ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พูดถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยมีแผนการลงทุน 2,000,000,000,000 บาท เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนา ระบบรางและด่านเข้าออกของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย ทันสมัย และรองรับการเติบโต เศรษฐกิจตามแนวชายแดน และส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกัน
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ได้นำเสนอหลักการและเหตุผล ตลอดจนรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ไปแล้วนั้น ดิฉันใคร่ขอถือโอกาสนี้ขอเวลาอันมีค่าของทางสภาในการที่จะได้อธิบาย ถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า แล้วก็รวมถึงการพัฒนา ให้ลูกหลานของเรานั้นมีอนาคตที่สดใสภายใต้โครงการการลงทุนเพื่ออนาคตไทยปี ๒๐๒๐ ในวงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพ รัฐบาลมีความจำเป็น ที่จะต้องเสนอการลงทุนขนาดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นไปนโยบายที่ดิฉันได้มี การแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ นี้ และเป็นไปตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตเริ่มด้วยการเล่าถึงปัจจัย ทางการเมืองภายหลังจากการเกิดปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในปี ๒๕๔๙ ว่า หลังจากปัจจัย ทางการเมืองที่มีปัญหาก่อให้เกิดความขัดแย้งนั้นประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตยก็ส่งผล ทำให้หลาย ๆ ประเทศนั้นเราไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ สิ่งที่มีผลกระทบก็คือเศรษฐกิจที่ถดถอยลง และเมื่อเราเทียบความสามารถและขีดความสามารถ ในการแข่งขันกับนานาประเทศนั้น เราก็จะเห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบ ๑ ทศวรรษ มิติการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของประเทศนั้นไม่ได้ถูกลงทุน ไม่มีการลงทุน อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้นทุนในการขนส่งของประเทศนั้นสูงถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้ ขีดความสามารถของเราในการที่จะแข่งขันกับนานาประเทศนั้นมีต้นทุนที่สูงขึ้น และภาระ ในการขนส่งทั้งหมดก็จะเน้นหนักในการใช้การขนส่งทางถนนเสียส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีผลทำให้ ปัญหาความแออัด การจราจร แล้วก็รวมไปถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนบนท้องถนนด้วย ถ้าเราไปดูในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งการจัดลำดับของ ดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ นั้น ขีดความสามารถของประเทศไทยในด้าน โครงสร้างพื้นฐานนั้นลดลงจากอันดับที่ ๔๒ มาเป็นอันดับที่ ๔๙ ซึ่งถือว่าหลังกว่าประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียด้วยซ้ำ ด้วยแนวคิดในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้อย่างแรก ต้องเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์การวางยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศในระยะยาว และจะทำให้ แผนการลงทุนต่าง ๆ นั้นมีแผนงานในการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแนวคิดในการลงทุนนี้ ต้องเป็นการมองระบบของการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งตั้งแต่ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ให้มีความสัมพันธ์กัน และให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนค่ะ ด้วยแนวคิด ในการลงทุนนี้ดิฉันขออนุญาตนำเรียนเสนอในแนวคิดเป็นแต่ละเรื่องดังนี้นะคะ
เรื่องแรก แนวคิดในการลงทุนเพื่อตอบโจทย์คอนเนคทิวิตี (Connectivity) หรือการเชื่อมโยงสู่เออีซี (AEC) เพื่อให้ประเทศไทยของเรานั้นได้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง ศูนย์การลงทุนสู่ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้าน การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งถือว่าหากมี การเชื่อมโยงนี้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานเราจะเชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจเดิมบวกกับการต่อยอด ฐานเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจากฐานประชากรทั้งหมดของประชาคมอาเซียน ๖๐๐ ล้านคนค่ะ นั่นหมายถึงการที่เราจะได้มีการสร้างเสริมรายได้ใหม่ ๆ และองค์ความรู้รวมถึงประชากร ที่จะเข้ามาร่วมทำการค้าขายแล้วก็ลงทุนกับประเทศไทยมากขึ้นนะคะ โดยมีการเน้นการพัฒนา ระบบรางเป็น ๒ ส่วนด้วยกันค่ะ ส่วนแรกคือระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งรถไฟรางคู่นี้จะสามารถเชื่อมต่อ ประเทศเพื่อนบ้านในระยะแรก และสามารถที่จะลดต้นทุนขนส่งในสินค้าประเภทหนัก สำหรับส่วนที่ ๒ ก็คือรถไฟความเร็วสูง รถไฟความเร็วสูงนี้เราก็จะเน้นในเรื่องของการเชื่อมโยง การขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูง สินค้าที่เน่าเสียง่ายที่ต้องใช้ระยะเวลารวดเร็วในการขนส่ง รวมถึงการเดินทางของพี่น้องประชาชนที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น การพัฒนาด่านเข้าออกของประเทศ แน่นอนจุดคอนเนคทิวิตีหรือการเชื่อมโยงนั้นก็ต้องมี การพัฒนาด่านเข้าออกของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย ทันสมัย และรองรับการเติบโต เศรษฐกิจตามแนวชายแดน ซึ่งวันนี้จำนวนอัตราการเติบโตเศรษฐกิจแนวชายแดนนั้นสูงขึ้น เราก็ อยากเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจแนวชายแดนนั้นเป็นการค้าที่มีความสมบูรณ์ แล้วก็เพื่อให้เกิด ความร่วมมืออย่างไร้พรมแดนของประชาคมอาเซียนในอนาคตที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนที่ ๒ การคำนึงถึงแนวคิดนี้ได้มองถึงการกระจายความเจริญและเพิ่ม คุณภาพชีวิตให้กับประชาชนคนไทยด้วยการมองการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่เพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชน นอกเหนือจากการเดินทางบนท้องถนน ก็จะมีทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือทางรถไฟ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้พี่น้องประชาชน สะดวกขึ้น เข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง และมีส่วนในเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย และร่นระยะเวลาการเดินทางพร้อมกับความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเช่นกัน การกระจาย ความเจริญ ซึ่งเราเน้นอยากจะเห็นการกระจายความเจริญที่กระจายจากหัวเมืองไปยัง ชานเมืองโดยเฉพาะในส่วนของภูมิภาค นั่นก็หมายถึงว่าการที่จะทำให้การลดความแออัด ของเมืองกรุง และสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในระดับภูมิภาคขึ้น และการเชื่อมโยงระดับ ภูมิภาคสู่ภูมิภาค ซึ่งตรงนี้จะเป็นการที่เราจะทำให้คนในเมืองกรุงนั้นได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความแออัด แต่ขณะเดียวกันเราจะมีส่วนในการเติมเต็มความเจริญให้กับพี่น้องประชาชน ในชนบทเช่นกัน เมื่อมีการเติมเต็มในส่วนนี้แก้ปัญหาความเจริญจากหัวเมืองกระจายเพิ่มในส่วน ของชานเมืองนั้นก็เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของประเทศว่าด้วยเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนา รวมถึงการกระจายรายได้ของประชากรอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
ส่วนที่ ๓ ก็คือแนวคิดในการสร้างความแข็งแรงทางเศรษฐกิจของประเทศ สู่ความยั่งยืน ซึ่งการสร้างความแข็งแรงนั้นก็มีความจำเป็นที่จะเชื่อมห่วงโซ่ของการผลิต เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการส่งออก ซึ่งจะเห็นว่าตลอดเวลา ที่ผ่านมานั้นเรามีอุตสาหกรรมต้นน้ำ มีแหล่งวัตถุดิบโดยเฉพาะภาคการเกษตรที่จะต้อง พัฒนามากขึ้นยังไม่ถูกเชื่อมโยงไปสู่แหล่งส่งออก แน่นอนต้นทุนค่าใช้จ่ายของพี่น้องเกษตรกร ก็จะใช้เวลานานและใช้ต้นทุนที่สูงขึ้น หากเรามีการเชื่อมโยงตั้งแต่ส่วนของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำนั่นหมายถึงเราเชื่อมโยงตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ สินค้าต่าง ๆ ไปยังส่วนกลาง ก็คืออุตสาหกรรมการผลิตหรือแปรรูป และไปยังปลายน้ำก็คือศูนย์การกระจายสินค้า และการส่งออกอย่างเชื่อมต่อกันนั้นก็จะทำให้ระยะเวลาต่าง ๆ นั้นรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน ในการขนส่งโดยรวม และที่สำคัญถ้าเป็นอาหาร อาหารก็จะสดขึ้นลดการสูญเสีย ซึ่งวันนี้ พี่น้องเกษตรกรใช้เวลาในการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำนั้นก็จะมี การสูญเสียมาก ถ้าลดในส่วนนี้ก็เท่ากับลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนชาวไทย และความรวดเร็วอาหารก็จะสดขึ้น ผู้บริโภคก็จะได้รับอาหารที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น และราคา ยุติธรรม รวมถึงการลดต้นทุนการขนส่งในภาคอุตสาหกรรมโดยรวมโดยเฉพาะอุตสาหกรรม การเกษตร
ส่วนที่ ๔ ก็คือหลักแนวคิดของการเชื่อมเมืองสู่การท่องเที่ยว ประเทศไทย ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนานาประเทศ จากที่ผ่านมานั้นการเชื่อมโยง ของแหล่งท่องเที่ยวเราเชื่อมจากกรุงเทพมหานครไปยังจุดท่องเที่ยวเมืองใหญ่ ๆ แต่เรายัง ไม่ได้เชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวเมืองใหญ่นั้นไปยังจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งวันนี้จะพบว่ามีสถานที่ ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงวัฒนธรรมอีกมากมายที่ไม่สามารถจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ เนื่องจากการคมนาคมขนส่ง โดยหลักการนี้เราจะเชื่อมเมืองต่อเมืองของการท่องเที่ยว เข้าด้วยกันจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และไปยังเมืองอื่น ๆ ใกล้เคียงนั่นจะทำให้รายได้ชุมชนบริเวณนั้นมีรายได้มากขึ้น และที่สำคัญนักท่องเที่ยว จะอยู่กับเรานานขึ้น ก็คือรายได้โดยรวมของประเทศจากการท่องเที่ยวและการบริการหรือสินค้า อุปโภค บริโภคต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย จากแนวคิดทั้ง ๔ ข้อนี้ก็ต้องส่งผลถึงแนวคิด ในเรื่องของภาพรวมของเศรษฐกิจว่าเศรษฐกิจในช่วงของการลงทุนอีก ๗ ปีข้างหน้านั้นก็คาดว่า ปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมแต่ละปีจะมีมูลค่าของจีดีพี (GDP) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ และอัตราการจ้างงานอีก ๕๐๐,๐๐๐ อัตรา ซึ่งจะส่งผลทำให้การสร้าง ความแข็งแรงและการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศและรวมถึงการลงทุนนั้นมีอนาคตต่อไป
ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ยังมีหลายท่านที่มีข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาล จึงต้องกู้เงินผ่านการออกพระราชบัญญัติแทนที่จะดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ดิฉันขอถือโอกาสนี้อธิบายดังนี้ค่ะ จากบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการที่ถูกระงับหรือถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัญหา การผันผวนทางการเมือง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และขาดการลงทุนที่ต่อเนื่อง ซึ่งระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นไม่สามารถเอื้อต่อการลงทุนที่เป็นโครงการใหญ่ ระยะยาวและต่อเนื่องตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราเห็นการลงทุนที่ต่อเนื่องต่างชาติหรือต่างประเทศ ที่จะมาลงทุนนั้นก็จะเห็นความเชื่อมั่นและสามารถที่จะวางแผนอนาคตในการพัฒนาต่าง ๆ ได้ เราจะเห็นว่าหลาย ๆ ตัวอย่างที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต อย่างเช่นตัวอย่างของการสร้าง สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งวันนั้นไม่มีใครทราบว่าปีที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวสูงขึ้น เป็นประวัติการณ์ สนามบินสุวรรณภูมิที่มีแผนในการพัฒนาต้องเร่งที่จะพัฒนาเร็วกว่ากำหนด นั่นคือเรากำลัง ขาดการมองไปข้างหน้า เรากำลังพัฒนาประเทศไล่หลังความเจริญค่ะ ดิฉันมองว่าโครงการ ต่าง ๆ เหล่านี้ นอกเหนือจากนี้เป็นโครงการที่เรียนว่าการลงทุนพื้นฐานนี้เป็นโครงการของ ประชาชนโดยแท้จริง เป็นโครงการที่สร้างอนาคตให้กับลูกหลานเราซึ่งเป็นโครงการที่เรา ไม่ควรจะถูกแปรเปลี่ยนตามสภาวะการเมืองที่ผกผัน โดยเฉพาะช่วงนี้มีความจำเป็นที่จะ ทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้นมีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกความมั่นใจ เพื่อเรียกการลงทุน และการสร้างความแข็งแรงของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนค่ะ
สำหรับการลงทุนภายใต้วงเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นนะคะ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมด้วยงบประมาณประจำปีและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง และเรา ยังมีโครงการในการเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนด้วยนะคะ ทั้งนี้ก็จะทำให้งบประมาณ ประจำปีนั้นสามารถที่จะนำไปดูแลช่วยเหลือประชาชนด้านสวัสดิการหรือโครงการในการเสริม ศักยภาพของพี่น้องประชาชนแล้วก็การพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมต่อไปค่ะ สำหรับการกู้นั้น ทางรัฐบาลมั่นใจค่ะว่าเรามีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เราจะเน้นในการกู้ระยะยาว เพื่อการลงทุนในโครงการระยะยาวเช่นกันค่ะ นอกจากนี้ตลาดตราสารหนี้ของไทย ก็มีสภาพคล่องที่สูงมาก ดังนั้นการกู้เงินของรัฐบาลที่จะทยอยกู้เงินใน ๗ ปีข้างหน้า ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทางการเงินค่ะ สำหรับเรื่องของความยั่งยืนของการคลังนะคะ ซึ่งในช่วงแรกการลงทุน หนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นอาจจะปรับตัวสูงขึ้น แต่โครงการเหล่านี้ ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพว่าโครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการที่สร้างรายได้อย่างครบวงจร ก็จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น จากจีดีพีที่เพิ่มขึ้นนั้นก็จะมีผลให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวลดลง เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นตลอดเวลาของโครงการนี้หนี้ของประเทศก็จะอยู่ในระดับที่สามารถ บริหารจัดการได้ นั่นคือต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งเราก็ยังมีช่องว่างอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีเพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังนะคะ ซึ่งได้มีการกำหนดให้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นสูงไม่เกินร้อยละ ๖๐ ถ้าเรารักษาอยู่ในระดับ ๕๐ นั้นเราก็จะ มีช่องว่างอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ภายใต้กรอบความยั่งยืนของกระทรวงการคลัง พร้อมกับเป็นการบริหารความเสี่ยงที่มีการกำหนดช่องว่างอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เพื่อที่จะรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดในอนาคตได้นะคะ แต่ที่สำคัญจากเหตุการณ์ในอดีตที่เห็นเมื่อมีการลงทุนพัฒนาแล้วโครงการต่าง ๆ สร้างวงจรเศรษฐกิจ ที่เจริญเติบโตขึ้น ถ้าท่านสมาชิกจำได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องภาวะหนี้ ไม่มีใครคิดว่า เมื่อก่อนที่เรามีปัญหาภาวะเศรษฐกิจเรื่องหนี้หรือแม้กระทั่งเรื่องของอุทกภัยต่าง ๆ นั้น วันนี้เศรษฐกิจของประเทศได้ฟื้นตัวกลับมาแล้ว แล้วก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อตอนที่เราเป็นหนี้ วันนี้เรามีการใช้หนี้ประเทศไทยมีการใช้หนี้เงินกู้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ก่อนกำหนด ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วค่ะ สำหรับเรื่องของความโปร่งใสนะคะ ดิฉันก็ขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องมีความโปร่งใสแล้วก็เข้มงวดกว่าโครงการเงินกู้หรือโครงการ ตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีค่ะ ทั้งนี้ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างก็ได้มีการกำหนดให้มีการปฏิบัติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพัสดุทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ หรืออีออกชัน (e-Auction) หรือระเบียบ ของหน่วยงานเจ้าของโครงการ รวมทั้งมีมติคณะรัฐมนตรีให้ประกาศราคากลางไว้ในทีโออาร์ (TOR) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อความโปร่งใสมากขึ้นค่ะ ทั้งนี้ก็เป็นระเบียบเดียวกับ การใช้จ่ายของงบประมาณรายจ่ายประจำปีนะคะ และนอกจากนั้นในส่วนนี้เองเราก็ได้ มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติบัญชีแนบท้ายและเอกสารประกอบที่ชัดเจนอย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อนค่ะ และได้มีการเผยแพร่เอกสารประกอบที่เป็นรายละเอียดของโครงการทุกโครงการ ให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบแล้วนะคะ สำหรับการพิจารณาโครงการ เราก็ได้มีการให้คณะกรรมการในการพิจารณาดูแลและตรวจสอบโครงการ รวมถึงหน่วยงานสำคัญ ๆ หลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ๓ หน่วยงานหลักร่วมกัน พิจารณารายละเอียดในการทำหน้าที่ดูแลและตรวจสอบในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรนั้นก็สามารถ ที่จะตรวจสอบได้เช่นเดียวกับงบประมาณปกติค่ะ ผ่านคณะกรรมาธิการ ส่วนการรายงานนั้น ก็จะมีการรายงานต่อรัฐสภาแห่งนี้ถึงผลการดำเนินงานเมื่อมีการสิ้นปีงบประมาณตามที่มี กำหนดไว้อย่างชัดเจนนะคะ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลก็ได้มีการจัดกระบวนการที่จะรับฟังความคิดเห็น ของสาธารณะตั้งแต่แรกเริ่ม เรามีการจัดรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ในระดับชุมชนร่วมกับ ภาครัฐและเอกชน และประชาชนอย่างกว้างขวางนะคะ รวมถึงล่าสุดก็ได้มีการจัดนิทรรศการ เพิ่มความรู้ความเข้าใจกับสาธารณชนที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนนั้นได้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ และรัฐบาลก็ได้นำเอาความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้มาประกอบในการดำเนินงานต่อไปค่ะ ก็เรียน ยืนยันค่ะว่าโครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะต้องมีการติดตามและตรวจสอบเพื่อให้ โครงการนั้นสามารถบรรลุตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และที่สำคัญขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องมีความโปร่งใส ไม่เกิดทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ค่ะ ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉันขอยืนยันอีกครั้งค่ะว่าการดำเนินการของรัฐบาลนั้นเกิดจากเจตจำนงที่จะทำงานให้เป็นไป เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเพื่อให้ทุกท่านเกิดความมั่นใจว่าการลงทุนนี้จะทำให้ประเทศ ของเรานั้นได้ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในการขนส่งโดยรวมลง เพิ่มรายได้ขึ้นมาในส่วนตั้งแต่ระดับชุมชนและมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดีขึ้นค่ะ และที่สำคัญที่สุด ดิฉันไม่อยากเห็นการถกเถียงกันว่าโครงการเหล่านี้ ใครจะเป็นคนริเริ่ม ใครจะเป็นเจ้าของความคิดค่ะ แต่ดิฉันอยากเห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และประชาชนจะได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ และร่วมกันสร้างผลงานที่จะวางรากฐานอนาคต ของประเทศไทย และร่วมกันในการที่จะวางรากฐานเพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทยของเรา ต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ