อัญชลี วานิช เทพบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 สาย และเรียกร้องการคำตอบเกี่ยวกับวิธีการกู้เงินและการนำเงินนี้ไปใช้ในยุทธศาสตร์ของชาติ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันคิดว่าคงจะมีคำถามสำคัญ ๆ อยู่ ๒-๓ ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐบาลชุดนี้จะต้องตอบให้กับพี่น้องประชาชน กว่า ๖๕ ล้านคน และต้องตอบแก่รัฐสภาแห่งนี้ให้ชัดเจน
คำถามแรก ก็คือทำไมต้องกู้คะ ประเทศไทยกำลังประสบภาวะวิกฤติ ทางด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขนาดที่ประเทศไทยไม่มีเงินเหลือพอที่จะใช้ในการบริหาร จัดการหรืออย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจที่จะใช้วิธีการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาทิ้งเป็นมรดกบาปให้กับพี่น้องประชาชนกว่า ๖๕ ล้านคน ต้องแบกรับหนี้ถึงประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า นี่คงเป็นคำถามที่ พี่น้องประชาชนต้องการคำตอบค่ะ
คำถามที่ ๒ ก็คือเมื่อกู้มาแล้วจะสามารถนำเงินนี้ไปใช้ในยุทธศาสตร์ของชาติ ใช้ด้วยความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่พี่น้องประชาชนจะต้องมาแบกรับภาระหนี้หรือเปล่า แล้วสามารถที่จะกระจายความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีอากรหรือไม่ นี่ก็เป็นคำถามที่ ๒ ที่รัฐบาลก็ควรมีคำตอบให้กับพี่น้องประชาชน
คำถามที่ ๓ เป็นคำถามที่สำคัญเช่นเดียวกัน นั่นก็คือคำถามเกี่ยวกับเรื่องของ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ของรัฐบาลชุดนี้ต่อการใช้เม็ดเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยากจะเรียนถามว่าผู้บริหารที่จะนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปใช้ในการบริหารจัดการนั้นเป็นคนใจซื่อ มือสะอาดและมากด้วยความสามารถเพียงพอกับการที่พี่น้องประชาชนต้องมาแบกรับ ภาระหนี้แทนพวกท่านถึง ๕๐ ปีข้างหน้าหรือไม่ แต่ท่านประธานคะ เนื่องจากเงื่อนเวลา ที่ดิฉันได้รับนั้นมีจำกัดมาก จึงจะขออภิปรายเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการนำเม็ดเงินไปทำ โครงการตามที่ท่านได้นำเสนอค่ะ ในมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นได้กำหนดไว้ ชัดเจนว่า ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดการดำเนินโครงการที่สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์และแผนงานท้ายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วเมื่อเรามาดูอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติ ที่ทางรัฐบาลนำเสนอมานั้นมีอยู่เพียง ๒ หน้ากระดาษเท่านั้นจริง ๆ ค่ะ ยุทธศาสตร์ที่เขียน ก็มีอยู่ ๒-๓ ยุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ที่ดิฉันจะขออนุญาตอภิปรายก็คือยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าใช้งบประมาณทั้งสิ้น ประมาณ ๑,๐๔๒,๓๗๖ ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนงานพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภูมิภาค ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์กันมากที่สุดโครงการหนึ่งค่ะท่านประธาน ทางรัฐบาลได้เขียนไว้ จะพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางหลัก แล้วก็จะบอกว่ามีกี่เส้นทาง ในรายละเอียด จริง ๆ ความยาวของระยะทางอะไรก็ไม่ได้บอกไว้นะคะท่านประธาน แต่ดิฉันพอจะรวบรวม เพื่อให้เกิดความชัดเจนได้แบบนี้ค่ะท่านประธานว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงแบ่งเป็น ๔ สาย ชัดเจนค่ะ สายแรกก็คือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ตลอดระยะทางก็คือ ๖๗๙ กิโลเมตร ใช้เงินงบประมาณ ทั้งสิ้นประมาณ ๓.๙ แสนล้านบาท สายที่ ๒ ก็คือกรุงเทพฯ-หนองคาย ถ้าตลอดสายก็คือ ๖๑๕ กิโลเมตร แต่รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้เพียง ๑.๗ แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่าทำไม่ตลอดสายค่ะ ทำจริง ๆ ก็เพียงแค่กรุงเทพฯ-โคราชเท่านั้นค่ะท่านประธาน สายที่ ๓ ก็คือกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ถ้าตลอดสายก็คือ ๙๘๐ กิโลเมตร แต่รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณ ไว้เพียง ๑.๒ แสนล้านบาทเท่านั้น หมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่าทำแก้บนค่ะ คือทำแค่กรุงเทพฯ ไปถึงหัวหิน ระยะทางก็ประมาณ ๑๘๐-๒๐๐ กิโลเมตรเท่านั้น และสายที่ ๔ ก็คือกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ความยาวประมาณ ๒๒๑ กิโลเมตร ใช้เงินประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านประธาน ตรงนี้เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างชัดเจนนะคะ เราต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งค่ะ ท่านประธานว่าประเทศไทยนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการที่จะเป็น ศูนย์กลางของเศรษฐกิจ แล้วก็ในเรื่องของการขนส่งคมนาคมทั้งหลายในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่ะ แล้วข้อสำคัญที่สุดก็คือวันนี้ ในระบบขนส่งทางอากาศ ประเทศที่เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนก็มีอยู่ ๓ ประเทศด้วยกัน นั่นก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเคแอลหรือกัวลาลัมเปอร์ แล้วก็ประเทศไทย โดยสุวรรณภูมิหรือกรุงเทพมหานครของเรานี่ละค่ะ แต่ประเทศไทยของเราได้เปรียบ ตรงที่อยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในอาเซียนด้วยกัน นั่นหมายความว่าประเทศไทยเรานั้นสามารถเชื่อมต่อจากประเทศจีนตอนใต้ มณฑลยูนนานได้ แล้วจากมณฑลยูนนานก็จะต่อมาที่ สปป. ลาวได้ ในขณะเดียวกันเราก็สามารถเชื่อมต่อไปยัง ประเทศเวียดนามโดยผ่านประเทศกัมพูชาหรือประเทศพม่า อย่างนี้เป็นต้น และแน่นอนที่สุด ด้ามขวานไทยของเราก็สามารถที่จะติดต่อไปยังประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าถ้าเราสามารถจัดเครือข่ายคอนเนคทิวิตีตัวจริงค่ะท่านนายกรัฐมนตรีว่า คอนเนคทิวิตีตัวจริงนั้นหมายความว่าทำโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศ ต่อประเทศ แล้วก็จะเกิดมูลค่ามหาศาลในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ ทางด้านการค้าและการท่องเที่ยว จึงเป็นที่มาของการตกลงในเบื้องต้นในรัฐบาล ชุดท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้มีการพูดคุยกับทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงรถไฟประเทศจีนเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ในปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา แล้วได้มีการศึกษาวิจัยเส้นทางต่าง ๆ ที่ครอบคลุมกันอยู่พอสมควรค่ะท่านประธาน ปรากฏว่าเส้นทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุดก็คือเส้นทางในสายของ หนองคาย-กรุงเทพฯ เนื่องจากประเทศจีนจะต่อเส้นทางจากมณฑลยูนนาน คุนหมิง ลงมาที่ สปป. ลาว เวียงจันทน์ แล้วก็มาจ่ออยู่ที่จังหวัดหนองคาย ตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรถไฟของประเทศจีนได้ตกลงกันแล้วว่าเราจะต่อเส้นทาง รถไฟสายหนองคาย-อุดรธานี-ขอนแก่น-โคราช แล้วเข้ากรุงเทพมหานคร แล้วหลังจากนั้น ก็จะต่อเส้นทางจากกรุงเทพมหานครลงสู่ปาดังเบซาร์เพื่อเชื่อมต่อประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เราจะเห็นชัดเจนว่าวันนั้นตัวเลขที่สนับสนุนตรงนี้ก็คือการท่องเที่ยวค่ะ ท่านประธานคะ การท่องเที่ยววันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าประชากรในภูมิภาคอาเซียน เริ่มเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคร่วมกันอยู่ค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนค่ะ วันนี้ ตัวเลขของประเทศจีนปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างก้าวกระโดดค่ะ นั่นหมายความว่า ในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนจะมีอยู่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คนเข้าสู่ประเทศไทย ในปี ๒๕๕๕ ก้าวกระโดดมาเป็น ๒,๘๐๐,๐๐๐ คน และในปี ๒๕๕๖ เพียง ๒ เดือนแรกเท่านั้นก็ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนขึ้นมา ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงจะต้องเชื่อมต่อเพื่อเอารถไฟความเร็วสูง นำนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเข้าสู่เวียงจันทน์และเข้าสู่จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น โคราช และเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่จะสามารถสนับสนุน โครงการนี้ได้ก็คือตัวเลขของนักท่องเที่ยว มี ๒ ประเทศเท่านั้นที่ขณะนี้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย มีจำนวนเกินกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน นั่นก็คือประเทศจีนและประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นว่าเราควรจะต้องทำเส้นทางกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ เพื่อเชื่อมต่อประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เพราะเราจะได้ขนนักท่องเที่ยวจากในหลายประเทศเหล่านี้เพื่อเชื่อมต่อ กลับเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย นี่เป็นตัวเลขที่ดิฉันเรียนว่าจึงเป็นที่มาที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนั้นตั้งใจที่จะทำโครงการเส้นทางที่สำคัญ ๆ ประกอบกับที่ดิฉัน อยากจะเรียนท่านประธานค่ะว่ารายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมดที่ในขณะนี้ทำให้กับประเทศไทย ท่านประธานคะ พี่น้องผู้เสียภาษีอากรทวงถามดิฉันว่ารายได้จากผู้ที่มาเยี่ยมเยือนภายในประเทศ กรุงเทพฯ สามารถทำรายได้ได้สูงสุดในขณะนี้ของการท่องเที่ยวคือประมาณ ๔๗๘,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดภูเก็ตมาเป็นลำดับ ๒ ค่ะ ๑๘๘,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดชลบุรีมาเป็นลำดับ ๓ ก็คือ ๙๔,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ ๔๓,๐๐๐ ล้านบาทเป็นลำดับ ๔ จังหวัดกระบี่ เป็นลำดับ ๕ ก็คือ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ แล้วก็มาเป็นจังหวัดระยอง เบ็ดเสร็จก็คือในทางภาคใต้นอกจากจังหวัดภูเก็ต ๑๘๘,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว รวมกันในเรื่องของการท่องเที่ยวก็ประมาณอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นในการกระจายทรัพยากรแล้วก็การทำโครงการที่คุ้มค่าต่อเม็ดเงิน และการเป็นภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชนนั้น น่าเสียใจมากค่ะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง ตัดสินใจเลือกเส้นทางรถไฟก็คือเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ดิฉันไม่ได้ขัดขวางว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไม่ควรมี แต่ถ้าเราพูดถึงความคุ้มค่าของการลงทุนท่านนายกรัฐมนตรีกลับใช้นโยบายภาคนิยม ใช้หลักการของการเมืองนำผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถ้าดิฉันจะเรียนให้ท่านประธาน ได้ทราบก็จะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าถ้าเราเลือกสายกรุงเทพ-เชียงใหม่แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง จากจำนวนเที่ยวบินที่เก็บรายละเอียดมาได้ จำนวนเที่ยวบินของนักท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ต่างประเทศมีอยู่ ๓๐,๐๐๐ กว่าไฟล์ท (Flight) ในประเทศก็มีอยู่ประมาณ ๒๘,๐๐๐ เที่ยวบิน จำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้นประมาณ ๕๙,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ เที่ยวบิน ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ มีอยู่ที่ ๔,๗๐๐ เที่ยวบิน ในประเทศอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ เที่ยวบิน รวมจำนวนเที่ยวบินทั้งสิ้นประมาณ ๓๕,๐๐๐ เที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสารของจังหวัดภูเก็ตทั้งต่างประเทศและในประเทศรวมกัน อยู่ที่ประมาณ ๙,๑๖๑,๐๐๕ คน ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่างประเทศอยู่ที่ ๔๙๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ ในประเทศอยู่ที่ ๓,๘๐๐,๐๐๐ คน รวมจำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้นประมาณ ๔,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ดิฉันอยากจะเรียนตรงนี้ว่าเมื่อตัวเลขเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อท่านเลือก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ท่านไม่อาจสามารถที่จะเสียบปลั๊กต่อได้เลยที่จะขนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน หรือประเทศอื่น ๆ เข้ามา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือรถไฟความเร็วสูงยิ่งวิ่งเร็วเท่าไรค่าโดยสาร ก็จะแพงขึ้นเท่านั้น ค่าโดยสารโดยเฉลี่ยอย่างที่ท่านดอกเตอร์สามารถได้เรียนแล้วนะคะว่า ตกที่กิโลเมตรละประมาณ ๓ บาท กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ประมาณ ๗๐๐ กิโลเมตร ก็ตกที่ประมาณ ๒,๑๐๐ บาท เพราะฉะนั้นจากการสำรวจแล้วก็วิจัยของทีดีอาร์ไอชัดเจนว่ารถไฟความเร็วสูง ขบวนใดก็ตามที่มีระยะทางเกินกว่า ๖๐๐ กิโลเมตร ประชาชนหรือคนที่จะขึ้นจะมีโอกาส ไปแชร์ (Share) สัดส่วนกับเครื่องบินหรือว่าโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ สายการบินต้นทุนต่ำทันที เพราะฉะนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าจำนวนผู้โดยสารที่ไปที่จังหวัดเชียงใหม่มีอยู่ทั้งปีตกอยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน และเป็นคนในประเทศประมาณ ๓,๘๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าเกิดเราเลือกกรุงเทพฯ-เชียงใหม่มาก่อนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองนั้น มันก็จะมีน้อยเต็มที ดิฉันยังอยากจะเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านนายกรัฐมนตรีคงจะต้อง กลับมาพิจารณาในเรื่องของโครงการต่าง ๆ อันนี้ใหม่ ท่านอย่าใช้นโยบายในเรื่องของ เอาการเมืองมานำการบริหารจัดการประเทศ ของจังหวัดภูเก็ตเองก็ตามศูนย์ประชุม และแสดงนิทรรศการนานาชาติภูเก็ตที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้กรุณามอบศูนย์ประชุม และแสดงนิทรรศการนานาชาติภูเก็ตให้กับคนอันดามันหรือคนภูเก็ต ทั้งหมดใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๒,๖๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าพอคุณยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีมติ ครม. ยกเลิก โครงการดังกล่าวไป แล้ววันนี้ท่านก็มาหยิบเอาโครงการซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ตั้งเอาไว้ว่าจะสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงให้กับพี่น้องจังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น โคราชมากรุงเทพมหานคร เมื่อท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านมีโอกาส ท่านก็กลับไปหยิบสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แทนที่จะมอบสายจังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น โคราช ให้กับพี่น้องทางภาคอีสาน และท่านก็ละเลยสายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ไปทั้งสิ้น ดิฉันจึงไม่อาจสามารถที่จะรับร่างพระราชบัญญัติที่เขาเรียกกันว่า พระราชบัญญัติ เลดี้กูกู้ ฉบับนี้ได้ค่ะท่านประธานคะ ขอบพระคุณค่ะ