กรณ์ จาติกวณิช หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติกู้ยืมเงิน 350,000 ล้านบาท โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดระเบียบว่าด้วยการพัสดุปี 2535 ให้เป็นกฎหมาย และไม่ให้โอนเงินกู้ที่จัดสรรไว้ไปให้กับโครงการที่ยกเลิก เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการลงทุนแทนการกู้ยืมเงินนอกระบบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธานครับ ครั้งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้ลุกขึ้นชี้แจงนั้น ผมก็ได้ตั้งความหวังไว้ว่าท่านจะลุกขึ้นยืนยันรับคำท้าทั้ง ๗ ข้อของผมในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่อยู่ แล้วก็ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่อยู่นะครับ แต่สุดท้ายแล้วท่านก็เพียงแค่พูดทำนองว่าทั้ง ๗ ข้อนั้นอยู่ในกฎหมายแล้ว ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่รัฐบาลจะต้องยืนยันตามคำท้าของพวกเรา แล้วท่านก็อ้างถึง ๒ มาตราโดยเฉพาะมาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖ ผมไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าสิ่งที่ท่านอ่านอยู่ในมือนั้นคืออะไร เป็นร่างพระราชบัญญัติ ฉบับเดียวกับพวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้มีอยู่ในมือหรือไม่ เพราะท่านอ่านมาตรา ๑๕ ทำนองว่า ให้บริหารจัดการโครงการและจัดสรรเงินกู้ตามวงเงินที่อนุมัติต่อไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ปี ๒๕๓๕ ทำนองคล้าย ๆ กับว่ามันอยู่ในกฎหมายแล้ว สิ่งที่เราขอให้ท่านบรรจุลงเป็นมาตราในกฎหมาย แต่ว่าในร่างที่พวกเราได้รับนี่นะครับ ไม่ได้เขียนไว้ตามนั้นเลย มาตรา ๑๕ เขียนว่าตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรี กำหนด และนี่คือปัญหา เพราะใน พ.ร.ก. กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดครั้งแล้วครั้งเล่าในการที่จะลดความเข้มข้นของระเบียบว่าด้วยการพัสดุปี ๒๕๓๕ เราจึงอยากให้ท่านบรรจุระเบียบแห่งนี้เป็นกฎหมายในมาตรา ๑๕ ในกฎหมายฉบับนี้เลย เพราะฉะนั้นที่ท่านอ่านนั่นอาจจะเป็นที่ข้าราชการแนะนำว่าจริงตามฝ่ายค้านว่า ถ้าต้องการ ความชัดเจน ความโปร่งใสในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง ควรที่จะบรรจุเรื่องนี้ลงไปในมาตรา ๑๕ แต่ ณ ปัจจุบันไม่มีครับ ส่วนมาตรา ๑๖ ที่ท่านบอกว่าก็นี่อย่างไรเขาเขียนว่า เมื่อแผนงาน ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าแผนงานนั้นมีเงินกู้เหลือจ่ายให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทำนองคล้าย ๆ กับว่าตามคำท้าที่ผมบอกว่า โครงการไหนไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายได้ตามตาราง ขอให้หมดสิทธิในการกู้ยืมผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ และโครงการไหนที่มีการยกเลิก ไม่ให้มีการโอนเงินกู้ที่จัดสรรไว้ให้กับโครงการนี้ไปให้กับโครงการอื่น แต่มาตรานี้ความหมาย เพียงแค่ว่าเมื่อดำเนินโครงการเหล่านั้นเสร็จสิ้นถ้ายังมีเหลือเงินทอน คือตั้งงบไว้ ๑๐๐ บาท ใช้ไปแค่ ๙๘ บาท เงิน ๒ บาทที่เหลือให้คืนเป็นเงินแผ่นดิน มันคนละประเด็นกัน เพราะฉะนั้น ในส่วนของตรงนี้ผมจึงขอยืนยันอีกทีนะครับว่าเรารอคำตอบจากทางรัฐบาล จากผู้ที่รับผิดชอบ รักษาการกฎหมาย ดูแลกฎหมายฉบับนี้ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งที่รู้เรื่อง ทางเศรษฐกิจกรุณามายืนยันว่าท่านพร้อมที่จะกระทำตามคำพูดของท่านหรือไม่ หรือว่า ทั้งหมดนี้ท่านจะทำให้ประชาชนเขาหลงคิดไปว่ากลุ่มท่านสุดท้ายแล้วก็คือดีแต่พูด
คราวนี้ท่านได้พูดถึงเรื่องของข้อบกพร่องของกฎหมายกู้ยืมพิเศษที่ผ่านมา ซึ่งผมอาจจะเหมารวมไปเลยถึงก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นไทยเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าการกู้ยืมนอกระบบงบประมาณ มีความเสี่ยงจริง การกู้ยืมนอกระบบงบประมาณถ้าไม่จำเป็นไม่ควรทำ และนั่นคือสาเหตุ ที่ในส่วนรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายแล้วว่า ณ วันที่เราออกพระราชกำหนด ไทยเข้มแข็งนั้นมีความจำเป็นอย่างไร มีความจำเป็นต้องชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ที่กำลังจะทะลุกรอบตามกฎหมาย ถ้าปล่อยให้ทะลุกรอบตามกฎหมายเราก็ไม่สามารถที่จะ เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายในปีนั้นได้ ข้าราชการก็จะไม่มีเงินเดือนใช้ พี่น้องประชาชน ไม่มีค่ารักษาพยาบาล นั่นคือสาเหตุจำเป็นที่เงื่อนไขทางกฎหมายบังคับให้เราต้องออก พระราชกำหนด ถ้าไม่จำเป็นเราไม่ออกหรอกครับ เพราะเรารู้ว่ามันมีข้อบกพร่องเมื่อเทียบกับ การเบิกจ่ายจาก พ.ร.บ. งบประมาณ และนั่นก็คือสาเหตุที่เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ พ.ร.บ. ที่ยังค้างอยู่ในระบบจึงมีมติ ครม. โดยท่านอภิสิทธิ์มีคำสั่งเองให้ถอนออกจาก การพิจารณาในสภา เพราะเราไม่อยากที่จะใช้เงินนอกระบบในกรณีที่ไม่มีความจำเป็น และอันนี้ก็คือสาเหตุครับว่าทำไมวันนี้เราถึงคัดค้านการออกพระราชบัญญัติกู้ยืมเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาล เพราะมันไม่จำเป็น ผมได้ชี้แจงแล้วและผมจะไม่พูดซ้ำ ว่าไม่มีความจำเป็นอย่างใด เพราะงบประมาณนั้นมีวงเงินเหลือเฟือให้ท่านสามารถที่จะนำ โครงการทุกโครงการเสนอให้มีการพิจารณาร่วมกันกับสำนักงบประมาณ แล้วก็มีการจัดสรร งบประมาณตามการเบิกจ่ายตามงวดงาน ตามแผนของท่านในทุกกรณี ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้นที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้ลุกขึ้นชี้แจงก่อนอื่นเลยนะครับ ท่านบอกว่าสาเหตุ ที่เอาเข้าระบบงบประมาณไม่ได้เพราะงบลงทุนมันน้อย งบลงทุนในแต่ละปีท่านบอก กี่เปอร์เซ็นต์ ๆ ของงบประมาณโดยรวมมันไม่เพียงพอต่อการรองรับการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งนี้ ผมเห็นด้วยครับ แต่ถามว่าทำไมงบลงทุนมันถึงน้อย และใครเป็นผู้กำหนดว่างบลงทุน ในแต่ละปีควรจะต้องเป็นเท่าไร รัฐบาลครับ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดว่าจะมีการจัดสรรงบลงทุน ในงบประมาณแต่ละปีนั้นในปริมาณเท่าไร ที่งบลงทุนมันน้อยพูดง่าย ๆ ก็เป็นเพราะรัฐบาล ท่านจัดสรรงบลงทุนให้น้อยเกินไป ถ้าท่านชัชชาติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ต้องการที่จะลงทุน ในระบบรถไฟความเร็วสูงท่านก็จัดสรรงบประมาณในส่วนของงบลงทุนให้เพียงพอต่อการรองรับ โครงการของท่านสิครับ ทำไมจะทำไม่ได้ นั่นคืออำนาจหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะมาอ้างว่างบมันน้อย ดังนั้นต้องไปกู้นอกระบบนั้นฟังไม่ขึ้นครับ งบมันน้อยเพราะท่าน ไม่จัดสรรงบประมาณให้ และถามว่าจัดสรรเพิ่มเติมในระบบงบประมาณได้หรือไม่ ผมได้ชี้แจงไปแล้ว แล้วจะไม่พูดซ้ำว่าได้ครับ เพราะฉะนั้นผมขอชี้แจงเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ