พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องโครงการมิยาซาวา ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับเงินกู้จากประเทศญี่ปุ่นเพื่อบรรเทาผลกระทบของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ พวกเขาขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในการสนับสนุนโครงการและขอเงินสนับสนุนเพื่อใช้ในการฝึกสอนและพัฒนาเยาวชนในโครงการ พวกเขายังตั้งคำถามถึงการใช้เงินมิยาซาวาในโครงการและว่าใช้จ่ายไปกี่หมื่นล้านบาท พวกเขายังตั้งคำถามถึงผลกระทบของโครงการต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ขอบคุณครับท่านประธาน ประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเคอิโซ โอบูชิ เลยแต่งตั้งนายคิอิชิ มิยาซาวา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เงินกู้จากประเทศญี่ปุ่นมาเพื่อโครงการบรรเทา ผลกระทบสังคมทั้งหลายจึงถูกเรียกว่าโครงการมิยาซาวา โครงการมิยาซาวาแท้จริงมาใช้เงิน อยู่เพียงแค่ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสารพัดอย่างเพื่อบรรเทาผลกระทบสังคม ผมจะขอ เพียงแค่หนังสือที่ผมร่วมกับท่านธารินทร์กับท่านอภิสิทธิ์ทำขึ้นมาในบางประการ เช่น ๑. ช่วยเหลือสนับสนุนโครงการไทยเที่ยวไทย ส่งเสริมรายการไทยเที่ยวไทย เพื่อฟื้น การท่องเที่ยวที่ตกต่ำและคนในภาคการท่องเที่ยว ฟื้นฟูพัฒนาอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยว ตามโครงการของซิป และทำโครงการอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) ท่านก็ทราบว่า ๓ โครงการดังกล่าวนี้ช่วยการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้มากมายแค่ไหน เงินส่วนหนึ่ง จ้างผู้ว่างงานจากวิกฤติเศรษฐกิจมาดำเนินการฝึกสอนและพัฒนาเยาวชนในโครงการ มพร. เงินส่วนหนึ่งจากจำนวนนี้แบ่งให้ผมรับผิดชอบในฐานะที่กำกับดูแลธนาคารออมสินไปทำ โครงการหลายเรื่อง และจ้างสร้างฝายน้ำ จ้างผู้ว่างงานในเขต กทม. ลงทุนราง สังคมภายใต้ธนาคารออมสิน ภายใต้โครงการซิป จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาเมืองในส่วนภูมิภาคภายใต้โครงการซิป ไม่ให้เสียเวลา ท่านประธานครับ เยอะแยะมากมาย โครงการส่วนหนึ่งที่ถูกต่อว่าก็คือว่าคนชนบทที่ว่างงาน กลับบ้านกลับท้องถิ่นจำนวนมาก พ่อบ้านกลับมาสู่ครอบครัวเจอลูกเจอเมียที่บ้านตัวเอง ว่างงาน งบประมาณก็ไปไม่ถึงเราเลยคิดว่าจ้างคนเหล่านี้ทำงาน แต่งานยังหาไม่ทันดีกว่าไป แจกเงิน ก็เลยจ้างคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปดายหญ้า ไปปรับภูมิทัศน์ ไปทำถนน ใช้เงินทั้งหมด เพียงแค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผลของการนี้พ่อแม่ลูกหุงข้าวหิ้วปิ่นโตไปทำงานตากแดด เหงื่อไหลไคลย้อยกลับมาตอนเย็นยิ้มแย้มแจ่มใสกอดกันทานข้าวด้วยกันว่าเราได้เงิน ด้วยการทำงานระหว่างพ่อแม่และลูก สิ้นเดือนมาได้เงินมาก้อนหนึ่งของพ่อสัก ๒,๐๐๐ บาท ของแม่สัก ๒,๐๐๐ บาท ของลูกสัก ๑,๐๐๐ บาท พ่อยื่นกลับไปให้แม่ว่าแม่เอาไว้ใช้ ในครอบครัวเถอะ แม่บอกว่าพ่อเอาไว้เถอะเผื่อไม่มีงานทำ พ่อก็บอกว่าลูกเอาไปโรงเรียนเถอะ ลูกก็ยกให้พ่อ นี่คือสภาพสังคมที่เกิดขึ้นที่ไม่สามารถใช้เงินกี่หมื่นล้านสร้างขึ้นมาได้ด้วยเงิน มิยาซาวา เรารู้ดีว่าไปตัดหญ้าไม่กี่วันหญ้ามันก็งอกขึ้นมาแต่สิ่งไหนทำให้คนสำนึก วันไหน พ่ออยากกินเหล้านึกถึงเงินจำนวนนั้นวันนั้นลูกเราเมียเรามาช่วยกันดายหญ้าถางหญ้า เพราะฉะนั้นเราจะเอาเงินนี้ไปกินเหล้าหรือ วันหนึ่งลูกอยากไปเสพยาขึ้นมานึกขึ้นได้ว่า เงินค่ายาเม็ดนี้เราพ่อแม่ลูกเคยทำอย่างนั้น เราทำอย่างนั้นไม่ได้ ท่านประธานครับ นี่คือ โครงการมิยาซาวา ผลของการใช้เงินมิยาซาวา สุดท้ายปรากฏว่าบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ท่านประธานครับ ผมเอาเพียงสั้น ๆ ผลออกมาธนาคารผู้ที่ออกเงินเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ว่าเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เจเอ็กซิม แบงก์ (JEXIM Bank) ไม่ว่าเอดีบี (ADB) ไม่ว่าทั้งหลายที่ร่วมสมทบเงินกู้ต่างลงความเห็นตรงกันว่า เป็นการใช้จ่ายเงินกู้มุ่งเน้นในพื้นที่เป้าหมายที่มีความยากจนและกระทบทางเศรษฐกิจ โดยตรงก่อให้เกิดผลมุ่งหมายบรรเทาผลกระทบสังคม ไม่ใช่ผลทางการเมืองอย่างเดียว ซึ่งจะใช้เงินสักกี่หมื่นล้านก็ไม่สามารถบันดาลผลเช่นนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นการใช้เงินมิยาซาวา ที่เป็นเงินกู้ที่ปลอดภัยได้ผลดีที่สุดในเชิงสังคมในประวัติศาสตร์อีกอันหนึ่งปรากฏ ตามรายงานทริส (TRIS) ท่านประธาน ผมติดต่อที่ทริสเมื่อเช้าต่อไปทางกูเกิล ผมขอรายงาน รับรองของทริสอันนี้เขาบอกว่าเนื่องจากเขาออกหนังสือรับรองนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ บัดนี้เกิน ๑๐ ปี ปี ๒๕๕๕ ตรงนี้มันไม่อยู่แต่ค้นดูได้นี่คือเรื่องบอกว่ามิยาซาวาเสียหาย พูดกันมานานเหลือเกินแล้วประวัติศาสตร์ถูกบันทึกผิดไปมันก็ผิดกันไปตลอดละครับ เหมือนที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์กู้ไอเอ็มเอฟ เรื่องแรกคือเรื่องมิยาซาวา ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ เรื่องบีไอบีเอฟผมไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง ๒ รอบครับ รอบแรกตั้งแต่ปี ๒๕๓๕-๒๕๓๘ เป็นข้าราชการการเมือง รอบหลังปี ๒๕๔๐ ปลายปีจนถึงต้นปี ๒๕๔๔ เมื่อไปที่กระทรวงการคลัง รอบแรกประเทศไทยเกิดวิกฤติสำคัญ ๒ เรื่อง เรื่องแรกในประเทศคือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เรื่องที่ ๒ ต่างประเทศคือเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซีย ฐานะการคลังของเรายับเยิน โดยที่เราไม่กล้าที่จะบอกใครทั้งสิ้นต้องเก็บทุกอย่างเป็นความลับ ก่อนที่พวกผมไปนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ท่านไปประชุมอาฟตา (AFTA) มา รับข้อตกลงแกตต์ (GATT) มาให้ ประเทศไทยเปิดเสรีในธุรกิจบริการด้านการเงินหมายถึงว่าจากปี ๒๕๓๕ ให้ต่างชาติทุกแห่ง มีสิทธิที่จะมาเปิดธนาคารในประเทศไทยเพื่อรับฝากเงินและปล่อยเงินกู้ทำธุรกิจภาคการเงิน โดยเสรี พวกผมมารับหน้าที่ปี ๒๕๓๕ คุณธารินทร์เดินทางไปพยายามเจรจาข้อตกลงพิธีสาร รอบอุรุกวัย ข้อตกลงกรรมสาร การเจรจารอบแกตต์ สารพัดเจรจาด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง สุดท้าย เราขอเพียงว่าสำหรับประเทศไทยในท่ามกลางวิกฤติที่ถาโถมทั้งในประเทศและต่างประเทศนี้ เราขอเพียงแค่ว่าเราให้ต่างชาติมาเปิดเพียงแค่บีไอบีเอฟก่อนซึ่งเรียกภาษาไทยว่า วิเทศธนกิจ คือต่างชาติเอาเงินมาปล่อยเมืองไทยได้แต่มารับเอาเงินจากเมืองไทยออกไปต่างประเทศไม่ได้ เราเปิดวิเทศธนกิจในกรุงเทพมหานคร ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่หาดใหญ่ ที่จังหวัดขอนแก่น ที่เมืองใหญ่ ๆ ไม่กี่แห่งครับ ท่านประธานครับ เรารู้ดีว่าวิเทศธนกิจการที่ต่างประเทศกำไร เยอะ ๆ มาปล่อยในเมืองไทยระวังว่ามันจะเป็นของแสลง ท่านธารินทร์ทำสมุดปกขาว เขียนข้อจำกัด ๕๘ ข้อในการที่เสมือนหนึ่งยาที่จะต้องกินเพื่อควบคุมมิให้เกิดกระทบในวัน ข้างหน้า เขียนเสร็จเมื่อปี ๒๕๓๘ กลางปี แต่ปลายปีเราแพ้เลือกตั้งครับ กลายเป็นรัฐบาล ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ทุกอย่างไม่ได้ทำ ทุกอย่างตรงกันข้าม จึงเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ วิเทศธนกิจพูดกันมากทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ทั้งใครต่อใคร วันนี้พูดกันในห้องนี้สักทีเถอะครับ ในประวัติศาสตร์ว่ามันคืออะไร มีที่มาอย่างไร สิ่งเหล่านี้ ผู้ยังมีชีวิตอยู่คือท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ท่านทราบดีว่ามาอย่างไร แล้วเราเจรจา กับต่างประเทศด้วยความยากลำบาก ขอผ่อนคลายเสรีการเงินจากที่เปิดธนาคารเสรี เต็มรูปแบบมาเหลือเพียงวิเทศธนกิจ วันนี้ท่านประธานเห็นไหมครับ ธนาคารไทยไม่เหลือเลย ธนาคารเกือบทุกแห่งชื่อต่างประเทศหมดเลยครับ ธนาคารต่างประเทศมาซื้อหุ้นในธนาคารไทย ทั้งปล่อยเงิน ทั้งฝากเงิน ทั้งหมดท่านประธานครับ นี่คือบีไอบีเอฟที่เมื่อสักครู่พาดพิงถึง
ท่านประธานเรื่องสุดท้ายครับ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดถึงเมื่อสักครู่ ดูเหมือนท่านจะพูดถึงเรื่อง ปรส. แต่เนื่องจากท่านพูดชื่อย่อภาษาอังกฤษ ผมก็เลยจับใจความ ไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ ผมเป็นรัฐมนตรีเดือนกันยายน ปี ๒๕๔๐ ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๔ เมื่อพวกผมเข้ารับตำแหน่ง ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ตอนนั้นสถาบันการเงิน ถูกปิด ๕๘ แห่ง ตั้งแต่ ๔๒ บวกด้วย ๑๘ ตอนนั้นล้มละลายไปแล้วหมดทั้งสถาบันการเงิน ทั้งสิ้นครับ แล้วก็ตอนนั้นเริ่มลดค่าเงินบาทกู้เงินไอเอ็มเอฟ พันธะของไอเอ็มเอฟก็คือ ประเทศไทย เมื่อกู้เงินในไอเอ็มเอฟต้องทำตั้งองค์กรกลางขึ้นมาส่วนหนึ่ง เพื่อทำกิจการ ๒ อย่าง ๑. คือ พิจารณาว่า ๕๘ สถาบันการเงินให้เปิดได้กี่แห่ง ยอมให้ฟื้นฟูเพียงกี่แห่ง ห้ามกระทรวงการคลังยุ่ง ห้ามรัฐบาลเกี่ยวข้อง เพราะความเสียหายของสถาบันการเงินทั้งหมดเกิดขึ้นจากฝ่ายการเมือง ณ ขณะนั้นคือที่กระทรวงการคลัง และองค์กรนี้มีหน้าที่ที่จะต้องจัดการกองทรัพย์สินทั้งหมดของ ๕๘ สถาบันการเงินและธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดที่เสียหายไปประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังกล่าวนั้น ห้ามกระทรวงการคลังเข้าเกี่ยวข้อง ให้เป็นหน่วยกลาง หน่วยงานนี้ ท่านประธานครับ ที่เรารู้กันว่า กองทุน ปรส. ซึ่งมีชื่อย่อภาษาอังกฤษของเขาเอฟไอดีเอฟ (FIDF) หน้าที่ของ ปรส. ก่อนที่พวกเราจะมาโดยพันธะของแอลโอไอ ๑ (LOI1) กระทรวงการคลังจะต้องตั้ง ปรส. ให้เสร็จสิ้น และสุดท้ายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ในรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ได้ออกกฎหมายตั้ง ปรส. ขึ้นมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ผมจำได้ เพราะหลังวันปิยมหาราช ๒ วัน วันปิยมหาราชเป็นวันหยุด วันต่อมาหลังจากนั้นก็เป็นวันอังคาร วันประชุม ครม. ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ รัฐบาลชวน หลีกภัย มา ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ครับ หลังจากนั้นหน้าที่ทุกประการของ ปรส. ถูกกำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกาตั้ง ปรส. นั่นละครับ คณะกรรมการไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำอะไรไม่ได้เลย ผลการทำงานของ ปรส. เอาเพียงข้อสรุปครับท่านประธาน ผลการทำงานของ ปรส. สุดท้ายแล้ว ปรากฏว่า ปรส. รวบรวมกองสินทรัพย์ ผมย้ำว่ากองสินทรัพย์นะครับ มีการไปบิดเบือนว่า เป็นกองทรัพย์สิน ไม่ใช่ทรัพย์สินครับ สินทรัพย์คือบัญชีหนี้เน่านะครับ กองสินทรัพย์ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จ่ายแบ่งกองทั้งหมดขึ้นมาแล้วขายออกไปทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ สรุปโดยท่านอัยการสูงสุดปัจจุบันนี้ทราบดีครับ คุณจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ผลการดำเนินงานของ ปรส. ได้เงินชำระแก่กองทุนฟื้นฟูและเจ้าหนี้ที่อื่นที่สุจริตประมาณ ร้อยละ ๓๙ ของมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด ไม่ใช่เอา ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาขายได้ไม่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ไม่ใช่ครับ ร้อยละ ๓๙ ไม่รวมส่วนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการบังคับคดี คือมีการฟ้องก่อน ปรส. มีการยึดทรัพย์ เช่นที่ดินรัชดาภิเษกเป็นต้น กองบังคับคดีขายที่ดินรัชดาภิเษกไปทีหลังก็ได้เงิน ๗๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่าไรก็แล้วแต่ ความเสียหายขณะนั้นเกิดขึ้น มันยังมีอีกตั้งแสนกว่าล้านบาทที่จะทยอยกลับเข้ามา เพราะฉะนั้นกระผมขอถือโอกาสนี้ครับ ท่านประธาน ผมจะมีโอกาสพูดในสภานี้สักกี่ครั้งผมก็ไม่ทราบ แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ ผิดแล้วมันจะผิดตลอด มันจะบิดเบือนกันไปตลอดเลย ปรส. เป็นการขายกองสินทรัพย์ และกองสินทรัพย์นี้ซื้อไปทั้งหมด ฝรั่งซื้อเพียงแค่ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นประเทศไทย เช่น ธนาคารธนชาต ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เช่นอะไรต่ออะไรทั่วไป จนเดี๋ยวนี้ หลายแห่งเป็นธนาคารขึ้นมา ต่างชาติซื้อไปเพียงไม่กี่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติไม่เอาหรอกครับ กองทรัพย์สินที่ซื้อแล้วจะต้องไปฟ้องร้องบังคับคดี และไม่ใช่เอาที่ดิน เอาสินทรัพย์ เอาทรัพย์สิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปขายได้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เอาหนี้เน่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปขายได้ทั้งหมด ๓๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมขอบพระคุณ ผมใช้เวลาเท่าไร หักผมพรุ่งนี้เถอะครับ ๑๗ นาที ขอบคุณท่านประธานครับ