อรรถวิชช์ ยันสภาพัฒนาการเมืองหนุนงบฯ 6 แก้มาตรา 10 ลดความล่าช้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๙ มกราคม ๒๕๕๖

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือหลักการสภาพัฒนาการเมืองเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย โดยไม่เห็นด้วยให้ กกต. กรองรายชื่อประชาชน แต่เห็นชอบให้สภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนงบประมาณตามมาตรา ๖ พร้อมทั้งเสนอแก้ไขมาตรา ๑๐ ให้ใช้วิธีปิดประกาศหรือลงเว็บไซต์แทนการส่งจดหมาย เพื่อลดความล่าช้า และเสนอให้ประชาชนเสนอกฎหมายผ่านพรรคการเมืองใหญ่ หากไม่เห็นด้วยกับการแก้ของวุฒิสภาและอำนาจ กกต. ในการประวิงเวลา

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมา แต่ก็ดูประหนึ่งว่าท่านผู้อภิปราย ที่เพิ่งอภิปรายจบไปเมื่อสักครู่นั้นดูเหมือนจะไปกล่าวถึงสภาพัฒนาแบบที่เรียกว่ารุนแรง ไปสักนิดครับ สภาพัฒนาชุมชนนั้นหลักการสาระส้าคัญก็พูดถึงเรื่องการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตยไทยนี้ละครับ แล้วก็ตัวแทนที่เกิดขึ้นในนั้นนี่หลายคนก็มาจากภาคส่วน ภาคประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน แล้วอาจารย์ที่ท่านบอกว่าได้ดิบได้ดีในสมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์นั้นก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมท้าในสภาแห่งนี้จริงครับ แต่เราอย่าลืมเนื้อหาสาระ ส้าคัญของมันว่ามันก็เป็นสภาแห่งหนึ่งที่ช่วยในการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ถ้ายัง วังวนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ เราจะขาดคนที่มีความรู้ความสามารถไปเยอะครับ ทีนี้ครับพอมาดู ในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้สาระส้าคัญที่จะให้ประชาชนเสนอชื่อนี่ ปกติแล้วประชาชน ก็เสนอชื่อได้อยู่แล้ว ๑๐,๐๐๐ รายชื่อตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่กฎหมายฉบับนี้นั้น จะเป็นตัวบ่งบอกถึงรายละเอียดว่าจะตรวจสอบชื่อกันอย่างไร เส้นทางเดินจะเป็นอย่างไร ซึ่งวุฒิสภาแก้ไขมานั้นมีบางประการที่เห็นด้วยและมีบางประการที่ไม่เห็นด้วยครับ ส่วนที่ บอกว่าสามารถที่เอามาตรา ๖ อาจจะขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุนพัฒนา การเมืองภาคพลเมืองตามกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่อง ที่ยึดโยงครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วกฎหมายภาคประชาชนที่มีการเข้าชื่อกันมาเป็น ๑๐,๐๐๐ รายชื่อก็จะหนีไม่พ้นกฎหมายที่เรียกว่ามีพรรคการเมืองหนุนหลังครับ เขาเรียกว่า เป็นกฎหมายภาคประชาชนเทียมนะครับ เกิดจากการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองบ้าง ไม่ว่าฝั่งไหน ขออนุญาตพูดตรงไปตรงมาครับ แต่ถ้าอยากเห็นภาคประชาชนเติบโตแบบ ด้วยตัวเขาเอง นี่ก็มีความจ้าเป็นครับ ที่ในส่วนของสภาพัฒนาการเมืองนั้นจะเข้ามามีส่วนร่วม วันนี้การพัฒนา การมีส่วนร่วมภาคประชาชนไปไกลกว่าในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แล้วครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของมาตรา ๖ ที่มีการเสริมเข้ามาว่าสามารถ ของบประมาณได้ การสนับสนุนจากสภาพัฒนาการเมืองผมว่าเป็นได้ครับ แต่ในส่วนหนึ่ง ที่เห็นอย่างมุมตรงกันข้ามเลยกับวุฒิสภาครับ ก็คือในมาตรา ๙/๒ ที่ให้ กกต. นั้นมีส่วนร่วม เข้ามากรองรายชื่อของผู้ที่จะลงความเห็นในการเสนอร่างกฎหมาย ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ ผมไม่เห็นด้วยเลยที่ กกต. อยู่ในฐานะต้องเรียกได้ว่าเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญจะท้าหน้าที่ มาเป็นตัวกรองกฎหมายของประชาชนที่ประชาชนใช้อ้านาจรัฐธรรมนูญที่เป็นอธิปไตยสูงสุด ของประเทศ เพราะ กกต. ชุดนี้หรือว่า กกต. ที่จะใส่ลงมาตามมาตรา ๙/๒ สามารถจะใช้สิทธิ ประหนึ่งว่ายับยั้งการด้าเนินการการเสนอกฎหมายของภาคประชาชนได้ ท้าอย่างไรครับ ก็คือการประวิงเวลา ตรวจสอบช้า เสนอรายชื่อช้า แล้วนี่ไม่เป็นสิ่งอันควรเลยที่จะให้ องค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เกิดขึ้นลักษณะอย่าง กกต. มากรองกฎหมายที่เกิดขึ้นจากประชาชน โดยแท้ ซึ่งส่วนนี้อาจจะเป็นส่วนที่เห็นพ้องตรงกันกับท่านผู้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่ามองอะไรให้ด้า อย่ามองอะไรให้ขาวจนเกินไป ผมก็ยังเชื่อว่า สภาพัฒนาการเมืองด้วยวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้น ด้วยบุคลากรที่อยู่ กลไกของมันนั้นขับเคลื่อน ประชาธิปไตยได้

ประการต่อมา ในเรื่องของมาตรา ๑๐ ที่จะให้มีการส่งหนังสือแจ้งกลับ ยังผู้ที่เสนอรายชื่อเรื่องนี้ท้าได้ยากตามความเป็นจริง ถ้ากฎหมายฉบับนั้นถูกเสนอรายชื่อ โดยคน ๑๐,๐๐๐ คน ล้าพังเฉพาะแต่ร่างเดิมที่ผ่านไป ที่พวกเราพิจารณากันแล้ว เอาเฉพาะ แต่ว่าให้ปิดประกาศไว้ที่ท้าการส้านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าท้ากรณี ที่เรียกว่าลงเว็บไซต์ (Web site) พูดภาษาชาวบ้านน่าจะเพียงพอ แต่ถ้าท้าการส่งจดหมายไปอีก ก็จะเกิดกระบวนการล่าช้าขึ้น แล้วถ้าเป็น ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ แล้วถ้าเป็น ๑๐๐,๐๐๐ รายชื่อ ล่ะครับ กระบวนการอย่างนี้เมื่อไรจะเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะแน่นอนเราทราบกันดีว่า การเสนอชื่อกฎหมายวิธีการที่ง่ายที่สุด อันนี้ต้องฝากผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ด้วยครับ พรรคการเมืองใหญ่ ๆ อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองใหญ่ ๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ส.ส. จ้านวนมากก็สามามารถที่จะรวมตัวกันได้แล้วครับ เกินจาก ๒๐ คน ๒๐ คนขึ้นไปท่านก็สามารถจะเซ็นชื่อและเสนอกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นก็ มีอีกกลไกหนึ่งคือว่าเสนอผ่านพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอุดมการณ์ ตรงกับสิ่งที่ท่านต้องการในพระราชบัญญัตินั้น ๆ บางพระราชบัญญัติเสนอโดยภาคประชาชน แต่ว่าเขารวบรวมรายชื่อไม่ครบครับ ก็เสนอผ่านพรรคประชาธิปัตย์บ้าง เสนอผ่านพรรคเพื่อไทยบ้าง ก็ได้รับการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ นั่นเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ด้วย ส่วนกฎหมายฉบับนี้ผมสรุปสั้น ๆ นะครับ ไม่เห็นด้วย กับที่วุฒิสภาแก้ และจ้าเป็นถ้าต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันควรจะท้า เพราะบางอย่าง การหยิบยึดโยงเอาสภาพัฒนาการเมืองเข้ามาเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูได้ในกฎหมาย ของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันการที่จะปล่อยให้ กกต. มีหน้าที่ในการประวิงเวลาหรือว่า กรองเอกสารของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการให้อ้านาจ กกต. เกินส่วนไปจริง ๆ ขอบพระคุณครับ