สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โทรรถไฟ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ และขอให้สภาไม่อนุมัติเงินกู้ 2,000,000,000 บาท พร้อมชี้ว่าการเมืองเป็นปัญหาใหญ่ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และตัดสินใจทางการเมืองที่มีความสำคัญมากกว่าเงินกู้หรือกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติชัดเจนครับท่านประธาน ไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ผมเริ่มต้นอย่างนี้หลายคนอาจจะแปลกใจ เพราะว่า ประมาณ ๑ ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือ ๔๐ กว่านาทีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในส่วนที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงต่อสภา ใครฟังก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี และกระผมก็เห็นด้วยว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นความต้องการของประเทศชาติและของประชาชน และที่สำคัญก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ก็สนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ และไม่เพียงแต่พูดวันนี้กระผมจะได้อธิบายและชี้ให้เห็นว่าเราได้ ทำสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอดด้วย แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นประเด็นแรกก็คือว่ากฎหมาย ฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายที่เรากำลังจะมาบอกว่าจะให้มีสิ่งเหล่านี้ หรือจะลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่ครับ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องมีกฎหมายฉบับนี้ และกฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านประธานจะสังเกตเป็นกฎหมาย ที่ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง แต่ว่าส่วนใหญ่ของการชี้แจงไปเมื่อสักครู่ เป็นเรื่องของกระทรวงคมนาคม ผมจึงอยากให้สังคมและพี่น้องประชาชนเข้าใจให้ถูกต้องว่า เราไม่ได้มาถกเถียงว่าเราอยากจะมีรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงหรือไม่ เราอยากจะมี มอเตอร์เวย์หรือไม่ แต่สิ่งที่เรากำลังจะพิจารณาในวันนี้ก็คือเราจะอนุญาตให้กระทรวงการคลัง ไปกู้เงินเป็นกรณีพิเศษ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และกระทรวงการคลังเองก็บอกว่าจะใช้เวลา ๕๐ ปีในการที่จะใช้หนี้คืน กระผมกราบเรียน อย่างนี้เพื่อเราจะได้เข้าใจครับว่าการตัดสินใจในวันนี้เราตัดสินใจเรื่องอะไร แต่ก่อนที่ผมจะ ลงไปในเหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ กระผมก็ขอแสดงความเป็นห่วงต่อมุมมองในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศสักนิดหนึ่งครับ ผมเห็นด้วยว่าเราอยู่ในยุคที่มีความท้าทาย ในหลาย ๆ เรื่องที่เมื่อสักครู่รัฐบาลได้แถลงจะเป็นภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นวิกฤติพลังงาน จะเป็นวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของภูมิอากาศ ความท้าทาย ที่เกิดขึ้นจากการที่เราจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่กระผม ก็อยากจะเตือนรัฐบาลสักนิดนะครับว่าขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่องการคมนาคมขนส่ง ท่านรัฐมนตรีให้ตัวเลขซึ่งเราเห็นแล้ว เราก็บอกว่าเราต้องทำดีกว่านี้ คือขีดความสามารถในการแข่งขันของเราในด้านโครงสร้าง พื้นฐานอยู่อันดับที่ ๔๐ กว่า ๆ ใช่ครับ แต่ท่านได้ดูไหมครับว่าในภาพรวมและองค์ประกอบ ของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในด้านอื่น ๆ เราอยู่ตรงไหน โครงสร้างพื้นฐาน ระดับ ๔๐ กว่านะครับ สาธารณสุขเราอันดับที่ ๗๐ กว่าครับ การศึกษาเราอันดับที่เกือบ ๙๐ เพราะฉะนั้นการที่จะไปสร้างความเข้าใจว่าจะหลุดพ้นจากสภาพปัญหาขีดความสามารถ การแข่งขันก็ดี การหลุดพ้นจากการที่เป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางก็ดี ถ้ามีเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟ หรือการขนส่งทางน้ำแล้วขีดความสามารถการแข่งขัน ของประเทศจะดีขึ้น ผมก็กราบเรียนเพียงแต่เตือนว่าความจำเป็นในการลงทุนด้านอื่น ๆ ก็มีการศึกษา การสาธารณสุข เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งการพัฒนาของประเทศต้องพัฒนา ไปในลักษณะที่เป็นองค์รวมแล้วก็สอดคล้องต้องกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไม ผมถึงพูดว่าพรรคประชาธิปัตย์เราได้มีการทำเรื่องเหล่านี้แต่เราไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าฟังดูจากสิ่งที่รัฐบาลพยายามชี้แจงความจำเป็นของการกู้เงิน เราก็อาจจะสรุปได้ว่าที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่าไม่สามารถเดินหน้าในการที่จะลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานได้ ผมสรุปคร่าว ๆ อาจจะเป็นด้วยเหตุผล ๓ เหตุผล ๑. เงินในงบประมาณไม่พอ ๒. กฎ ระเบียบ กฎหมาย ไม่เอื้ออำนวยให้เราสามารถที่จะลงทุน ในสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ไปกู้เงินอย่างที่รัฐบาลกำลังจะขออนุมัติจากสภา และ ๓. ที่วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดด้วยคือปัญหาเรื่องการเมือง ผมจะชี้ให้เห็นว่า ๓ ข้อนี้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ข้อจำกัดและไม่ได้แก้ด้วยการอนุญาตให้รัฐบาลไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ประการแรกครับ เรื่องเงิน ผมอยากจะกราบเรียนว่าเงินที่รัฐบาลบอกจะใช้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในกรอบเวลา ๗ ปี ถ้าโดยเฉลี่ยก็แปลว่าประมาณปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าผมไม่ยึดตัวเลขเฉลี่ยอย่างนั้นด้วย ผมเอาตัวเลขที่รัฐบาลโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ของกระทรวงการคลังได้แถลงไว้แล้วว่าแต่ละปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ เรื่อยไปจนถึง ปี ๒๕๖๓ นั้นแต่ละปีจะต้องใช้เงินเท่าไร ตัวเลขนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คงจะยืนยันนะครับ เช่นที่ต้องมาออกกฎหมายขอกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ปี ๒๕๕๖ จะใช้เงินเท่าไร กระทรวงการคลังแถลงว่าใช้ ๒๗,๒๐๙ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น และผมจะมีตัวเลขเป็นรายปีไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จนถึงปี ๒๕๖๓ ปีที่ใช้เยอะที่สุดคือปี ๒๕๕๙ ที่จะมีตัวเลขการใช้จ่ายเงินอยู่ที่ ๓๘๒,๔๙๐ ล้านบาท ถามว่าถ้าไม่กู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะหาเงินก้อนนี้มาบริหารในระบบงบประมาณได้หรือไม่ คำตอบคือได้ครับ ได้นี่ไม่ใช่ สมมุติฐานที่ผมคิดขึ้นเอง แต่ได้เพราะรัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านแถลงเองว่าแผนการบริหารงบประมาณของท่านจากปีนี้ไปจนถึงปี ๒๕๖๓ เป็นอย่างไร ก็คือปี ๒๕๕๗ ท่านจะจัดงบขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะทยอยลดการขาดดุล ลงไปจนเป็นงบสมดุลในปี ๒๕๖๐ แล้วก็ต่อไป ถ้าท่านประธานเอาแผนงบประมาณของ รัฐบาลชุดนี้บวกกับเงินที่จะใช้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแจกแจงเป็นรายปี ท่านประธาน จะพบความจริงว่าเงินที่จะใช้จ่ายนั้นสามารถจัดสรรเป็นงบประมาณขาดดุลโดยไม่ไปกระทบ กับเพดานเงินกู้ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณและ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ผมย้ำนะครับ ผมใช้ตัวเลขของรัฐบาลที่ท่านแถลงทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงก็คือท่านไม่ต้องกู้เลยโดยกฎหมายฉบับนี้ ท่านใช้ระบบงบประมาณ ท่านมีเงินเพียงพอที่จะทำโครงการเหล่านี้ชัดเจนครับ เพราะฉะนั้น ถ้าการมาขอที่จะต้องออกไปกู้เงินนอกระบบปกติคือเป็นกรณีพิเศษจะมาอ้างว่าเพราะรัฐบาล มีเงินไม่พอ คำตอบคือไม่จริงครับ ผมใช้ตัวเลขของท่าน และที่สำคัญครับ รัฐบาลชุดนี้เอง วันที่ออกพระราชกำหนดโอนหนี้ของกองทุนฟื้นฟูกลับให้ไปเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย เคยแถลงต่อสาธารณะและแถลงต่อศาลด้วยครับ บอกว่าเพื่อที่จะทำให้เพดานของกรอบ ของงบประมาณนี้สามารถที่จะใช้ได้ พูดง่าย ๆก็คือท่านกำลังบอกศาล บอกประชาชน ตอนนั้นว่าที่ต้องโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูออกไปให้แบงก์ชาติเพราะท่านจะต้องทำงบประมาณ ขาดดุลให้ถึงเพดานหนี้ ปรากฏวันนี้ศาลเชื่อท่าน อนุญาตท่านเรียบร้อยแต่ท่านไม่ใช้ครับ เพดานที่ท่านไปขอมา ท่านกลับมาบอกว่าไม่ จะต้องไปกู้นอกงบประมาณ เพราะฉะนั้น เหตุผลเรื่องเงินฟังไม่ขึ้นครับ

ประการที่ ๒ รูปแบบของการทำงานในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องกฎ กติกา หรือกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ถามว่าวันนี้โครงการเหล่านี้ที่จะสร้างจะทำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกู้อย่างเดียวไหม คำตอบคือไม่ใช่ เมื่อไม่นานมานี้สภาแห่งนี้ก็เพิ่งผ่านกฎหมาย ๑ ฉบับ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกติกา ที่เกี่ยวข้องกับการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนที่ประเทศส่วนใหญ่ พยายามใช้ในยุคนี้ครับ และถ้าเราใช้กฎหมายหรือเครื่องมือของการให้เอกชนมาร่วมลงทุน อย่างจริงจัง ตัวเลขการลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่พูดอยู่ขณะนี้ก็ไม่ต้องสูงขนาดนี้ครับ สภาก็ผ่านกฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับท่านไปแล้ว กฎหมายเหล่านี้ก็สามารถปฏิบัติได้ครับ คำถามก็คือว่าทำไมจึงมาอ้างว่าจะต้องกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาทำโครงการเหล่านี้ นั่นประเด็นที่ ๒ นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ถามว่าการเมืองเป็นปัญหาหรือไม่ อย่างไร ผมกราบเรียนนะครับ มีหรือไม่มี กฎหมายอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ท่านไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันนี้ การเมืองจะเป็นปัญหาอุปสรรคหรือไม่อยู่ที่รัฐบาลจะบริหารประเทศในแต่ละช่วงนะครับ เพราะแท้ที่จริงแล้วความต่อเนื่องหรือความสะดุดหยุดลงของโครงการมันเป็นการตัดสินใจ ทางการเมือง เมื่อสักครู่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฉายภาพว่าโครงการเหล่านี้คิดกันมาแต่ว่าได้ทำบ้าง ไม่ได้ทำบ้าง ผมก็บอกว่าการเมือง ทั้งนั้นละครับ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใช้งบประมาณ หรือใช้เงินกู้ หรือจะไปกู้ข้างนอก หรือกู้ในประเทศ มันเป็นเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและการตัดสินใจทางการเมืองครับว่าโครงการเดิน หรือไม่เดิน ถามว่าถนน ๔ ช่องจราจรก็ดี รถไฟทางคู่ก็ดี ท่านนายกรัฐมนตรีชวนเป็นคนอนุมัติ เป็นคนแรก แล้วเมื่อเข้ามาทำเป็นรัฐบาลชวน ๒ ก็มีการอนุมัติโครงข่ายรถไฟทางคู่ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ถามว่าปี ๒๕๔๕-๒๕๕๕ ที่ท่านพูด ๑๐ ปี ทำไมการลงทุนตรงนี้น้อย ผมก็บอกว่า รัฐบาลในช่วงปี ๒๕๔๕-๒๕๕๕ นี่ทำการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานน้อยเพราะจัดลำดับ ความสำคัญในการไปให้งบประมาณกับโครงการที่เราเรียกว่าประชานิยมเยอะ นี่คือข้อเท็จจริง โครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณที่สำคัญคือ สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ถนนหนทาง ระบบรางทั้งหลายแทบไม่มีการลงทุนเลย แม้แต่งบซ่อมแซม ในขณะนั้นก็จัดไม่พอครับ มันเป็นการตัดสินใจทางการเมืองว่าต้องเอาเงินไปทำโครงการ ต่าง ๆ ก็เป็นสิทธิของรัฐบาลแต่ละชุดครับ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีเงินกู้หรือไม่มีเงินกู้ มีการออกกฎหมาย หรือไม่มีการออกกฎหมาย เหมือนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ช่วงหนึ่งก็ต้องเสื่อมโทรมลงไป เพราะต้องหางบประมาณมาสนับสนุนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผมไม่ได้บอกว่า ถูกหรือผิดที่ทำ ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นการตัดสินใจทางการเมืองและการจัดลำดับ ความสำคัญ ที่ท่านพูดคอนเนคทิวิตีกับอาเซียน รัฐบาลที่แล้วครับ พวกผมเป็นคนเสนอเรื่องนี้ ให้เป็นวาระของอาเซียนในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จึงเป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกผม จะมาคัดค้านโครงการที่จะสนับสนุนคอนเนคทิวิตีหรือการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เหมือนที่ผมบอกว่ารถไฟรางคู่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีชวนเริ่มต้นไว้ รัฐบาลที่แล้วก็อนุมัติอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่คัดค้านละครับ ระบบขนส่งทางน้ำ การเชื่อมต่อระบบขนส่งหลายรูปแบบ รัฐบาลที่แล้วก็ผลักดันกฎหมาย ทำคณะกรรมการโลจิสติกส์ขึ้นมานะครับ ตั้งเป้าการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เราลดสมัยนั้น จาก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ท่านบอกว่าจะลดอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านจะต้อง ขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รถไฟความเร็วสูง ท่านประธานครับ คิดกันมาแต่ว่าไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่ในสมัยรัฐบาลที่แล้วผมเดินทางไปประเทศจีน ประเทศจีนเป็นประเทศที่ก่อสร้างรถไฟ ความเร็วสูงมากที่สุดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง ผมก็ไปดูงานตอนที่ไปเยือนประเทศจีน แล้วก็ได้มี การปรึกษาหารือกันจนกระทั่งอะไรครับ เราเอากรอบการเจรจาเพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เข้ามาสู่ที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ ผมยังแปลกใจมากครับว่าท่านรัฐมนตรีไปออกโทรทัศน์ บอกโครงการแบบนี้ไม่เคยเห็นใครทำอะไรมาก่อน พวกผมเสนอเข้ามาที่นี่เลยครับ เป็นกรอบ การเจรจา ที่จริงเสียใจด้วยวันนั้นว่าสมาชิกพรรคท่านไม่ลงคะแนนให้เลยครับ ที่จะไปเจรจา กับประเทศจีนสร้างรถไฟความเร็วสูง และหลังจากสภาอนุมัติเราก็ไปดำเนินการในการเจรจา รูปแบบจะเป็นลักษณะการร่วมลงทุน เจรจากันอยู่ว่าบริษัทตั้งขึ้นมา ใครจะถือหุ้นเท่าไร ๖๐ : ๔๐ ๕๑ : ๔๙ ใช้เงินไม่มากหรอกครับที่จะต้องมารบกวนประชาชน ไม่ได้บอกว่า จะต้องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นกระผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมพูดมา ในเบื้องต้นตรงนี้เพื่อที่จะบอกว่าวันนี้ที่พวกเราทุกคนยืนขึ้นคัดค้านกฎหมายนี้ไม่มีใครตรงนี้ แม้แต่คนเดียวไม่ต้องการเห็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ไม่มีใครตรงนี้แม้แต่คนเดียว ไม่ต้องการเห็นรถไฟรางคู่หรือรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่กำลังบอกว่า ท่านทำได้ เงินท่านมี กฎหมายวันนี้ก็มีหลายฉบับที่เอื้อให้ท่านทำได้ และทั้งหมดอยู่ที่การเมืองครับ จะต่อไม่ต่อมันเป็นนโยบายรัฐบาลแต่ละชุด เหมือนเรื่องท่องเที่ยว ผมยกตัวอย่างเดียว ท่านครับ ศูนย์ประชุมภูเก็ต รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวนเตรียมไว้ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ยกเลิก รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็บอกว่าให้ทำใหม่ รัฐบาลนี้ยกเลิก มันก็เป็นการตัดสินใจ ของรัฐบาลว่าจะทำต่อหรือไม่ต่อ แต่ศูนย์ประชุมเชียงใหม่จะรัฐบาลไหนมาถึงรัฐบาลผม ผมก็บอกว่าควรมี ผมก็ให้ดำเนินการต่อ มันอยู่ที่ความใจกว้างใจแคบของรัฐบาลแต่ละชุด มากกว่าว่าโครงการจะเดินหรือไม่เดินครับ ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผมก็ต้องมาถามต่อว่า แล้วทำไมในเมื่อเงินก็พอ กฎระเบียบก็มี แล้วถ้าเป็นความตั้งใจทางการเมืองที่จะทำโครงการเหล่านี้จริง ทำไมท่านจึงต้องมาขอกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนอกระบบปกติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองต้องเริ่มต้นจากประเด็นแรก ก็คือปัญหาในเรื่องของวินัยทางการคลังว่าสรุปแล้วเจตนา ของท่านที่แท้จริงคืออะไร เมื่อตอนที่พวกกระผมเป็นรัฐบาลสมัยที่แล้วเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านการกู้เงินมากนะครับ คำก็บอกว่าสร้างหนี้ให้ประเทศ คำก็บอกว่า กู้มาโกง คำก็ว่าเก่งแต่กู้ แล้วรัฐบาลนี้ก็ไปหาเสียงครับ หาเสียงพูดหมดนะครับ ๒๐๒๐ อะไร อย่างไร พวกผมเคยถามว่าท่านเอาเงินจากไหน เพราะเห็นท่านต่อว่าว่ารัฐบาลอื่น ๆ กู้ แต่ท่านจะลงทุนมากมายมหาศาลจะกู้ไหม พรรคเพื่อไทยตอบประชาชนวันนั้นว่าไม่กู้ครับ ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศว่าล้างหนี้ให้ประเทศนะครับ เมื่อคืนผมต้องเอามาดูอีกรอบหนึ่ง เขียนว่าล้างหรือสร้าง เพราะนี่คือหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มากกว่าไอเอ็มเอฟ มากกว่าสถิติที่คุณทักษิณ เคยทำไว้ตอนกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาทำหนี้กองทุนฟื้นฟู แล้วผมก็แปลกใจเพราะว่า วันที่พรรคเพื่อไทยประชุมช่วงหาเสียง วันที่ ๒๓ เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๔ ปราศรัยกัน ในที่ประชุมพรรคนี่ละครับ ผมไม่เอ่ยชื่อผมกลัวเดี๋ยวมีคนประท้วง บอกว่าสังหรณ์ใจว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งเพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์สร้างหนี้แต่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคไทยรักไทยล้างหนี้ แล้วก็พูดถึงโครงการต่าง ๆ แล้วก็บอกว่าอย่างไรครับ ไม่ต้องกู้ ผมเป็นคนไม่ชอบกู้เพราะเราเป็นนักธุรกิจเข็ดแล้วกู้เงินตอนนี้มาช่วยการเมือง ไม่อยากให้กู้ ผมไม่ใช่นักกู้ อันนี้คือคนที่คิดและพรรคเพื่อไทยทำเป็นคนพูด พูดถึงโครงการแต่ละโครงการ ไม่ต้องกู้สักบาทเราจะมีวิธีการบริหารจัดการ แต่ทำไมวันนี้กู้ล่ะครับ วินัยทางการเงินการคลัง มันเป็นเรื่องสำคัญและมันเป็นจุดหนึ่ง ประเทศไทยจะมีจุดอ่อนอะไรก็แล้วแต่ยกเว้นเฉพาะ ช่วงก่อนปี ๒๕๔๐ จุดแข็งจุดหนึ่งที่เราได้รับการยอมรับก็คือการมีวินัยทางการเงินการคลัง การกู้เงินในระบบงบประมาณขาดดุลเป็นหนี้ไหม เป็นครับ แต่เขามีกรอบ มีเพดาน มีตัวกำกับ ที่จะดูแลไม่ให้จะต้องมีการทำให้ปัญหาหนี้บานปลายไปจนเป็นปัญหาที่กระทบต่อเสถียรภาพได้ ในอดีตเราจึงมีการกู้เงินในลักษณะนี้ด้วยเงื่อนไขเดียวคือเงื่อนไขที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น จะเป็นต้มยำกุ้ง จะเป็นวิกฤติการเงินรอบที่ผ่านมาหรืออาจจะเรียกว่ารอบปัจจุบันเพราะบางประเทศ ยังไม่ฟื้น ที่ต้องออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. จะกู้เงินเพราะมันจำเป็นต้องมีเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ และหนี้มันชนเพดานของการก่อหนี้ตามกฎหมายงบประมาณ ตามกฎหมายหนี้สาธารณะ วันนี้เงื่อนไขนั้นไม่มีอยู่ แม้แต่ในอดีตที่ทำมาแล้วก็หลายท่านที่นั่งอยู่ฝั่งโน้นเคยต่อว่าต่อขาน พวกผมก็ยืนยันว่าทุกครั้งเราจะอธิบายความจำเป็นคืออะไร และในที่สุดเราจะบริหารหนี้สาธารณะ ให้อยู่ในกรอบไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติอย่างไร และวันที่ พวกผมออกจากตำแหน่งหนี้สาธารณะเริ่มลดลงอยู่ที่ประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เพิ่มขึ้นมาอีก แล้วปีนี้คาดว่าจะเกิน ๔๕ เปอร์เซ็นต์ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไม เราต้องเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ ก็เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าอนาคตข้างหน้ามันยังมีความเสี่ยง อยู่ในระบบเศรษฐกิจของโลก มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศครับ ท่านบอกว่าใช้หนี้ ๕๐ ปี ความจริงวันนี้ท่านขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านแถลงแล้วหนี้ที่คนไทยต้องใช้คือ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะจะมีดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็สมมุติฐาน ที่คำนวณดอกเบี้ย ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ ไปอีก ๕๐ ปี ซึ่งไม่จริงละครับ วันข้างหน้าถ้าเกิดวิกฤติหรือเกิดความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แล้วอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นแผนของท่านตรงนี้ผิดหมดเลยนะครับ ไม่ใช่ ๕๐ ปี ไม่ใช่ชาติหน้า เป็นชาติโน้น ในขณะที่ความต้องการภายในประเทศก็มีความไม่แน่นอนครับ ผมบอกว่า ท่านวาดภาพอนาคตของประเทศ ท่านพูดแต่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ความต้องการของคน ในประเทศจากโครงสร้างประชากรกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องเงินที่เราต้องการในเชิงสวัสดิการการดูแลรักษาพยาบาลและเรื่องอื่น ๆ จะต้องเพิ่มมากขึ้น ทุกวันนี้จากประสบการณ์ของหลายประเทศในยุโรปในปัจจุบัน อเมริกาใต้ในอดีต ถ้าไม่มี วิกฤติเศรษฐกิจ เศรษฐกิจตกต่ำคนว่างงานมาก ๆ จึงไม่มีใครละครับขณะนี้ที่จะเร่งตั้งหน้าตั้งตา ก่อหนี้ถ้าไม่จำเป็น การที่เรายืนยันว่าบริหารในงบประมาณได้ความสำคัญคือจะบังคับให้ท่าน มีวินัย เพราะอะไรครับ เพราะท่านจะต้องเลือกอย่างไรครับ ว่าเงินที่ในที่สุดประชาชนจะต้อง เป็นคนใช้หนี้หรือเป็นคนเสียภาษีควรจะเอาไปทำอะไร ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เมื่อเช้า ผมอ่านข่าว ไม่ต้องเอาเรื่องใหญ่เรื่องโตละครับ โครงการโครงการเดียวมีความไม่แน่นอน เกิดขึ้น โครงการรถคันแรก ประมาณการเอาไว้ปรากฏว่าเอาเข้าจริงต้องใช้เงินมากกว่าที่คิด ก็มีข่าวว่ากำลังเถียงกันอยู่ว่าจะใช้เงินตรงไหน ผมไม่ทราบสมมุติฐานที่ท่านบอกว่าหนี้ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์งบประมาณจะสมดุลจะมีโครงการแบบนี้อีกหรือไม่ และผมฟังทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีชี้แจงเมื่อสักครู่ผมก็แปลกใจครับ อยากสนับสนุนระบบราง ท่านทราบไหมครับ ถ้าท่านไม่ทำโครงการรถคันแรกท่านจะมีเงินมาสร้างรถไฟฟ้า ๒ สาย นี่คือสิ่งที่พวกผมถึงบอกว่า ถ้าเราใช้วิธีคิดง่าย ๆ ไปกู้ ๆ เราจะไม่บังคับตัวเอง เราจะไม่มาพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วน จัดลำดับความสำคัญของโครงการแล้วดูว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดของประชาชนนะครับ ผมจึงกราบเรียนนะครับที่ท่านบอกว่าหนี้ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกว่าที่ไม่อยากทำ ในระบบงบประมาณ ท่านรัฐมนตรีไปให้สัมภาษณ์บอกว่าเดี๋ยวมันจะดูไม่ดีว่ารัฐบาลไทย ประเทศไทยขาดดุลแล้วขาดดุลอีกในงบประมาณ ผมกราบเรียนนะครับว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนที่เขาดูสถานะการเงินของประเทศ การที่งบประมาณสมดุล แต่ท่านไปกู้ข้างนอก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาดูออกครับ คนที่จะดูไม่ออกที่ผมกลัวคือรัฐบาลเองครับว่า เมื่อถึงเวลาปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ลืมไปว่าไปกู้เงินอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นว่างบประมาณขาดดุลแค่ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทหรือจะสมดุลก็มาอ้าง กับประชาชนว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินขอเพิ่มการขาดดุลหน่อย ผมเอาคำถามง่าย ๆ คำถามเดียวเรื่องนี้ครับ ที่ท่านมีสมมุติฐานว่างบประมาณหนี้สาธารณะจะไม่เกินร้อยละ ๕๐ สมมุติฐานสำคัญสมมุติฐานหนึ่งก็คือท่านบอกว่าหลังจากปี ๒๕๕๖ จะไม่มีภาระจากโครงการ จำนำข้าว ตัวเลขของรัฐบาลเองผมไม่นับเงินที่ใช้ ผมเอาเฉพาะเงินที่ขาดทุนจากการจำนำข้าว ในช่วงปีแรกอยู่ที่ประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขท่านนะครับ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดง่าย ๆ ประมาณร้อยละ ๒ ของรายได้ประชาชาติ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมปีต่อ ๆ ไป จะขาดทุนน้อยกว่านี้ แต่ท่านบอกว่าหลังปี ๒๕๕๖ ไม่มีขาดทุน แต่ถ้ามันเหมือนปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๖ ท่านต้องบวกไปอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๗ บวกไปอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๘ บวกไปอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๙ บวกไปอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นกรณีเดียวครับ คือท่านเลิกโครงการจำนำข้าว นี่คือประเด็นครับ ผมถึงบอกว่าวันนี้ที่เราสนับสนุนว่า โครงการเหล่านี้เกิดได้เพดานหนี้ยังไม่ชน ท่านไปปรับงบประมาณเสีย เช่นวันนี้เราเสียเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในโครงการจำนำข้าว ถึงมือชาวนาแค่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ตัวเลข รัฐบาลนะครับ ผมบอกเอา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ละครับให้ชาวนาเหมือนเดิม แต่อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาคืนมาแล้วมาทำโครงการเหล่านี้ได้ ฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าเหตุผล ที่มีการใช้วิธีการกู้เงินนอกงบประมาณก็คือรัฐบาลพยายามที่จะไม่สร้างวินัยให้กับตนเอง ไม่ต้องการที่จะผูกมัดตนเองในการที่บอกว่าโครงการเหล่านี้สำคัญจริง ๆ สำหรับประเทศ ดังนั้นถ้ามีโครงการอื่นฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นไปเลิกเสีย ไปลดเสีย ไปประหยัดเสีย ผมว่าวันนี้ พี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษีอากรมีสิทธิที่จะเรียกร้องกับพวกเราครับ ผมใช้คำว่า พวกเรา นะครับ ทั้งรัฐบาลทั้งฝ่ายค้านว่าเราต้องมาเข้มงวดกวดขันงบประมาณจริง ๆ เพราะมันมีเสียงครหานินทาว่าแต่ละปีงบมันลดได้ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ โดยได้ผลงาน เท่าเดิม มันถึงเวลาแล้วละครับ อย่างนี้สิครับ เผชิญหน้ากับความท้าทายของโลก อย่างนี้ สิครับ คือการปรับปรุงปฏิรูปประเทศเพื่อนำไปสู่การลงทุนที่คุ้มค่า ที่มีประสิทธิภาพ และไม่กระทบวินัยทางการคลัง ท่านกล้าเขียนในกฎหมายนี้ไหมล่ะครับ ถ้าท่านยืนยันสิ่งที่ ท่านพูดว่าเมื่อมี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วรัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ไปจนถึงปี ๒๕๖๐ จะต้องปรับลด การขาดดุลงบประมาณเท่าไร และหลังปี ๒๕๖๐ เป็นต้นไปรัฐบาลต้องจัดงบสมดุล ผมเชื่อว่า ท่านไม่กล้าเขียน ผมเชื่อว่าในที่สุดท่านก็จะไม่ดำเนินการตามนี้ครับ แล้วในที่สุดการกู้เงิน เงินคือเงินนะครับ ผสมกันแล้วผมว่าในที่สุดเราไม่ได้กู้มาทำโครงการเหล่านี้หรอก เราสามารถ ทำโครงการเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องกู้ แต่ที่ท่านกำลังกู้มานี้เพื่อที่ท่านจะทำโครงการอื่น ๆ ที่มันไม่ค่อยคุ้มค่าได้ต่อไป พวกผมจึงไม่เห็นด้วยในแง่มุมของวินัยการเงินการคลังที่จะรับ หลักการกฎหมายฉบับนี้

ประการที่ ๒ ที่ท่านใช้วิธีการกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนอกงบประมาณ มันเป็นปัญหาเรื่องระบบการตรวจสอบและความโปร่งใส ถามว่าทำไมครับ พี่น้องประชาชน ฟังข่าวเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้บางคนก็สับสนนะครับ เพราะว่าบางวันรัฐบาลก็บอก กฎหมายนี้มีเอกสารตั้ง ๒๐๐ กว่าหน้า จริง ๆ แล้วกฎหมายนี้มีทั้งสิ้นแค่ ๔ หน้านะครับ ที่เป็นเนื้อกฎหมายบวกกับบัญชีแนบท้ายอีก ๒ หน้า อีก ๒๐๐ กว่าหน้าที่ท่านให้มาเป็นซีดี (CD) หรือเป็นเล่มไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกฎหมาย และไม่เหมือนเอกสารประกอบงบประมาณ ที่มีสถานะรับรองเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายงบประมาณที่ท่าน ต้องนำเสนอ ดังนั้นเวลาพวกเราดูโครงการต่าง ๆ ๒๐๐ กว่าหน้า เราแปรญัตติอะไรไม่ได้ เลยนะครับ เรามีแค่ ๒ หน้าที่บอกครับ เช่นเรารู้แต่เพียงว่าใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนา ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนรูปแบบ การขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า ถ้าจะแปรญัตติก็แปรได้ยอดรวม ตรงนี้ครับ เราตรวจสอบไม่ได้เลยนะครับ ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเลยว่าที่ท่านจะไป สร้างถนน ที่ท่านจะไปสร้างรถไฟกิโลเมตรละกี่บาท เพราะเราแปรญัตติไม่ได้ นี่คือความต่าง ระหว่างการอยู่ในระบบงบประมาณกับการอยู่ในตัวกฎหมายที่ให้อำนาจท่านไปกู้เงิน ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ ถ้าเรื่องนี้อยู่ในระบบงบประมาณแต่ละปี เพราะโครงการเหล่านี้ ใช้งบประมาณหลายปี กลับมาผู้แทนของประชาชนก็จะตรวจสอบท่านได้ ตกลงโครงการนี้ มันไปถึงไหน ทำแล้วท่าทางมันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่ดีตัดได้ เปลี่ยนได้ หรือว่า มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรกันไปก็เปลี่ยนแปลงไปได้ครับ ผู้แทนประชาชน สภาแห่งนี้จะมีอำนาจ แต่พอท่านใช้วิธีกู้เงิน สิ่งเดียวที่เราจะได้ทำก็คือเราจะได้รับทราบว่า แต่ละปีท่านทำอะไร แต่เราจะไม่มีอำนาจตรงนี้เลยครับ ในการที่จะบอกท่านว่าโครงการนี้ ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ต้องตัด ต้องแก้แล้ว เพราะเราเพียงได้แต่รับทราบ ที่สำคัญครับ ความโปร่งใสที่ทุกคนเป็นห่วงก็คือปัญหาที่จะเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ว่าไม่สามารถ ตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้ก่อนแล้วก็คือปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง ผมไม่ได้ระแวง ผมยึดถือเอาจากประสบการณ์ของรัฐบาลชุดนี้ พวกผมเคยฟังวันที่ท่านนายกรัฐมนตรียืนขึ้น ตรงนี้แล้วบอกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ขอไปเพื่อที่จะฟื้นฟูน้ำท่วมโดยไม่มีรายละเอียด ในที่สุดแล้วจะมีระบบให้เปิดโอกาสให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใสได้ สุดท้ายภาคประชาชน ภาคเอกชนที่เขาไปสร้างภาคีเครือข่ายกับพวกผมไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้จนกว่าท่านได้ ใช้เงินไปแล้ว และผลที่เห็น ผลที่เกิดก็คือที่เราอภิปรายไม่ไว้วางใจไปตัวอย่างเดียวก็คือ โครงการขุดลอก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดปัญหาการทุจริตมากมาย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเชิงความโปร่งใส ปรากฏว่าอะไรครับ ประมูลวิธีพิเศษยกเว้นระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งหมด เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่ต้องห่วงเรามีระเบียบพัสดุใช่ไหมครับ ท่านจะกรุณาสั่งให้มีการเขียนลงในกฎหมายได้ไหมครับว่าทุกโครงการตามกฎหมายฉบับนี้ ต้องดำเนินการตามระเบียบพัสดุ จะไม่มีการไปออกมติคณะรัฐมนตรียกเว้นระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้างเหมือน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าอย่างนี้ จะน่าเชื่อถือมากขึ้นครับว่าระดับความโปร่งใสจะเป็นแบบเดียวกันกับระบบงบประมาณ นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ต้องขอท้วงติงไว้ในเรื่องของปัญหาความโปร่งใสถัดจากประเด็นในเรื่อง วินัยทางการเงินการคลัง

ประการที่ ๓ ถัดมาครับ ผมก็คงจำเป็นจะต้องพูดว่าโครงการที่มีการพูดกัน มากมายตกลงมันเป็นไปตามที่รัฐบาลโฆษณาไว้ไหมว่ากำลังจะเชื่อมไทยสู่โลก ผมเริ่มง่าย ๆ จากโครงการรถไฟความเร็วสูงครับ วันที่พวกผมทำงานกันเรื่องนี้ที่ไปเจรจา เริ่มต้นเจรจา จะเป็นกับประเทศจีนที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ เขาศึกษาความคุ้มค่าของโครงการ ผมเชื่อว่า ท่านทราบเขาจัดลำดับความสำคัญหรือความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการอย่างไร กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ อันดับต้น ๆ ครับ ถัดมากรุงเทพฯ-หนองคาย แล้วถัดมาจึงเป็นกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ถามว่าเราอยากจะเชื่อมโลก เราอยากจะเชื่อมอาเซียน เราต้องไปเชื่อมเขาที่ไหนครับ ๑. เราต้องไปเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศจีนกำลังสร้าง ลงมาถึง สปป. ลาว ถึงเวียงจันทน์มาจ่ออยู่ตรงจังหวัดหนองคาย ๒. เราต้องไปเชื่อมประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกำลังจะทำรถไฟความเร็วสูงระหว่างประเทศสิงคโปร์กับประเทศมาเลเซีย เข้ามาเราต้องไปเชื่อมเขาที่ปาดังเบซาร์ ๓. เราต้องพยายามเชื่อมรถไฟเรากับทวาย ผมไปชม นิทรรศการผมพูดกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านคงจำได้ รถไฟทวายไม่มีในนี้ ปาดังเบซาร์ถึงหัวหิน จังหวัดหนองคายถึงโคราชนะครับ เราเชื่อมอย่างไรครับ ผมหลับตานึกภาพ คนอยากนั่งรถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีนถึงประเทศสิงคโปร์ตามฝันของพวกเรา แต่ตามแผน รัฐบาลนั่งรถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีนมาถึงจังหวัดหนองคาย เปลี่ยนขึ้นรถไฟปกติ ที่จังหวัดหนองคายมาที่โคราช ขึ้นรถไฟที่โคราชเป็นรถไฟความเร็วสูงไปลงที่หัวหิน แล้วค่อย กลับมาขึ้นรถไฟที่ไม่ความเร็วสูงจากหัวหินลงไปปาดังเบซาร์แล้วค่อยไปขึ้นรถไฟความเร็วสูง ไปประเทศสิงคโปร์ นี่หรือครับเชื่อมโลก ผมสนับสนุนทุกเส้นทางละครับ แต่รัฐบาลต้องตอบว่า ในทางยุทธศาสตร์การเชื่อมโลกกับพัฒนาทางเศรษฐกิจเหตุใดกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จึงต้องมาก่อน กรุงเทพฯ-หนองคาย ทำไมกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จึงต้องมาก่อนกรุงเทพฯ-ทวาย หรือแหลมฉบัง-ทวาย ทำไมกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จึงต้องมาก่อนกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ และประเด็นอย่างนี้ครับที่เราพิจารณาไม่ได้เลยเพราะมันเป็นกฎหมายให้อำนาจกู้เงิน แล้วก็ไปบริหารกันเอง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับว่าหลายโครงการยังต้องไปประเมิน ในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน ผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างนี้เป็นต้นครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นบทเรียนมาแล้วนะครับ ไปให้เอกชนเขาเสนอแนวทางอะไรมา สุดท้ายบางโครงการเราบอกว่าทำไม่ได้เพราะว่าจะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายโครงการในนี้ ยังจะต้องมีการประเมินอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง แล้วอุปสรรคหลายเรื่องอย่างที่ผมกราบเรียน ไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินเลยครับ อย่างการพัฒนาด่านศุลกากรส่วนใหญ่ติดปัญหาเรื่องที่ดินครับ จะเวนคืน จะชดเชยผู้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ อย่างไร อย่างนี้เป็นต้นครับ ไม่ต้องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แก้ปัญหาอุปสรรคตรงนั้นได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ ที่ฝากไว้เป็นการเฉพาะก็คือภาคใต้ที่จะมี การพัฒนาท่าเรือ ๒ ฝั่ง ขอให้ชัดว่าเป็นการพัฒนาในระดับไหน อย่างไร เพราะพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ไม่ประสงค์จะเห็นอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมที่จะสร้างความเสี่ยงต่อทรัพย์สิน ที่สำคัญที่สุดของเขาคือธรรมชาติที่สนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อันนี้ก็ฝากเอาไว้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เวลาเราฉายภาพเหมือนที่เราเห็นเมื่อสักครู่นี้เราเห็นแต่ ความดีทั้งนั้นละครับ แต่ความจริงหลายเรื่องท่านต้องประเมิน ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่นี่ อยากนั่งรถไฟความเร็วสูงครับ ผมว่าชาวบ้านทุกคนก็อยากนั่ง แต่ถ้าบอกเขาว่าค่าโดยสาร รถไฟความเร็วสูงออกมามันเกือบเท่าค่าเครื่องบินต้นทุนต่ำ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีชาวบ้านกี่คน ที่จะสามารถใช้ได้ หรือที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าบ้านอยู่โคราชจะวิ่งมาทุกวัน ไม่ปฏิเสธเลยครับ ชั่วโมงกว่า ๆ นี้ก็น่านั่ง แต่ว่าโดยสารคุ้มค่าหรือเปล่าที่เขาจะนั่ง ความเป็นจริงเหล่านี้ต้องพูด เพราะเรามีโครงการในอดีตที่เราเห็นตอนนี้เราต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาใช่ไหมครับ แอร์พอร์ต ลิงค์ (Airport Link) แนวคิดดีไหม ดี มีรถไฟวิ่งจากสนามบินเข้ามาสู่ใจกลางเมือง ความเป็นจริง คนใช้ไม่เข้าเป้าเลยครับ วันก่อนเห็นข่าวใช้บริการเช็กอิน (Check-in) ที่สถานีมักกะสัน ๔ คน แต่เงินเหล่านี้คือภาระที่จะเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราทั้งสิ้น กระบวนการการประเมิน ความคุ้มค่าของการลงทุนจากนี้ไม่มีใครได้เกี่ยวข้องอีกแล้วนะครับ ถ้าเราอนุมัติการกู้เงิน แบบนี้เพราะทั้งหมดอยู่ในมือรัฐบาล สภาแห่งนี้ประชาชนไม่รู้จะเข้าไปร่วมอย่างไรจริง ๆ ครับ ผมเห็นหลายคนบอกว่าเป็นไปได้ไหมเราผ่านกฎหมายนี้ไปก่อนแล้วไปไล่ตรวจสอบกันว่า ทำแล้วมันดี ทำแล้วมันคุ้มค่า ทำแล้วไม่โกง ผมถามท่านว่าพวกผมจะตรวจสอบอย่างไรครับ พวกผมมีสิทธิอย่างเดียวคือการรับทราบว่าแต่ละปีท่านทำอะไร นี่คือประเด็นที่ผมจึงยืนยันว่า ในแง่ของการประเมินการจัดลำดับความสำคัญเรื่องของโครงการต่าง ๆ จึงเป็นปัญหาครับ ผมนึกถึงวันที่พวกเราทุกคนบอบช้ำมาจากปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลก็เอาความกลัวน้ำท่วม มาบอกเราว่าต้องอนุมัติให้ไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำฟลัดเวย์ (Floodway) ทำระบบ ป้องกันน้ำท่วมให้ทันก่อนฝนมา ปี ๒๕๕๕ ไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญอย่างนั้นด้วย วันนี้ปี ๒๕๕๖ แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้สร้างระบบต่าง ๆ ที่โฆษณาเอาไว้เลย แต่เดือนมิถุนายนนี้ ท่านต้องกู้เงินเพราะกฎหมายให้อำนาจท่านกู้ถึงเดือนมิถุนายนเท่านั้น ถ้าประสบการณ์นี้ มาเกิดขึ้นกับอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๗ ปีท่านก็ต้องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่รู้ว่าโครงการเหล่านี้ความพร้อมจะทำได้มากน้อยแค่ไหน มีปัจจัยอื่นอีกเยอะครับ เดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกอภิปรายว่าจะมีปัญหาอุปสรรคอะไร แล้วเราจะกู้มากองไว้เพื่อให้มี ภาระดอกเบี้ยให้กับลูกหลานเราทำไม

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้ายครับ ที่พวกกระผมบอกว่าวันนี้ ไม่สามารถรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ เป็นเรื่องหลักของประชาธิปไตย ผมกราบเรียนแล้วว่า ในอดีตการจะขอกู้เงินแบบนี้ก็คือทำไม่ได้ในระบบ งบประมาณชนเพดาน หนี้เกิดวิกฤติ มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลที่แล้วมีเงินกู้ตัวหนึ่ง ผ่านสภาในวาระแรกไปแล้ว แต่เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปล่อยกฎหมายทิ้งครับไม่ใช้ต่อ กลับมาใช้ระบบงบประมาณ เพราะหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือว่าอะไรที่เป็น ภาระกับพี่น้องประชาชน ผู้แทนของประชาชนมีสิทธิที่จะตรวจสอบ ก็อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ในระบบงบประมาณ วันนี้ถ้าสภาแห่งนี้อนุมัติกฎหมายแบบนี้วันข้างหน้าจะเป็นแบบอย่างไหมครับ ต่อไปรัฐบาลอาจจะเสนอกฎหมายงบประมาณมามีรายการเงินเดือนอย่างเดียว จะลงทุนอะไร ก็ไปออกกฎหมายกู้เงิน ส.ส. ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ โครงการอะไร อย่างไร จะไปเปลี่ยน ไปย้าย ไปโอนอะไรก็ไม่มีกฎหมายวิธีงบประมาณในการควบคุม ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาล ที่เป็นประชาธิปไตยเขาจะไม่ทำอย่างนี้ การทำอย่างนี้ถือเป็นการเลี่ยงระบบการถ่วงดุลอำนาจ และการตรวจสอบตามวิถีทางประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจากเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนมาทั้งหมด ผมยืนยันอีกครั้งว่าเราไม่รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ไม่รับไม่ใช่เพราะไม่ต้องการเห็นโครงการ เหล่านี้เกิดขึ้น ตรงกันข้ามเรายืนยันและได้พิสูจน์แล้วไม่ว่าจะเป็นทางการเงิน ทางกฎหมาย ทางการเมืองว่าโครงการทั้งหมดนี้สามารถทำได้อยู่ในกรอบของการบริหารงบประมาณ หรือจะเป็นงบประมาณขาดดุลก็เป็นการสร้างหนี้ที่อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ตามกฎหมาย วิธีการงบประมาณและกฎหมายหนี้สาธารณะ อย่าทำเหมือนหลังน้ำท่วมเลยครับ เอาภาพ สวย ๆ งาม ๆ มาฉายอนาคตบังหน้าเพื่อที่จะกู้มากอง กู้มาโกง เพิ่มหนี้ เพิ่มความเสี่ยง ให้กับประเทศ ๕๐ ปี ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือผลที่เราจะได้จากการอนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่โครงการทั้งหลายนั้นไม่มีหลักประกันครับ พวกผมไม่รับหลักการครับ ขอบพระคุณครับ