กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรไทยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน รวมถึงการตรวจสอบและควบคุมการบริหารจัดการเงินของรัฐบาลให้ดีขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องที่จะอภิปราย ๓ หัวข้อด้วยกันนะครับ ประเด็นแรกเลยก็เกี่ยวกับตัวเม็ดเงินเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่ ๒ คือเนื้อหา ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมหรือว่าเนื้อหาของตัวร่าง พ.ร.บ. นะครับ ส่วนประเด็นที่ ๓ นั้นก็เป็นเรื่องของบริบทของสังคมการเมือง เรื่องการกู้เงินจะเกิดขึ้น
ในประเด็นแรก เกี่ยวกับตัวเม็ดเงินที่จะต้องกู้มา ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ แล้วก็ เห็นพ้องกับทางท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่ามันมีวิธีการในการที่จะหาเงิน มาลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมของประเทศไทยได้ดีกว่านี้ ถูกกว่า มีผลคุ้มค่ากว่า ทั่วถึงกว่า แล้วก็ไม่สร้างภาระให้กับพวกเราในยุคนี้ อนุชนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็นเวลาอีก ๕๐ ปี ผมคิดว่าพวกเราแล้วก็โดยเฉพาะคณะรัฐบาลไม่มีสิทธิในการที่จะไปสร้าง ภาระให้กับเยาวชน อันนี้ผมก็อยากจะขอร้องท่านนายกรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานสภา ไปด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็มีลูกเล็ก ไม่เห็นกับลูก ๆ ของท่านและเพื่อน ๆ หรือครับว่า โตขึ้นมา จะเกิดขึ้นมาก็จะมีภาระหนี้รออยู่แล้วทั้ง ๆ ที่มันไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลย เราสามารถที่จะลงทุนด้วยวิถีทางอื่นที่เพื่อน ๆ สมาชิกของผมได้พูดกันมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินกู้จำนวนนี้เพื่อจะลงทุนในการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านคมนาคมของประเทศไทย
ส่วนประเด็นที่ ๒ ว่าด้วยเนื้อหาของโครงการนี้ ผมไม่เห็นด้วยทั้งหมดเลย มาตราต่าง ๆ แล้วก็รวมทั้งเอกสารประกอบที่เกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ด้วย เพราะว่า มันผิดหลักการมากมายหลายประการด้วยกัน ผมก็อยากจะขอยกตัวอย่างนะครับ
อันที่ ๑ หลักการว่าด้วยการสมดุล ทำไมรัฐบาลบริหารประเทศมา ๒ ปีแล้ว ไปเน้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมอย่างเดียวใช้เงินมหาศาลทำให้ประเทศไทย ต้องเป็นหนี้ ในเมื่อเรายังจะต้องพัฒนาเรื่องอื่น ๆ ควบคู่กันไป คือการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านสาธารณสุข การศึกษา เทคโนโลยี แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย แล้วก็เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในภาวะที่ ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle income trap) คือเทคโนโลยีก็ยัง ไม่สูงพอที่จะไปสู้กับประเทศเกาหลีใต้ ในขณะเดียวกันค่าแรงก็สูงเกินไปที่จะมาผลิตสินค้า ราคาถูก เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคุณภาพของบุคลากรของเราเป็นสำคัญ แล้วอีกทั้ง โครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมของประเทศไทยโดยทั่ว ๆ ไปก็ดีกว่าประเทศต่าง ๆ มากมายในโลกนี้ ความจำเป็นเร่งด่วนมันอาจจะดึงออกมาเป็นบางเรื่องได้นะครับ ไม่จำเป็น ที่จะต้องใช้เงินมหาศาลถึงอย่างนี้ อีกทั้งภายในโครงการพัฒนาพื้นฐานทางด้านคมนาคมนี้ มันก็ไม่มีความสมดุลอยู่ในตัวของมันเอง มันเหมือนกับมีการเลือกปฏิบัติบางเมือง บางจังหวัด บางพื้นที่ ระหว่างเมืองด้วยกัน ระหว่างชนบทด้วยกันต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะ ยกตัวอย่างว่าถ้าเผื่อมองไปทางภาคอีสานตอนใต้ รถไฟรางคู่ก็ไม่มี รถไฟความเร็วสูงก็ไม่มี ถ้าเผื่อมองไปอีกฟากหนึ่งทางด้านตะวันตกติดกับชายแดนประเทศพม่า แทบจะไม่มีอะไรเลย ในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มันไม่มีความสมดุลในตัวของมันเองครับ การจัดลำดับความสำคัญก็เป็นหลักการอีกอันหนึ่งซึ่งไม่มีนะครับว่ารัฐบาลได้จัดลำดับ ความสำคัญอย่างไร อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญมาก มันดูสะเปะสะปะเป็นอย่างยิ่งแล้วมันก็ ไม่ทั่วถึงด้วย มันก็ไม่สามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้ จะลงเงินถึงขนาดนั้น แล้วมันจะต้องทั่วถึง ผมก็อยากจะยกตัวอย่างของประเทศเยอรมนี เมื่อตอนที่เขารวม ประเทศเยอรมนีตะวันตกกับประเทศเยอรมนีตะวันออกเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๒๐ ที่แล้วฟากประเทศเยอรมนีตะวันตกก็เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว ฟากประเทศเยอรมนี ตะวันออกก็เหมือนกับประเทศด้อยพัฒนา แต่ ๒๐ ปีให้หลังเขามีความทัดเทียมเสมอภาคกัน เพราะว่าเขารู้เขาจะต้องทำอะไรเมื่อ ๒๐ ปีแล้ว แล้วเขาก็ทำมาตลอดในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็สามารถที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศเยอรมนีตะวันออกให้มา ทัดเทียมกับประเทศเยอรมนีตะวันตกได้ ทำไมเราไม่คิดในแง่นี้ครับ มีโครงการเข้ามา มากมายแต่ไม่รู้ว่าลำดับความสำคัญอย่างไร จะเน้นตรงไหน จะแก้จุดอ่อนอย่างไร แล้วก็ สร้างความทั่วถึงอย่างไร หลักการต่าง ๆ เหล่านี้ ร่าง พ.ร.บ. อันนี้ไม่ได้ตอบสนอง ความต้องการแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมเลยนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือหลักการว่าด้วยการคุ้มค่าคุ้มทุนหรือไม่ ไม่มีตัวเลขครับ มีแต่จะกู้แล้วก็จ่ายอย่างเดียว รายได้จะเข้ามาได้อย่างไร แล้วถ้าเผื่อมองไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าประชากรไทยจะมีคนชรามากขึ้น เราจะมีภาระในเรื่อง ของการดูแลคนชรา นี่ก็เป็นแค่อย่างเดียวนะครับ ภาระต่าง ๆ มากมายแล้วยังจะมีเรื่อง หนี้สินมาบวกอีก เราจะมองอะไรเป็นแค่เรื่องเดียวไม่ได้จะต้องดูในองค์รวมด้วย ผมคิดว่า เราไม่สามารถที่จะแก้ประเด็นปัญหาในอนาคตด้วยการกู้เงินแบบนี้ได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือหลักการที่ว่าประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางแห่งคมนาคม เหนือ ใต้ แล้วก็ตะวันออก ตะวันตก หรือที่เรียกว่านอร์ท เซาท์ กับ อีสท์ เวสท์ คอร์ริดอร์ ที่รัฐบาลไทยได้ผูกมัดตนเองกับนานาประเทศในละแวกในกรอบจีเอ็มเอส หรือจะในกรอบ ของอาเซียนแล้วเราก็ได้ร่วมทำงานกับธนาคารพัฒนาเอเชียมาเป็นเวลานานนะครับ แต่ว่า การเชื่อมโยงที่ปรากฏในเอกสารที่ได้แจกในสภานี้ไม่สามารถที่จะอำนวยให้ประเทศไทย ทำตนเป็นศูนย์กลางแห่งการคมนาคมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออก แล้วก็กับชมพูทวีปได้ มันไม่สามารถที่จะกระทำได้ครับ เพราะว่ามันไม่มีจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ จะเป็นรถไฟรางคู่ทางเร็ว แม่น้ำลำคลองอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เสมือนกับว่าถ้าเผื่อสมมุติว่าประเทศไทยเป็นปู แล้วก็มีขาต่าง ๆ มากมายที่ขาต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไปถึงชายแดนไทยทุกสารทิศ กับทั้ง ๔-๕ ประเทศในละแวก แต่ว่าโครงการเหล่านี้เหมือนกับปูขากุดนะครับ มันไปไม่ถึง มันไม่สามารถที่จะมีการเชื่อมโยงหรือที่เรียกว่าคอนเนคทิวิตีได้ ประเทศไทยไม่สามารถ ที่จะเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมได้ ผมอยากจะขอให้รัฐบาลได้กรุณาทบทวนเรื่องทั้งหมดนี้ครับ มันไปไม่ได้ในเนื้อหา มันผิดทุกหลักการที่อารยประเทศจะต้องพึงกระทำ แล้วก็โดยเฉพาะ เราเป็นประเทศกำลังพัฒนาจะทำอะไรทำตนเป็นมหาเศรษฐีไม่ได้ครับ ใช้จ่ายเงินแบบนี้ ซึ่งในตัวของมันเองมันก็ไม่มีวินัยอยู่แล้ว ผมก็อยากจะไปดูที่หลักการของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะที่มาตรา ๖ แล้วก็มาตรา ๙ คือกู้เงินมาแล้วแล้วยังเปิดโอกาสให้กระทรวงการคลัง ไปปล่อยเงินกู้อีก จะไปตั้งธนาคารหรือครับ แล้วก็ในมาตรา ๙ นั้นอ่านไปแล้ว ภาษาอังกฤษ ต้องบอกว่าเป็นแบลงก์เช็ค (Blank Cheque) เช็คเปล่าครับ ผู้บริหารจะไปทำอะไรก็ได้ มันจะเป็นปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาล เรื่องของความโปร่งใส ก็มาสู่อีกประเด็นหนึ่งคือ บริบทของสังคมการเมือง ณ วันนี้ ข่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมาก ความล้มเหลว อย่างที่สุดของรัฐบาลนี้ในเรื่องโครงการประชานิยมทั้งหมด แล้วประเทศไทยก็อยู่ที่ประมาณ ๘๘ ๘๙ ในเรื่องของความโปร่งใสหรือว่าการที่มีการทุจริตมากมาย รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารราชการ ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารแบบไม่ค่อยจะรู้เรื่องนะครับ ทำให้เราไม่ค่อยจะสบายใจ อีกทั้งได้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐร่วมทุนกับเอกชนได้ ถ้าเผื่อเอากฎหมายฉบับนี้ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่แล้วก็เอาไปจับคู่กับกฎหมายร่วมทุนเป็นคู่แฝดอิน-จัน ผมมีความหวาดกลัว เป็นอย่างยิ่งว่าการทุจริตมิชอบจะมากขึ้นในสังคมไทย เพราะที่ผ่านมาการปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชันยังไม่สามารถที่จะกระทำได้เป็นที่แน่ชัด อีกทั้งเพื่อจะขอชี้เป็นตัวอย่าง ช่วงที่ผมเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงโตเกียวผมเป็นผู้ลงนามกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วในช่วง ๓ ปีที่ผมประจำการอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น แทบจะทุกวันเลยนะครับได้รับการคอมเพลน (Complain) หรือว่าบ่นจากฝ่ายประเทศญี่ปุ่น เรื่องความไม่ชอบมาพากล ราคาของสนามบินสุวรรณภูมิเดิม ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเพิ่มขึ้นไป ๓ เท่าครับ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยเงิน ๒.๐ ล้านล้านบาทมันก็จะทวีคูณขึ้นไปหรือไม่ ผมมีความไม่สบายใจเรื่องการบริหารจัดการ ฝีไม้ลายมือได้แสดงออกมาแล้วว่าไม่สามารถ ที่จะควบคุมการรั่วไหลได้ ให้อำนาจกับหน่วยงานเดียวกับกลุ่มคนไม่กี่คน ไม่มีการตรวจสอบครับ เอาเรื่องกลับมาที่รัฐสภามาร่วมกันทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยในการที่จะ ยกระดับการคมนาคมของเราให้มีมาตรฐานระดับโลกครับ อย่าดันทุรัง อย่าใช้เสียงข้างมาก เรากำลังทำบาปให้กับประเทศชาติให้กับเยาวชนลูก ๆ หลาน ๆ ของไทยในอนาคต ทำไมเราจะต้องมาทำโทษตนเอง
ส่วนประเด็นสุดท้ายขอเพิ่มอีก ๑ นาทีท่านประธาน อันนี้ผมก็อยากจะพูด กับท่านรัฐมนตรีชัชชาติโดยตรงครับ ผมมีความเคารพครอบครัวของท่านเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อ ของท่านเป็นนายตำรวจที่ทุกคนกราบไหว้ ตระกูลของท่านเป็นที่เคารพนับถือในสังคมไทย ตัวท่านเองต้องถือว่าเป็นยอดมนุษย์เดอะ เบสท์ ออฟ เดอะ เบสท์ (The Best of The Best) ขอใช้ภาอังกฤษเหมือนท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมนิดหนึ่ง ท่านเป็นเดอะครีม (The Cream) ของประเทศไทยเป็นยอดมันสมอง ผมไม่อยากให้ท่านพัวพันกับความไม่ชอบมาพากล แล้วก็พาประเทศไทยตกเหว เอกสารร่างพระราชบัญญัติอันนี้ผมคิดว่ามันเป็นเอกสาร ที่จะเป็นผลร้ายเป็นเอกสารที่จะโสโครกต่อสังคมไทยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ