในประเด็นนี้นะคะ เพราะว่ามันจะเป็นการก้าวล่วงกฎหมายจากฉบับหนึ่งมาอีกฉบับหนึ่ง
และในส่วนข้อที่อยากจะพูดอีกสักเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องหมวด ๓ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๓ ร่าง ยกเว้นของคณะรัฐมนตรีจะไม่มีหมวด ๓ เรื่องสมัชชา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ถ้าอ่านในหลักการและเหตุผลแล้วก็มาตราต่าง ๆ ที่ท่านเขียนมา ดิฉันคิดว่าน่าจะมีสมัชชาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ เพราะว่าจะทำให้ประชาชนที่มี ความสนใจในด้านนี้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมดูแลและช่วยเป็นสมองให้แก่ การพัฒนาประเทศในด้านนี้ทำให้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. .... มีการระดมความคิดเข้ามาได้มากนะคะ เพราะฉะนั้นหมวดนี้ไม่น่าจะตัดออกไป น่าจะมีประกาศใช้ด้วย ดิฉันก็ขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะได้ดูแลกฎหมายด้านนี้ต่อไป ก็ขอขอบพระคุณ มีแค่นี้ค่ะ