ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เปิดพรีเซนเทชันเพื่อสรุปโครงการและใช้เพาเวอร์พอยท์ บรรยายต่อ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อลดคอขวดและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางขนส่ง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ยังเสนอแผนการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ราง: รางถนน รางทางเรือ และรางทางน้ำ และเสนอแนวคิดการขยายรถไฟทางคู่ให้เป็น 2 เส้น 1 เมตร และรถไฟความเร็วสูง 2 เส้น 1.435 เมตร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ต่าง ๆ และกระจายความเจริญ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตเปิดวีดิทัศน์ประมาณ ๘ นาทีเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการ จากนั้นจะขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) บรรยายต่อครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ที่ฉายไปก็เป็น ภาพวีดิทัศน์สรุปนะครับ แต่ต้องขอกราบเรียนว่าที่เห็นตัวท่าอากาศยานสุวรรณภูมินี่เป็น การลงทุนของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้รวมอยู่ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เป็นแผนที่จะเริ่มทำในปีหน้าเลย ก็เพื่อความชัดเจนครับ ขออนุญาตเพาเวอร์พอยท์เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมจะขออนุญาต ลงในรายละเอียดนะครับ เพราะว่ากระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบตัวเอกสารประกอบการพิจารณา รวมทั้งยุทธศาสตร์ที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. นี้ ก็จะขออนุญาตชี้แจง ๔ เรื่องครับ
เรื่องแรก ก็จะขอสรุปเรื่องสภาพโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันของประเทศไทย ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร ต่อมาก็จะพูดถึงยุทธศาสตร์ที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. นะครับว่า ยุทธศาสตร์ ๓ ยุทธศาสตร์ที่เราจะใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น เป็นอย่างไร และมีโครงการอะไรบ้างนะครับ ประเด็นที่ ๓ จะขอพูดถึงโครงการสำคัญ ๆ ครับ เพื่อให้ท่านสมาชิกเข้าใจว่าที่จะทำไปนั้นมีอะไร และประโยชน์ที่ได้รับคืออะไร และอันที่ ๔ ก็คือจะสรุปประโยชน์ที่จะได้รับทั้งหมดในทุกภาคส่วน รวมทั้งวิธีการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ในความโปร่งใสของการดำเนินการนะครับ ขออนุญาตเพาเวอร์พอยท์เลยครับ ปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีทางหลวงเยอะครับ มีทางหลวง ทางหลวงชนบท ทางหลวงท้องถิ่นประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กิโลเมตร มีทางน้ำประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร ทางรถไฟ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร ท่าอากาศยาน ๓๘ แห่ง แล้วก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในระดับหนึ่งครับ แต่ถ้าดูการขนส่งแล้วนี่ครับ การขนส่งสินค้าในประเทศไทยนี่ครับ ๘๖ เปอร์เซ็นต์ขนด้วยทางถนน ๒ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ ขนด้วยทางราง แล้วก็ ๑๒ เปอร์เซ็นต์นี่ขนด้วยทางน้ำ ถ้าเราดูตัวเลขที่ทางกระทรวงคมนาคม สรุปมาทางถนนนี่แพงที่สุดครับ ๑.๗๒ บาทต่อตันกิโลเมตร ทางรางนี่ถูกมาเกือบครึ่งครับ ๙๓ สตางค์ต่อตันกิโลเมตร ทางน้ำสูงที่สุดครับ ๖๓ สตางค์ ต่อตันกิโลเมตร นอกจากนี้ทางถนนเองก็เป็นระบบที่มีมลภาวะสูงที่สุดครับ เพราะว่ามีการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง มีความเสียหายด้านถนนตามมา เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วตอนนี้ เราใช้การขนส่งที่แพงที่สุดเป็นการขนส่งหลักของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอย่างนี้ในอนาคต ผมคิดว่าเราคงจะแข่งขันกับต่างชาติเพื่อนบ้านเราลำบาก เพราะอันนี้คือต้นทุนของทุกคนครับ ถ้าดูต้นทุนโลจิสติกส์ (Logistics) ต่อจีดีพีก็เป็นตัวเลขที่ทั่วโลกใช้ครับ คำว่า โลจิสติกส์ ประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ การขนส่ง การบริหารจัดการ และการดูแลสินค้าคงคลัง ของประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ ๑๕.๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จีดีพีประเทศไทย ถ้า ๑๑.๕ ล้านล้านบาท ต้นทุน โลจิสติกส์แต่ละปีก็ประมาณ ๑.๗๕ ล้านล้านบาท ๑๕.๒ เปอร์เซ็นต์ถือว่าค่อนข้างสูงเทียบกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียประมาณ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์ ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลดตรงนี้ให้ได้อนาคตเราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน กระผม คิดว่าเป้าหมายอันหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. หรือว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้ก็เพื่อลดต้นทุน โลจิสติกส์อย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ถ้าคิดง่าย ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีก็ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ มูลค่าที่จะลดลงจากโลจิสติกส์ นี่เป็นแค่ ผลพวงทางตรงครับ แต่ผลทางอ้อมคือจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่จะมองประเทศไทย เป็นศูนย์กลางผลิตมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ต่อเลยครับ น้ำมัน เราใช้ พลังงานเท่ากับน้ำมันเทียบเท่าแล้ว ๗๑ ล้านตันน้ำมันต่อปี ประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ใช้ในการขนส่ง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ใช้ในการผลิต ซึ่งจริง ๆ แล้วการขนส่งไม่ได้สร้างมูลค่าให้สินค้าเลยแต่เรากลับไปใช้ พลังงานเท่า ๆ กับการผลิตเลยปีหนึ่งเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ครับคือจุดอ่อนของเรา ที่ต้นทุนในการขนส่งของเราสูง ต่อเลยครับ
ผลทางอ้อมครับ ผู้ที่เสียชีวิตจากทางถนนปีหนึ่งหมื่นกว่าคนทุกปีครับ พอวันสงกรานต์ทีเราก็ต้องมารณรงค์ทีเพราะว่าประเทศไทย สินค้า คน อยู่บนถนนทั้งหมด เราไม่ได้แยกสินค้าออกไป เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุทางถนนเป็นต้นทุนของทุกคนที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) ประมาณมาปีหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เราต้องใช้ไปกับค่าเสียหาย จากอุบัติเหตุผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ทุพพลภาพ ต่อครับ
นอกจากนี้มลภาวะที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง ตัวเลขของ อนามัยโลกปีหนึ่งก็เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่เราต้องสูดควันพิษในกรุงเทพมหานคร ไปกับรถติดควันพิษ นี่ไม่รวมสภาพทางจิตใจ สภาพความเครียดที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ ต่อครับ
ตัวนี้สำคัญครับ อันนี้ให้เห็นความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย เทียบกับทั่วโลก ของเราอยู่อันดับที่ ๔๙ ถ้าเทียบกับประเทศอินโดนีเซียเราอาจจะดีใจครับ เพราะประเทศอินโดนีเซียอันดับที่ ๙๘ แต่ว่าถ้าเทียบกับประเทศมาเลเซียอันดับที่ ๒๙ ครับ ประเทศสิงคโปร์อันดับที่ ๒ ครับ ถ้าเราไม่ทำอะไรผมเชื่อว่าเราจะร่นลงไปอีกครับ เพราะทุกคน เขาพัฒนา อันนี้เป็นหัวใจเลยครับว่ามันง่ายมากเลยครับที่เราจะไม่ทำอะไร เราบอกโอเค (OK) ก็อยู่ไปครบเทอม ๒ ปี ไม่ต้องทำอะไรก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่อนาคตมันไปไม่ได้ครับ อนาคตถ้าเกิดเราอยู่อย่างนี้คือเราถอยหลัง ต่อครับ
ถ้าดูแต่ละสาขาครับ ทางถนนอันดับที่ ๓๖ ทางรางแย่สุดครับอันดับที่ ๕๗ ทางน้ำอันดับที่ ๔๓ ทางอากาศดีหน่อยอันดับที่ ๒๘ เพราะฉะนั้นทางอากาศเขาเข้มแข็ง การท่าอากาศยาน การบินไทย วิทยุการบินแห่งประเทศไทย เข้มแข็งเขาดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นในโครงการนี้เราไม่ต้องกู้มาให้เขาดำเนินการ เขาใช้งบประมาณของเขาเอง รัฐวิสาหกิจดำเนินการได้ อนาคตเราก็หวังว่ารถไฟจะเป็นอย่างนั้นแต่เราต้องดูแลเขา ในช่วงแรกก่อน อันนี้ละครับคือจุดอ่อน ผมว่ารัฐบาลมองจุดนี้ไม่ใช่จุดอ่อนเรามองนี่คือ โอกาส ถ้าเราลงทุนได้อย่างเหมาะสม ได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมันจะพลิก ถ้าประเทศไทย เอาจุดอ่อนตรงนี้พลิกมาให้เป็นโอกาสทำให้เราเข้มแข็งขึ้นแล้วเราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอย่างสง่างาม จะเป็นสี่แยกของ อาเซียนได้อย่างเต็มที่ ต่อครับ
งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๔๕ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท แต่งบประมาณด้านการลงทุนสินทรัพย์ถาวรจาก ๑๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๒๖๔,๐๐๐ ล้านบาท อัตราส่วนลดลงด้วยครับ จาก ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในแต่ละปีงบประมาณรายจ่ายเรามีภาระที่ต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เราลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้อยลงทุกที ต่อครับ
รูปทางขวามือเป็นอัตราส่วนระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกับงบประมาณรายปี ตัวเลขที่ทั่วโลกมองว่าเหมาะสมในการดำเนินการด้านงบประมาณอย่างน้อย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องลงด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดสิ่งที่อยู่ในระยะยาว แต่ ๖ ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย ต่ำกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ทั้งสิ้นครับ บางปีลงไป ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่า ถนน ๔ เลน (Lane) ได้ทีละ ๑ กิโลเมตร ซ่อมถนนบางทีเส้นหนึ่ง ๑๐ ปียังไม่เสร็จ ก็เพราะว่า การพึ่งพาระบบงบประมาณมีจัดความสำคัญและเป็นการวางแผนในปีต่อปี เพราะฉะนั้น ถ้าอย่างนี้ปุ๊บเราคงแข่งขันกับต่างชาติลำบากครับ แล้วถามว่าอะไรคือโจทย์ที่เราต้องดู ใน ๗ ปี ใน ๑๐ ปีที่จะมาถึง
อันแรก คือการเชื่อมโยงทั้งในประเทศแล้วก็กับเพื่อนบ้าน เพราะเราจะเป็น ศูนย์กลางของเออีซี เออีซีจะมาอีก ๓ ปีข้างหน้า เราต้องปรับรูปแบบการขนส่ง เราจะพึ่ง ทางถนน ๘๖ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมไม่ได้แล้วครับ เพราะต้นทุนเราจะสูงกว่าเพื่อนบ้าน เราต้องเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางขนส่งครับ เราไม่สามารถจะมีคอขวดทางถนน ๔ เลน มาเป็น ๒ เลน แล้วก็มาเป็น ๔ เลน ๒ เลนตลอดเส้นทางครับ เราไม่สามารถให้กรุงเทพฯ เรารถติด ๒ ชั่วโมงอยู่บนถนนโดยไม่มีระบบขนส่งมวลชนให้ประชาชน อันนี้คือคอขวด คือความไม่คล่องตัว ซึ่งเหมือนเส้นเลือดอุดตันครับ มันก็จะพาให้ร่างกายไปไม่ได้ด้วย ต้องยกคุณภาพชีวิตของประชาชนครับ ให้ประชาชนลดอุบัติเหตุ ลดมลพิษ และกระจาย ความเจริญสู่ชนบท สร้างโอกาสให้กับประชาชน อันนี้คือโจทย์ที่เราต้องทำ เราต้องทำครับ ถามว่ารัฐบาลแถลงอะไรไว้กับรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ เราจะพัฒนาระบบราง เราพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนการขนส่ง สร้างความสะดวก ในการขนส่งหลายรูปแบบ พัฒนาระบบรางทางคู่รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน แล้วก็กรุงเทพฯ ไปถึงระยอง เร่งรถไฟฟ้า ๑๐ สาย พัฒนาการขนส่งทางน้ำ พัฒนาท่าอากาศยาน ทั้งหมดนี้อยู่ในนโยบายที่เราได้สัญญากับ รัฐสภาเอาไว้ แล้วที่เรามาออกร่าง พ.ร.บ. นี้ตรงตามที่เราพูดไว้ทุกอย่างครับ โครงการที่อยู่ ในเอกสารประกอบการพิจารณาก็คือโครงการที่เราได้แถลงไว้แล้ว เพราะฉะนั้นก็ตรงกัน ทุกโครงการก็อยู่ในนี้หมด
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นี่คือประเทศไทยครับ เราคือสี่แยกอาเซียน เราเชื่อมทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเหนือผ่าน สปป. ลาว เข้าประเทศจีน เมืองคุนหมิง ผ่านประเทศเมียนมาร์เข้าประเทศจีน ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ประเทศเมียนมาร์ ประเทศไทย สปป. ลาว ประเทศเวียดนาม ทางด้านทิศใต้ ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ลงไปล่างก็คือประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ออกท่าเรือได้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยคือจุดศูนย์กลางครับ แต่ถ้าจุดศูนย์กลางเป็นจุดศูนย์กลาง ที่มีความเชื่อมโยงไม่ดีไม่มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะได้โอกาส ได้ประโยชน์ แล้วพาทั้งภูมิภาคไปด้วยกันความเชื่อมโยงต้องเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นเราต้องทำวันนี้ครับ บางคนบอกว่ารอไปก่อนอีก ๑๐ ปีคงไม่ไหวครับ แล้วก็ไม่มีใครเขารอเราด้วยครับ ในแนวคิดเราก็ต้องมีการกำหนดจุดครับ ก็จะมีกำหนดจุดที่เรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลาง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าฮับ (Hub) แต่ละจังหวัดในแต่ละภูมิภาคก็จะมีจุดศูนย์กลาง เพื่อให้เรากำหนดการเชื่อมโยงได้ถูกต้อง แล้วก็มีจังหวัดชายแดน จังหวัดย่อย โครงข่าย ต้องเชื่อมโยงกันหมด เพราะฉะนั้นตัวเส้นเลือดใหญ่ต้องเชื่อมจุดศูนย์กลางก่อน แล้วก็ มีถนนรองเชื่อมจังหวัดย่อย แล้วก็มีเส้นเลือดฝอยที่ลงไปถึงประชาชนในท้องถิ่นร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ จะเน้นเฉพาะเส้นเลือดใหญ่ ตัวที่เป็นกระดูกสันหลัง ตัวที่เป็นของสำคัญจริง ๆ ส่วนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปกติจะเป็นเส้นเลือดฝอยที่ลงไปยังท้องถิ่น ถนนลาดยาง ถนนไร้ฝุ่นที่จะปรับ จากถนนที่เป็นลูกรังมาเป็นคอนกรีตหรือเป็นยางมะตอย ในแต่ละพื้นที่จะอยู่ในงบประมาณปกติ เพราะว่าตัวเส้นเลือดใหญ่เราได้ปลดมาอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดที่ลงเส้นเลือดฝอยก็จะอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ๒ อันรวมกันก็จะเป็น ภาพรวมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่ลงไปถึงพื้นที่พี่น้องประชาชนในทุกตำแหน่ง
เราเอายุทธศาสตร์ของชาติ ๔ อันมาปรับเป็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน ก็จะมี ๓ ยุทธศาสตร์ง่าย ๆ ครับ อันแรกคือการปรับวิธีการขนส่ง ก็คือ จากรถ เป็นราง หรือเรือ อันที่ ๒ ก็คือความเชื่อมโยง เชื่อมโยงในประเทศ แล้วก็เชื่อมโยง ต่างประเทศ อันที่ ๓ คือความคล่องตัว ลดปัญหาติดขัดคอขวด เราก็จะมี ๓ ยุทธศาสตร์ ที่อยู่ในเอกสารแนบท้ายร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ก็จะมียุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ผมขอลงรายละเอียดแต่ละยุทธศาสตร์เลยนะครับ
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็จะมี ๓ แผนงาน แผนงานแรกก็คือจะต้องทำทางรถไฟ ให้ดีขึ้น ก็คือต้องปรับทางรถไฟเดิมที่เป็นทางเดี่ยว ทั้งหมดมี ๔,๐๐๐ กิโลเมตร มีทางเดี่ยว ๓,๗๐๐ กิโลเมตร ปรับเป็นทางคู่มี ๑๑ โครงการทำเครื่องกั้น ปัจจุบันรถไฟชนรถตลอด เพราะไม่มีเครื่องกั้น มีทางลักผ่าน ๒,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ ทำเครื่องกั้นปรับปรุงอาณัติสัญญาณ ทำสะพานอุโมงค์ ๑๐๘ แห่ง ทุกจุดมีอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณา ทุกจุดมีรายละเอียด ครบถ้วนว่าทำที่จุดไหนบ้าง จุดที่มีปริมาณการจราจรเกิน ๑๐๐,๐๐๐ คันต่อวัน ทำจุดอุโมงค์ผ่าน ทำสะพานนะครับ เพราะรถไฟไปอย่างเดียวถ้าไม่ปรับจุดตัดก็จะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย
อันที่ ๒ ก็คือพัฒนาท่าเรือ เราต้องการให้ขนทางเรือมากขึ้น ก็มีท่าเรือ ๔ แห่ง ท่าเรืออ่างทอง ท่าเรือชุมพร ท่าเรือสงขลา ๒ แล้วก็ท่าเรือปากบารา แล้วก็มีการเพิ่มการขนส่ง ในแม่น้ำป่าสักโดยทำเขื่อนเพื่อให้สามารถขุดลอกโดยตลิ่งไม่พัง
อันที่ ๓ ก็คือพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างสาขา คือต้องมีสถานีกระจายสินค้า ๑๕ แห่ง ปัจจุบันเราไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างรถไฟกับทางถนน ต่อไปจะต้องมาอยู่ที่จุดเดียวกัน เพื่อให้บางส่วนไปถนน บางส่วนไปรถไฟ แล้วก็จะพัฒนารถไฟอีก ๑ สาย สั้น ๆ บ้านภาชี มาที่นครหลวง ปัจจุบันท่าเรือนครหลวงเป็นท่าเรือหลักที่ขนสินค้าหนัก ๆ ลงมาที่สีชัง ที่แหลมฉบัง แต่ไม่มีรถไฟไปถึงครับ ขาดไปนิดเดียวครับไม่กี่กิโลเมตร ทำตรงนี้เชื่อมเสีย ต่อไปรถไฟ ก็จะเชื่อมน้ำ ถนนเชื่อมน้ำ ถนนเชื่อมรถไฟ ก็จะเป็นการขนส่งหลายรูปแบบอย่างสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ อันนี้คือความเชื่อมโยงหรือที่ภาษาอังกฤษ ขออนุญาตเรียกว่า คอนเนคทิวิตีก็จะมีเชื่อมโยงใน ๒ มิติ มิติ ๑ คือเชื่อมโยงเพื่อนบ้านก็จะมีการทำด่านศุลกากร ๔๑ ด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกสินค้าและคนข้ามแดน สร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายกระจายสินค้าที่เชียงของครับ อันนี้สำคัญเพราะว่าเชียงของจะเป็นเส้นนอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (North South Corridor) ที่จะผ่านเชียงของ ห้วยทราย ขึ้นไปทางคุนหมิง สะพานจะเปิดกลางปีนี้ที่จะทำให้เราเชื่อม กรุงเทพฯ-คุนหมิงได้ ทำศูนย์กระจายสินค้าที่เชียงของเพื่อรวบรวมกระจายสินค้า
แล้วก็มีพัฒนาทางหลวงเชื่อมด่าน ๑๑ แห่ง ทางหลวงเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชื่อมแหลมฉบัง แล้วก็เชื่อมท่าเรือเชียงของ พัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงในประเทศแล้วก็ต่อภูมิภาค ก็มีรถไฟความเร็วสูง ๔ เส้นทาง เดี๋ยวกราบเรียนรายละเอียดอีกทีครับ รถไฟทางคู่เส้นใหม่ ๒ เส้นทางไปทางเหนือกับทางอีสานกลาง แล้วก็มีทางหลวงมอเตอร์เวย์ (Motorway) ๓ โครงการ อันนี้เพิ่มความเชื่อมโยงในประเทศแล้วก็ต่อเพื่อนบ้าน
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เป็นเรื่องการสร้างความสะดวกในการเดินทาง จะมี ๒ แผนงาน อันแรกเน้นในกรุงเทพฯ เป็นหลัก คือพัฒนาระบบรถไฟฟ้า ๑๐ สาย ก็เพิ่มเติมจำนวนเส้นทาง เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ลดการใช้รถยนต์แล้วก็มาใช้ขนส่งมวลชนให้มากขึ้น ลดปัญหา การจราจรติดขัด แก้ปัญหามลพิษ
อันที่ ๒ ก็เป็นการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ อันนี้สำคัญ เพราะว่าทางหลวง ๔ เลน ที่เรามีไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ทำไม่เสร็จครับ ขาดอีก ๑,๖๐๐ กิโลเมตร เติมเต็มให้หมดครับ เพื่อให้การขนส่งไม่มีคอขวด ๔ เลนเดิมที่สร้างตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ หลายเส้นไปทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ลงภาคใต้ สภาพทรุดโทรมหมด ซ่อมใหม่ ๒๓๕ จุดครับ ซ่อมเพื่อให้ไม่เกิดคอขวด ไม่เกิดปัญหา แล้วก็จะมีการสร้างทางเลียบชายฝั่งตะวันตกก็เป็นรอยัล โคสต์ (Royal coast) เพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดเพชรบุรีลงมาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปด้านล่าง ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร อันนี้คือยุทธศาสตร์ทั้ง ๓ ก็จะมีการแบ่งงบประมาณตามรูปแบบ ส่วนใหญ่เราจะลงไปที่ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เยอะเพราะเป็นตัวเชื่อมโยง
ทีนี้ถ้าเกิดพูดรายยุทธศาสตร์อาจจะฟังแล้วไม่ค่อยเห็นภาพ ถ้าเผื่อเราแยก เป็นรายสาขาจะดูง่ายขึ้น ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลย ถ้าเกิดเราเอาจากยุทธศาสตร์มาจัดกลุ่มใหม่ เป็นราง รางเราจะลงเยอะครับ ลงประมาณ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ก็เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยง การลดต้นทุน ถนนก็ยังจำเป็นอยู่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ทางเรือประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ แต่ทางเรือที่ว่าไม่ต้องลงทุนมาก เพราะว่าเส้นทางเป็นเส้นทางธรรมชาติเราไม่ต้อง พัฒนาเส้นทาง เราใช้เส้นทางน้ำมีขุดลอกบ้าง เราพัฒนาเฉพาะตัวท่าต้นทางปลายทาง แล้วก็ มีทำด่านศุลกากร ๔๑ แห่ง ฉะนั้นโครงการที่สำคัญ ผมขออนุญาตกราบเรียนรายละเอียด เพื่อท่านสมาชิกจะได้เข้าใจว่าตัว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะลงไปที่ไหนบ้าง
อันแรกก็เป็นที่เราพูดกันเยอะครับ รถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้วก็รถไฟทางคู่ รูปนี้เห็นแล้วก็น่ากลัวครับ มันคือจำนวนผู้โดยสารรถไฟต่อปี แกนนอนเป็นปีครับ แกนตั้ง คือจำนวนผู้โดยสาร ในปี ๒๕๓๓ เรามีคนใช้รถไฟ ๘๕ ล้านคนต่อปี แต่พอไล่มาถึงปี ๒๕๕๔ เหลือ ๔๕ ล้านคน มันควรจะกลับทางกัน แต่ประเทศไทยคือเราลดลงเรื่อย ๆ เพราะว่า เราละเลยรถไฟมานาน รถไฟควรจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ให้พี่น้องประชาชน แต่เรากลับไม่ได้ลงทุนเลย รถไฟเรามี ๔,๐๐๐ กิโลเมตร มีทางรางคู่ทางอีสานอยู่แค่ ๓๐๐ กิโลเมตร ที่เหลือเป็นทางเดี่ยวครับ นี่ครับสภาพรถไฟปกติเป็นเรื่องที่ผมว่าพี่น้องประชาชนชินครับ ก็คือว่าอุบัติเหตุตกราง สภาพรางไม่ดี รอหลีกรถไฟช้า ส่วนสำคัญมาจากการที่เราละเลยไม่ได้ลงโครงสร้างพื้นฐาน มาเป็นระยะเวลานานแต่เราพลิกโฉมได้ครับ ผมเชื่อครับ คนรถไฟมีศักยภาพเราลงไปสัมผัส ด้วยตัวเองมาหลายครั้ง ถ้าเราลงทุนที่เหมาะสมผมเชื่อว่าไปได้ ทีนี้ต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่ง ระหว่างรถไฟความเร็วสูงกับรถไฟทางคู่ รถไฟทางคู่คือรถไฟที่มีขนาดราง ๑ เมตร ซึ่งรถไฟ ที่เรามีอยู่นี้ที่มีเป็นทางเดี่ยว ๔,๐๐๐ กิโลเมตร เราเอามาเพิ่มให้เป็น ๒ ทางรถมันจะได้ สวนกันได้ไม่ต้องรอหลีกเพิ่มความเร็วได้ ถามว่าทำไมใช้มีเตอร์เกจ (Metre gauge) ก็ต้อง เรียนว่ามีเตอร์เกจเป็นรางปกติเป็นรางประเภทหนึ่งในโลกยังใช้อยู่ทั่วโลก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของทางรถไฟในโลกเป็นมีเตอร์เกจ ที่สำคัญเพื่อนบ้านเราทั้งหมดเป็นมีเตอร์เกจ สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เป็นมีเตอร์เกจครับ ขนาดความกว้าง ๑ เมตร เพราะฉะนั้นอันนี้เราจะทำนุบำรุงรางเดิมแล้ว ก็เพิ่มให้เป็นทางคู่อันนี้ทั่วประเทศ ส่วนรถไฟความเร็วสูงนี้มันจะวิ่งด้วยความเร็วสูงคือ ๒๕๐ กิโลเมตรขึ้นไปต้องวางรางใหม่เป็นรางที่มีความกว้างขึ้น เรียกว่าสแตนดาร์ดเกจ (Standard gauge) ความกว้างประมาณ ๑.๔๓๕ เมตร เราก็จะวางทางอยู่ในเขตทางเดิมนี้ แล้วในทางรถไฟที่มีความกว้าง ๘๐ เมตรก็จะมีทางคู่ ๒ เส้น ๑ เมตร แล้วทางรถไฟความเร็วสูง ๒ เส้น ๑.๔๓๕ เมตรวิ่งไปในแนวทางเดียวกัน แต่รถไฟความเร็วสูงวิ่งเร็ว ๒๕๐ กิโลเมตร อาจจะถึง ๔๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบางประเทศ เป้าหมายหลักของรถไฟความเร็วสูง คือผู้โดยสารที่ต้องการความเร็ว กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ๓ ชั่วโมงนิด ๆ นักท่องเที่ยวหรือเป็น สินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น ผลไม้ราคาแพงจากจังหวัดเชียงใหม่อยากจะส่งมาขายกรุงเทพฯ ก็สามารถส่งมาทางรถไฟความเร็วสูงได้ ๓ ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ยังสดอยู่ หรือสินค้าอุตสาหกรรม ตามเส้นทางฮาร์ด ไดรฟ์ (Hard drive) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่จังหวัดลำพูนมีมูลค่าขนส่ง ทางรถไฟความเร็วสูงได้ ส่วนรถไฟทางคู่ก็จะเป็นทางเลือกของสินค้าหนัก สินค้าที่มีน้ำหนัก เช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาล หรือผู้โดยสารที่ไม่ต้องการความเร็วมาก เป็นการเชื่อมระหว่าง อำเภอกับอำเภอ แล้วก็เป็นตัวที่นำผู้โดยสารมาให้รถไฟความเร็วสูงครับ เพราะรถไฟความเร็วสูงนี้ จะจอดห่างกันครับ สถานีต้อง ๑๐๐ กิโลเมตรขึ้นไปมันก็เป็น ๒ ระบบ ซึ่งประกอบกันได้ มีภาพรวมที่สมบูรณ์ แล้วก็จะไม่เกิดความขัดแย้งด้านความเร็วต่อกัน จะเหมือนในประเทศญี่ปุ่น เลยครับ ประเทศญี่ปุ่นก็จะมีราง ๑ เมตร บวกกับรถไฟชินคันเซ็น แต่ต้องเรียนว่าแนวคิด ของเราคือว่ารถไฟความเร็วสูงมันไม่ใช่แค่เอารถไฟไปวิ่งครับ มันคืออนาคตเลยครับ เป็นตัวที่กระจายความเจริญจากกรุงเทพมหานครออกไป จะมีโอกาสเกิดขึ้น จะมีเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามเส้นทาง สินค้าราคาสูงสามารถนำมาขึ้นรถไฟความเร็วสูง มีเมืองใหม่ มีนิคมอุตสาหกรรมใหม่ มีมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ เกิดตามเส้นทาง โอกาสจะกระจายไปยังพื้นที่ ต่าง ๆ ผมว่าอันนี้คือตัวสำคัญ รถไฟความเร็วนี้อย่างน้อยที่เราใช้ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๑ คัน รับได้ ๑,๐๐๐ คน เท่ากับรถบัส ๒๕ คัน แต่ว่าอันนี้ไปกลับได้เร็วกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าไปจังหวัดเชียงใหม่วิ่งไปกลับได้อีกเที่ยวหนึ่งนี่รถบัสจะไปแค่ครึ่งทางเองครับ อันนี้ความจุ ผมว่าเท่ากับรถบัสอาจจะ ๕๐ คัน หรือ ๗๕ คันเลยด้วยซ้ำ เท่ากับเครื่องบินแอร์บัสเอ ๓๘๐ ๒ ลำ เครื่องบินโบอิ้ง ๗๓๗ ๕ ลำ เพราะฉะนั้นถ้าเราวางรากฐานตรงนี้ไว้มันก็จะเป็นตัวสำคัญ ที่จะนำความเจริญ นำโอกาสไปสู่ภูมิภาค นี่ครับจะไปเชื่อมแหล่งวัตถุดิบ เชื่อมเขตอุตสาหกรรมใหม่ เชื่อมเมืองใหม่ด้วยรถไฟความเร็วสูง สินค้าก็ได้เป็นเหมือนเครื่องบินเลย ใส่เป็นตู้มา แล้วก็เลื่อนเข้า สินค้ามูลค่าสูงก็ใช้ขนทางรถไฟความเร็วสูงได้มีอยู่ที่ในทวีปยุโรปแล้วที่เรียกว่า เป็นคาร์เรกซ์ (Carrex) แนวทางนี้คืออนาคตที่มองไว้เครือข่ายเต็มประเทศ แต่ในร่าง พ.ร.บ. นี้ เราจะเน้น ๔ เส้นทางก่อน ก็คือกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ โดยทั้ง ๔ เส้นทางนี้จะมีการศึกษารายละเอียดทำอีไอเอ (EIA) เส้นทาง แต่ในการลงทุนก่อสร้างในระยะแรกนี่ตามกรอบเวลากับกรอบงบประมาณก็ต้องเรียนนะครับว่า อย่างน้อยกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-โคราช กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน จะอยู่ในงบก่อสร้าง ส่วนระยะต่อไปก็ขึ้นกับสภาพว่าเราจะเอาฟันดิง (Funding) จากไหน อาจจะมีการร่วมทุน มีรายได้ตรงไหนมาก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ว่าในกรอบเวลากับเรื่องของงบประมาณที่เรา จัดสรรระยะแรกก็จะเป็นที่ได้กล่าวไปครับ แต่นโยบายคือต้องเชื่อมจังหวัดหนองคาย เชื่อมปาดังเบซาร์เพราะว่ามันจะต่อไปถึง สปป. ลาว แล้วก็ถึงประเทศมาเลเซียได้นะครับ
นี่ครับความเร็วกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ถ้าเป็นขบวนด่วนหยุดน้อยหน่อย ก็สัก ๒ ชั่วโมง ๕๐ นาที กรุงเทพฯ-หนองคาย ๒ ชั่วโมงครึ่ง กรุงเทพฯ-โคราช ชั่วโมงนิด ๆ ต่อไป ก็ซื้อบ้านอยู่โคราชแล้วก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ เย็นก็นั่งรถไฟกลับบ้าน มันจะเป็นการกระจายโอกาส ลดความแออัด มีคนถามว่าทำไมไม่รอให้เมืองมันโตก่อนแล้วค่อยทำ รถไฟเป็นตัวนำเมือง ถามว่า ทำไมเมืองในประเทศไทยไม่โตเหมือนกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งก็เพราะการเดินทางไม่สะดวก เพราะฉะนั้นทำให้ทุกอย่างกระจุกอยู่ที่รอบ แต่ถ้ามันกระจายสะดวกมันจะกระจายออก เหมือนในต่างประเทศพอเย็นก็นั่งรถไฟออกไปอยู่ชานเมือง มีบ้าน มีพื้นที่ มีสวนสาธารณะ โอกาสกระจายออกไปครับ
เรื่องมลภาวะก็ดีมากเพราะว่าใช้ระบบไฟฟ้านะครับ เทียบกันแล้วก็น้อยกว่า รถยนต์เกือบ ๓ เท่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยกว่าเครื่องบินประมาณ ๕ เท่า การใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย จากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ๑ คนใช้ไฟประมาณ ๑๕ หน่วย หรือว่า ประมาณ ๕๐ กว่าบาท เพราะว่ามันใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพใช้มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ
อันนี้คือทางเดี่ยวหรือทางคู่ ทางเดี่ยวทางซ้าย อนาคตทางคู่ เรามีแผนอยู่แล้วครับ ๓ ระยะ ๑๕ ปี เพราะฉะนั้นเราจะเลือกตัวสำคัญ ๆ มาทำให้เสร็จภายใน ๖ ปี เพราะฉะนั้น ทางคู่แทนที่จะรอ ๑๕ ปีกว่าจะเสร็จ เราก็ลุยเลยครับเพราะถือว่าเป็นตัวสำคัญ ในระยะ ๑ ระยะ ๒ นี่ทำเกือบครบทั้งหมด แล้วมีระยะ ๓ ที่สำคัญเพิ่มมา อันนี้ก็อยู่ในแผนที่อยู่ใน เอกสารประกอบการพิจารณาครับ
รถไฟใหม่ ๓ เส้นทาง ก็จะมีอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ ต่อไปที่ สปป. ลาว ที่เมืองห้วยทราย เส้นอีสานกลางคือ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร เชื่อม สปป. ลาว ที่สะหวันนะเขตไปจังหวัดนครพนม เชื่อม สปป. ลาวที่ท่าแขก อันนี้ก็จะมีการเชื่อมโยงด้วย รถไฟขนาด ๑ เมตร แล้วก็มีชุมทางบ้านภาชี-นครหลวง เพื่อเชื่อมท่าเรือ
รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน นี่เราคงเจอทุกวัน แล้วพี่น้องประชาชนไม่มีทางเลือก เพราะว่าเราไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ปัจจุบันความเร็วเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ผมว่า ๖ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แถว ๆ นี้ ๖ กิโลเมตร ออกไปสัก ๑๕ กิโลเมตร รถไฟฟ้าประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมงครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดเราพัฒนารถไฟฟ้าเป็นกากบาทเหนือ ใต้ แล้วก็มีตัวเสริม ด้านใน แล้วเมืองก็จะเป็นจุดตามสถานีรถไฟฟ้า ปัจจุบันมี ๘๐ กิโลเมตรที่วิ่งอยู่ ใช้เวลา ๑๐ ปี ๘๐ กิโลเมตร ก่อสร้างอยู่อีก ๑๐๐ กิโลเมตร อนาคตที่เราวางแผนไว้ระยะยาวก็จะมี ทั้งหมด ๔๖๔ กิโลเมตร แต่ว่านั่นก็คือมีระยะ ๑ ระยะ ๒ ต่อไป ที่จะทำในร่าง พ.ร.บ. นี้ ก็เป็นโครงการที่อยู่ในท่อที่บางส่วนเตรียมพร้อมจะประมูลแล้วครับ อาจจะประมูลปลายปีนี้ ต้นปีหน้า ก็จะมีตามรายละเอียดที่อยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณา ก็มีชัดเจนว่าทำอะไร ไม่มีที่บอกว่าไม่มีรายละเอียด มีทุกเส้นทางที่อยู่
อันนี้อนาคตศูนย์กลางกรุงเทพฯ บางซื่อครับ ที่เป็นศูนย์กลางรถไฟความเร็วสูง รถไฟชานเมือง รถไฟใต้ดิน ก็จะเป็นศูนย์กลางใหม่แทนหัวลำโพง
โครงข่ายถนน เราก็จะมีโครงข่ายถนนที่ทำหลายอัน ขยายถนน ๔ ช่องจราจร ๔๕ โครงการ เพื่อให้ระยะ ๒ นี้เต็ม โครงการ ๑,๘๖๔ กิโลเมตร บูรณะถนนหลัก ๒๓๕ โครงการ ๒,๑๖๒ กิโลเมตร ทางหลวงพิเศษ ๓ เส้นทาง ๓๒๖ กิโลเมตร ที่ทำเสร็จสมบูรณ์คือ กรุงเทพฯ-โคราช มีทั้งเวนคืน ทั้งก่อสร้าง บางใหญ่ บ้านโป่ง เมืองกาญจน์ เตรียมเฉพาะ ค่าเวนคืนไว้ เพราะอาจจะให้มาพีพีพี (PPP) สำหรับโครงการนี้ ส่วนพัทยา มาบตาพุด เตรียมค่าเวนคืนให้ ส่วนค่าก่อสร้างใช้เงินของทางหลวงกองทุนที่เก็บได้จากค่าผ่านทาง มีการก่อสร้างทางหลวงสุวรรณภูมิ แหลมฉบัง เชียงแสน สนับสนุนพื้นที่ด่าน แล้วก็มีการทำ ถนนริมอ่าวภาคใต้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
ทางน้ำก็มีจังหวัดอ่างทอง แม่น้ำป่าสัก ท่าเรือชุมพร ท่าเรือสงขลาแห่งที่ ๒ ท่าเรือปากบารา แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องผ่านกระบวนการอีไอเอ เอชไอเอ (HIA) ตามขั้นตอนทุก อย่าง แล้วก็ส่งเข้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ แล้ว ครม. อนุมัติเป็นรายโครงการ นี่ผมจะสรุปเป็นรายภาค คือต้องเรียนว่าการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานนี่เราดูประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลักไม่มีการเลือกพื้นที่ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นตามแผนที่มีการพัฒนามานาน เพราะอย่างภาคอีสานก็จะมีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟสายใหม่ สีน้ำเงินทึบ ๆ คือถนน ๔ เลนใหม่ แล้วก็จะมีด่านที่เห็นเป็นกลม ๆ คือจุดที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็มีจุดเชื่อมต่อครบถ้วนนะครับ อันนี้ภาคอีสานก็จะมีรายละเอียดอยู่ซึ่งอยู่ในเอกสาร ประกอบการพิจารณา ภาคเหนือก็มีรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟสายใหม่ ด่านเชียงของ ด่านที่จังหวัดตาก อำเภอแม่สอดมีทำสะพานแห่งใหม่ ทำถนน ๔ เลนเชื่อม มีการปรับปรุง ถนนที่มีสภาพเสียหายสาย ๑ ที่ไปทางภาคเหนือบูรณะทั้งหมดนะครับ ต่อครับ ภาคกลาง ก็มีรถไฟความเร็วสูงออกไปเลย ๔ ทิศทาง รถไฟทางคู่ ปรับแหลมฉบัง ปรับท่าเรือ แล้วก็ ปรับสุวรรณภูมินะครับ ทางเข้าสุวรรณภูมิ ภาคใต้ก็มีรถไฟทางคู่วิ่งมาแล้วก็รถไฟความเร็วสูง มีการทำการศึกษาถึงปาดังเบซาร์ มีปรับปรุงด่านด้านล่าง มีถนน ๔ เลน มีถนนเลียบอ่าวไทย ภาคตะวันออกก็จะมีถนน ๔ เลนเชื่อมจังหวัดสระแก้วมาจังหวัดจันทบุรี ปรับปรุงตัวถนน ที่มีความเสียหายแล้วก็ปรับปรุงถนนรอบแหลมฉบัง
รถไฟกรุงเทพฯ ก็อย่างที่กราบเรียนไปแล้ว รถไฟที่อยู่ในเอกสารประกอบ การพิจารณานะครับ ถามว่าทำแล้วได้อะไร เราคาดการณ์ว่าต้นทุนโลจิสติกส์กับจีดีพีลดลง ๒ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นตัวเลขคร่าว ๆ ก็ประมาณปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สัดส่วนผู้เดินทางต่างจังหวัดแต่เดิมรถส่วนบุคคล ๕๙ เปอร์เซ็นต์ จะลดเหลือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้รถไฟมากขึ้น ความเร็วเฉลี่ยรถขนส่งสินค้าแต่เดิม ๓๙ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เพิ่มเป็น ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถโดยสาร ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มเป็น ๑๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง การขนสินค้าทางรางเราค่อย ๆ เพิ่ม ๒ เท่าก่อน จาก ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ทางน้ำจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ลดการสูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิง ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การเดินทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ แต่เดิมใช้อยู่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ของคนทั้งหมด รถเมล์ รถส่วนตัวจะเพิ่มเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มสินค้าด่านชายแดน อย่างน้อย ๕ เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย รถไฟเมื่อสักครู่ ๔๕ ล้านคนต่อปี อย่างน้อยต้องเพิ่มเป็น ๗๕ ล้านคนต่อปี พี่น้องช่วงสงกรานต์ก็ไม่ต้องมา บขส. แล้ว ขึ้นรถไฟสะดวกกว่าเร็วไม่ต้องรถติด การเดินทางในรัศมี ๓๐๐ กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานครด้วยรถไฟความเร็วสูงต้องไม่เกิน ๑ ชั่วโมงครึ่ง ปัจจุบันเราใช้เวลาอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง อันนี้คือผลด้านขนส่ง แต่ผลอย่างอื่นมันมีอีกมากมาย มหาศาลครับ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอื่น ๆ การสร้างเมืองใหม่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการกระจายโอกาสออก ลดมลภาวะ ลดอุบัติเหตุ การเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านและการพาภูมิภาคนี้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ถามว่าที่ผ่านมา มีคนคิดโครงการพวกนี้ไหม ต้องกราบเรียนว่าคิดมาหมดแล้วครับ โครงการพวกนี้ คิดมาหมดแล้วครับ ทางคู่ ครม. อนุมัติ ปี ๒๕๓๖ ก่อสร้างทางคู่ ๒,๗๔๔ กิโลเมตร วงเงินสมัยโน้น ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันทำไป ๓๐๐ กิโลเมตร และปัจจุบันมูลค่าก่อสร้างก็ไม่ใช่ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ มันก็เพิ่มไปไม่รู้กี่เท่า เพราะว่าสมัยนั้นไม่ได้ลงมือทำ อนุมัติ แต่ไม่ได้มีงบประมาณให้อันนี้คือปัญหา อนุมัติได้ แต่ว่าอนุมัติแล้วไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาทำ ไปเจียดงบประมาณก็ไปเจียดไม่ได้เพราะมันมีตัวอื่นที่ยืนขวางอยู่ รถไฟความเร็วสูงครับ ครม. วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ ริเริ่มความเร็วสูง กรุงเทพฯ หนองงูเห่า ระยอง ก็ไม่ไปไหน รถไฟฟ้า ปี ๒๕๔๗ อนุมัติ ๗ เส้นทาง ๒๙๑ กิโลเมตร ประมาณ ๑๐ ปีผ่านไปเปิดไป ๘๐ กิโลเมตร อันนี้ก็ถือว่าดีหน่อยครับ แล้วก็ก่อสร้างอยู่ ๑๐๙ กิโลเมตร ๔ ช่องจราจร ระยะที่ ๒ อนุมัติเมื่อปี ๒๕๓๘ เกือบ ๒๐ ปีแล้วครับ ระยะทางทั้งหมด ๗,๓๐๐ กิโลเมตร ปัจจุบันก็ยังขาดอยู่ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร อันนี้คือสิ่งที่เราคิด เราอนุมัติแต่เราไม่ได้ทำ มอเตอร์เวย์ ทางด่วน ๕ สาย ๕ เส้นทาง ๗๐๕ กิโลเมตร อนุมัติเมื่อปี ๒๕๔๐ ทำไปจริง ๆ แค่ ๒ เส้นทาง ๑๔๖ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นหน้าที่เราวันนี้คือต้องร่วมกันผลักดันความฝัน ความต้องการของประเทศชาติ ให้เป็นจริง ผมว่าเรื่องนี้ต้องกราบเรียนว่าไม่ใช่เป็นประเด็นทางการเมือง ผมต้องกราบเรียน ในส่วนตัว มันคือเรื่องความต้องการของประเทศชาติครับ มันง่ายมากที่จะไม่ทำอะไร ๒ ปี ง่ายครับ ทำสิเหนื่อยสุด ๆ ยืนยันครับ แต่ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำ ก็มีแผนอยู่ใน เอกสารประกอบการพิจารณาว่าจะทำโครงการไหน ปีไหน มันมีตัวบาร์ชาร์ท (Bar chart) อยู่ ผมทอนมาอันไหนที่เริ่มได้ปีนี้ปีหน้าก็เริ่มเลยครับ เพราะว่าบางโครงการที่มันมีการศึกษา อีไอเอแล้ว เอชไอเอแล้ว ผ่านได้ก็เอาเข้า ครม. อนุมัติได้เลย เพราะฉะนั้นตามท่อนี่เราทำไปเลย ถ้าร่าง พ.ร.บ. อันนี้ผ่านนะครับ ก็คิดว่าเราสามารถดำเนินการได้ เราก็มีแผนปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ มีโครงการชัดเจนอยู่ในเอกสารประกอบการพิจารณา ก็ต้องเรียนว่ามีรายละเอียด เพราะว่ามันไม่ใช่โครงการเพิ่งมาคิดกันเมื่อเดือนที่แล้ว มันคิดกันมาหลายปี มันอยู่ใน กระทรวงคมนาคมมานาน ทุกคนอยากทำแต่ไม่มีงบประมาณ ไม่มีทรัพยากรที่จะไปทำ ปี ๒๕๕๘ มีไปถึงปี ๒๕๕๙ คือแผนมีชัดเจนว่าทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ทีนี้จากที่เรา จัดนิทรรศการมา ประชาชนที่มาฟังเรา ๙๐ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับโครงการ เห็นด้วยว่าต้องลงทุน ประชาชนเขาเองก็เหนื่อยเต็มทนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็จะกังวลเรื่องความโปร่งใส ก็ต้องกราบเรียนว่า เราก็กังวลไม่แพ้กันเรื่องความโปร่งใส เพราะต่อให้โครงการดีขนาดไหนถ้ามีเครื่องหมายคำถาม เรื่องความโปร่งใสเราก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็มีการปรับปรุง ที่ผ่านมาผมว่ามีหลายกระบวนการ ครม. เองก็มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ นี่ครับ ปรับปรุงหลักเกณฑ์แนวทาง การปฏิบัติในการเปิดเผยราคากลาง ป.ป.ช. เองก็มีประกาศซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๖ นี้ เรื่องการแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายของนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับทางภาครัฐ อันนี้ก็เข้มข้นจะเอาเงินไปใช้ที่ไหนต้องแสดงหมด กระทรวงคมนาคมเองได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของกระทรวงคมนาคมตามนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ครับ แล้วกระทรวงคมนาคมก็มีการเอาระบบ ไอที (IT) สารสนเทศมาใช้ ต่อไปโครงการทั้งหมดต้องมีพิกัดจีพีอาร์เอส (GPRS) ขึ้นเว็บไซต์ (Web site) ความคืบหน้าต้องมาแสดงทุกเดือน ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบนะครับ เรามีการพัฒนาความร่วมมือกับภาคเอกชนในหลายภาคส่วนในการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันในรูปแบบของคณะทำงาน ผู้สังเกตการณ์ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราอย่าไปกลัวครับ ต้องมาร่วมกันเรื่องทุจริตคอร์รัปชันต้องมาช่วยกัน ตรวจสอบ ถ้าเรากลัวแล้วบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะเดี๋ยวจะโกง มันไปไม่ได้ครับ ถ้าพวกเรากังวลเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมีวิธีการมาช่วยกันตรวจสอบ มาช่วยกันเสนอแนะวิธี ที่สร้างสรรค์ เราพร้อมยินดีรับฟังครับ เราอยากให้ทุกอย่างก้าวเดินไปด้วยดีครับ ไม่มีใคร อยากโดนข้อหาเรื่องอื่นครับ ผมเชื่อครับ แต่ว่าถ้ามีอะไรมาคุยกัน เสนอแนะวิธีการ เรายินดี รับฟังทุกภาคส่วน ภาคประชาชนเป็นตัวสำคัญครับ แล้วพี่น้องประชาชนทุกคนก็เป็นห่วงเรื่องนี้ ทางรัฐบาล ทางกระทรวงคมนาคมเองก็เป็นห่วง และเรารับฟังทุกอย่างครับ ผมก็คงมีเรื่อง จะกราบเรียนในเบื้องต้นเท่านี้ครับ แล้วก็คงอยู่ด้วยกันอีก ๒ วันครับ แล้วเดี๋ยวมีอะไร ก็คงจะต้องขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม ขอบพระคุณครับ