เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติ กู้เงินนอกระบบ และอธิบายว่าพรรคเพื่อไทยมองการกู้เงินนี้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างงานและเพิ่มรายได้ของประชาชน
ขออนุญาตเรียน ท่านประธานนะครับ ท่านกรณ์เป็นคนบอกว่าไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ อันนี้ผมไม่ปฏิเสธ ท่านบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการกู้นอกระบบ เพราะสามารถกู้ในระบบได้ ผมก็บอกว่าในระบบ นี่มันไม่มีเงิน เพราะงบลงทุนมันมีน้อย เราจะลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไปรอทำตาม พวกท่านนี่มันไม่สามารถจะลงทุนครบวงจรตามที่บอกได้ ท่านบอกร่างพระราชบัญญัติ ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันไม่ขัด นายกรณ์นี่ละทำหนังสือหารือกฤษฎีกา และมีบรรทัดฐาน ๒ ฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกไม่ขัดเดี๋ยวจะอ่านให้ฟังว่ามันไม่ขัด ผมไม่ตอบอย่างนี้แล้วตอบอย่างไร เขาเรียกตอบหักล้าง พรรคการเมืองบางพรรค ผมเรียนอย่างนี้อาจจะตกใจ เพราะเรื่องนี้ มันเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งยิ่งใหญ่ บางพรรคกู้เงินมาก็เป็นโครงการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อยากได้เงินไม่มีโครงการ มีเงินแล้วค่อยคิดเอาอะไรไปใส่ ๆ แต่พรรคเพื่อไทยเขามีโครงการ แล้วเขาถึงกู้ ต้องเปิดใจให้กว้าง มุมมองทางหลักเศรษฐศาสตร์มันไม่เหมือนกัน พรรคเพื่อไทยเขามอง กระโดดครั้งนี้เป็นก้าวกระโดด เราคุยเราบันทึกว่าล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณามีรถไฟ ต่อมาล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ รัชกาลที่ ๘ จนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน พรรคเพื่อไทย ก็คิดว่าเราจะทำอย่างไรให้มีรายได้เข้าประเทศไม่ใช่เข้ากระเป๋าพรรคเพื่อไทย จึงกำหนดโครงการ ขึ้นมา ผมเรียนอย่างนี้เงินกู้ฉบับนี้ถ้าสำเร็จก็อยู่ที่อายุรัฐบาล ใครเป็นรัฐบาลก็ทำงานต่อไป ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนว่าถ้าฟังพรรคประชาธิปัตย์พูดผิดทุกมาตรา กฎหมายมี ๑๙ มาตรา เขียนหัว เขียนท้าย เขียนซ้าย เขียนขวา ปิดหน้า ปิดหลัง ทำอะไรไม่ได้เลยตามที่ท่านสงสัย ผมจะนำเสนอว่า ๑. สาระร่างของกฎหมาย ผมจะบอก ๑๙ มาตรามีอะไร ที่ท่านพูดที่บอก ถ้าเงินไม่ใช้จะเอาไปไหน เขาเขียนไว้ในมาตรา ๑๖ และอีกมาตราหนึ่งเงินที่เอามาใช้ใช้ไม่หมด ต้องคืนกระทรวงการคลังเท่านั้น และคนเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านอภิปราย อย่างนี้ได้อย่างไรเดี๋ยวผมจะลงรายละเอียด เขาเขียนไว้ชัด บัญชีแนบท้ายท่านก็บอก โอ๊ย ตายแล้ว ไม่มีอะไรเลยเดี๋ยวไปแยกแร่แปรธาตุเขามีไว้หมด ๓ ยุทธศาสตร์ เป็นเงินทั้งหมด ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีอีก ๒๙๐ กว่าหน้า ผมถามท่านประธานอ้ายนี่มันวาระที่หนึ่งแค่รับหลักการ คณะกรรมาธิการ วาระที่สอง ใครก็เข้าไปได้ โฆษกก็ผลัดกันแถลงอ้ายนี่ไม่ดี นี่วาระที่หนึ่งแค่รับหลักการกินไม่ได้ นอนไม่หลับมันเกิดอะไรขึ้นกับรัฐสภา มันเกิดอะไรขึ้นกับสภาผู้แทนราษฎร คำก็เสียงข้างมาก ไม่ยอมรับ อย่างนั้นก็จะเขียนไว้ทำไมในตำรารัฐศาสตร์ มาจอริตี ไรท์ (Majority right) ไมนอริตี รูล (Minority rule) เขาเขียนไว้ทำไม มันต้องยอมรับ ทีนี้ผมเรียนต่อนะครับว่า การมองการเมืองเรื่องเศรษฐกิจมันมองไม่เหมือนกันครับ อย่างพรรคประชาธิปัตย์มักจะมองว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเป็นประชานิยม แต่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มองอย่างนั้นมองนี่เป็นเรื่องเศรษฐกิจและมองเป็นการลงทุน มองคนละมิติ เรามองว่า นี่เป็นการลงทุนที่เราต้องดำเนินการให้ได้ ลงทุนคนมีงานทำ มีการสร้างงาน มีรายได้ มีเงิน จับจ่ายใช้สอย อาป๊า อาเฮีย อาม้า อาซ้อ ขายของได้ ขายของได้ก็มีเงินไปซื้อของ ก็มีเงิน เสียภาษีรัฐเก็บภาษีได้ ทำไมท่านไม่คิดกันบ้างครับ นี่คือมุมมองของท่าน และพรรคประชาธิปัตย์ มองนโยบายพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย โดยกล่าวหาว่าเป็นประชานิยม แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทยเรามองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เป็นการลงทุน สร้างงาน คนมีงานทำ ค้าขายได้ รัฐบาลเก็บภาษีได้ ประชาชนชอบใจจึงเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ต่อเนื่อง อ้าว ท่านก็มองต่อว่า เอ๊ะ แล้วอย่างนี้มันจะทำอย่างไรกันต่อไป พวกผมก็บอกอย่างนี้ ถูกแล้ว ต่อมาก็โครงการรถยนต์คันแรก ผมปราศรัยเองบอกพี่น้องที่เคารพพี่น้องลำบาก มานานแล้วเงินเดือนเท่านี้ ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวเกวียนละเท่านี้ ใครเป็นหนี้ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เตรียมพักหนี้ ๕ ปี ก็ปราศรัยเป็นนโยบาย แล้วบอกกับพี่น้องประชาชนว่าโครงการรถยนต์ คันแรกพรรคเพื่อไทยเห็นว่าต้องการยกระดับพี่น้องประชาชนในระดับรากหญ้าให้มีโอกาส ลืมตาอ้าปากประกอบกับน้ำท่วมท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่ละครับบอกว่าโรงงานผลิต มันจะหนีหมดแล้ว มันจะไปต่างประเทศหมดพวกผลิตรถยนต์ รัฐบาลเลยเอานโยบายรถคันแรกมา แอพพลาย (Apply) ใหม่บอกว่าต้องรีบจำหน่ายรถคันแรก พี่น้องประชาชนซื้อกันทั้งประเทศ นี่พวกท่านไม่รู้กันบ้างหรือนี่ ที่โรงงานรถต่าง ๆ เขาไม่ย้ายฐานไปเพราะนโยบายรถคันแรก ท่านก็ออกมาง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่มีเงินผ่อน ไม่มีเงินยึดมันก็มีบ้าง แต่โครงสร้างใหญ่ ๆ มันดี วันนี้โรงงานผลิตรถยนต์ไม่ย้ายเลย ถือว่าพรรคเพื่อไทยมองนี่เป็นการเพิ่มชนชั้นกลางก็คิดคนละมุม ท่านคิดของท่านแต่พวกผมคิด อย่างนี้ ต่อมาเมื่อเรามีนโยบายรถคันแรก ประชาชนซื้อรถเยอะโรงงานเขาบอก เอ๊ะ อย่างนี้จะไป อยู่ที่อื่นทำไม อยู่ประเทศไทยดีกว่า วันนี้นิ่ง นิ่งเลย ผมบอกท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าก็เอาเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาทำ ถูกยึดบ้างอะไรบ้าง วันนี้คนไทย เมืองไทยได้ความเชื่อมั่น จากนักธุรกิจนานาอารยประเทศจากนโยบายทักษิณคิด พรรคเพื่อไทยทำ ก็บอกกันตรง ๆ ไม่มีปัญหา ต่อมาเรามีความพร้อมเราจะเป็นผู้นำอาเซียนไม่ได้เข้าแค่เออีซี ต้องเป็นผู้นำอาเซียน ให้ได้จึงเป็นที่มาของโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรเราจะเป็นผู้นำอาเซียน ผมไปแก้ปัญหายาเสพติด ผู้นำประเทศจีนมาช่วยแก้ จับที ๔๐๐-๕๐๐ ล้านเม็ด ผมแก้ไม่ได้ แต่ผมรู้เขาแก้ได้ ผมรู้ว่าประเทศจีนมีอิทธิพลต่อประเทศพม่า ไปขอเขา ไปจับเขาให้ช่วยหน่อย เขาช่วยเต็มไปหมดนี่อย่างไรวิธีคิดแบบรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟใครจะใช้ ก็ช่างเถอะ ก็ไม่มีใครเอาเงินในกระเป๋าไปใช้ก็เงินหลวง ภาษีของท่าน เงินของท่านจัดสรรโดยเรา แต่โครงการที่สร้างความสั่นสะเทือนเอาไว้คือมิยาซาวาและบีไอบีเอฟ (BIBF) พีไอบีเอฟ (PIBF) ผมนี่ละพูดตรงนี้ ๒ ชั่วโมงครึ่งว่าเอาเงินเขามาโดยการลงทุนไม่มีความพร้อม บีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ สุดท้ายหายนะเป็น ปรส. ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมนี่ละ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมเป็นคนพูด พูดในสภาแห่งนี้ บีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ แต่ไม่ใช่ไอเอ็มเอฟ อินเตอร์เนชันแนล โมเนทารี ฟันด์ (IMF International Monetary Fund) ผมไม่ทราบ ใครใช้หนี้ผมไม่ทราบ แต่อยากจะบอกว่า ถ้าเป็นหนี้แล้วใช้หนี้มันดี ไปเป็นทำไม แต่บีไอบีเอฟ พีไอบีเอฟ เสียหาย ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. วันนี้ต้องเอาหนังเก่ามาเล่าใหม่ ผมถึงบอกว่าพรรคการเมืองบางพรรค มองการเมืองว่าพอเหรียญตกไปใต้โต๊ะ เหรียญบาทนะ ไปมองหาแล้วหาอีก ๆ สุดท้าย จุดแบงก์ ๕๐๐ หาเหรียญสลึงก็เสียไป ๕๐๐ แต่อ้ายนั่นพบว่าสลึงเดียว พรรคเพื่อไทยเขาจึง มีนโยบายชัดเจนว่าแนวคิดการล้างหนี้ของพรรคเพื่อไทยคือการหาเงินไปตามเงิน เอาเงินมาลงทุน ให้มันได้หนี้สินที่มีอยู่ก็จะหมดไป ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งการแก้ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือ การหาเงินไปตามเงิน กู้เพื่อขยายการลงทุน เมื่อเศรษฐกิจโตหนี้ก็หายไปเอง ผมไม่ได้ยิน ใครพูดสักคำว่าถนนหนทาง ว่าทางรถไฟมันดี ความเจริญมันเกิดขึ้นในภูมิภาค ที่ดินจะราคาแพง พูดบ้างไหม มันเป็นเนชันแนล แอสเสท (National Asset) อ้ายนี่ก็ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ อ้ายนี่ทำไมออกเป็นพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วทีท่านออกเป็นพระราชกำหนดละ ก็ได้ ก็ศาลบอกได้ ผมก็ไม่ตำหนิ ผมเรียนอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ยังไม่รู้ว่าผ่านหรือเปล่านะ ผมกล้าพูดได้เต็มปาก ผมก็เรียนกฎหมายเหมือนกันว่าเป็นกฎหมาย กู้เงินฉบับแรกของไทยที่กล้าระบุการใช้เงินไว้อย่างละเอียด การันตี (Guarantee) ถึงความโปร่งใส ถ้าบอกกฎหมายกู้เงินฉบับนี้ไม่โปร่งใสก็คงไม่มีกฎหมายกู้เงินของรัฐบาลชุดไหนที่โปร่งใสอีกแล้ว ผมเรียนต่อนะครับ หลักการร่างพระราชบัญญัติที่ท่านวิจารณ์กฎหมายนี่ท่านใช้อารมณ์ กฎหมาย ก็ต้องวิจารณ์หลักการของร่างพระราชบัญญัติ หลักการกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เฉพาะโครงการที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น เอาอะไรมาพูดกันนี่ กู้เงินมาเดี๋ยวจะสร้างตรงโน้นตรงนี้ นี่หลักการของกฎหมายเขาบอกให้กู้มาเพื่อการนี้ รายละเอียดตามบัญชีแนบท้าย ต่อมาการวิจารณ์กฎหมายผมไม่ได้สอนนะครับ เดิมว่าจะพูดน้อย แต่ให้มันชัดเจน ๑. เมื่อดูหลักการแล้วต้องดูเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ รัฐบาลทำมา เรียบร้อย รัฐบาลบอกเหตุผลที่ต้องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านขนส่งของประเทศรองรับประชาคมอาเซียน เออีซีในปี ๒๕๕๘ เป็นไปตามนโยบายของ รัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ด้านนโยบายโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาระบบรางเพื่อขนส่งมวลชนและการบริหารจัดการระบบขนส่งสินค้าและบริการ รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้า ๑๐ สายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปเปิดสิครับ ท่านประธานครับ เดิมทีผมไม่คิดอภิปราย แต่เขาส่งมาให้ดูผมว่ามันดีนี่ แล้วทำไมมันถึง แปรเปลี่ยนกันทั้งนั้น นี่หลักการเขาว่าอย่างนี้ เหตุผลอย่างนี้ ต่อมาเขาบอกไว้ชัด ท่านประธานครับ มีทั้งหมด ๑๙ มาตรา และอธิบายละเอียด คนมาอภิปรายบอกว่าเดี๋ยวเอาเงินไปใช้โน่นใช้นี่ มันไม่ได้ เขียนไว้ชัดไปอ่านใหม่ก็ได้ครับ มาตรา ๑ เขาบอกว่าชื่อ มาตรา ๒ วันใช้บังคับ คือประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ คำนิยาม มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการ แล้วไปบอกว่ากระทรวงคมนาคมชี้แจงไม่ได้ อ้ายนั่นเขาฝ่ายเทคนิค เรื่องเงิน กระทรวงการคลังหา กระทรวงคมนาคมไปบริหารจัดการ มาตรา ๕ ท่านประธานครับ ผมอยากให้กฎหมายฉบับนี้เป็นที่ประจักษ์ชัด ให้บ้านนี้เมืองนี้จะได้รู้ว่าใคร แล้วเลือกตั้ง ล่วงหน้าเอาเลยสมัครใจเอาใครก็ว่ากันไป มาตรา ๕ ให้อำนาจกระทรวงการคลัง เขาไม่ได้ให้ กระทรวงคมนาคม อย่าไปพูดสับสน เขาให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ เพื่อนำไปใช้ดำเนินการเฉพาะตามที่กำหนดในบัญชีแนบท้าย เท่านั้น กฎหมายย้ำอีก ไปทำอย่างอื่นไม่ได้ต้องมีในบัญชีแนบท้าย มาตรา ๖ เงินที่ได้จากการกู้ รัฐบาลจะใช้เองหรือให้หน่วยงานของรัฐกู้ต่อไปเพื่อนำไปใช้ดำเนินการตามบัญชีแนบท้ายได้เลย โดยไม่ต้องส่งคลัง กู้มาแล้วรัฐบาลสั่งการได้แต่ต้องเป็นโครงการตามบัญชีแนบท้าย ถ้าไปส่งคลังเขาเรียกเงินคงคลัง ถ้านั่นละมันจะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ ต่อมาท่านประธานครับ หากมีความจำเป็นตามมาตรา ๖ ต้องใช้ แต่ต้องใช้ตามร่างพระราชบัญญัติบัญชีแนบท้ายว่ามีอะไรบ้าง โซ แอนด์ โซ (So and so) ต่อมามาตรา ๗ รัฐบาลจะเป็นผู้อนุมัติวงเงินกู้ การจัดการเงินกู้ และวิธีการเกี่ยวกับการกู้เงินในแต่ละปีรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๓ อ่านกฎหมายแล้วอ่านกระโดดมันตามไม่ทันหรอกครับ มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๑๓ เป็นเรื่องของ การบริหารจัดการเงินกู้ในรายละเอียดแต่ละโครงการ เช่น การบริหารความเสี่ยง การเบิกจ่าย เงินกู้ การใช้หนี้ ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายชัด มาตรา ๑๔ กำหนดขั้นตอนของการเสนอโครงการที่จะขออนุมัติเงินกู้จากคณะรัฐมนตรี ๑. แต่ละโครงการ ที่จะขอใช้เงินกู้ต้องผ่านตามขั้นตอนกฎหมายให้ครบถ้วนก่อน เช่น การศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมอีไอเอ การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ ถ้าไม่ผ่านอีไอเอเขาก็ไม่อนุมัติให้ใช้ ทีนี้แต่ละโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ต้องผ่านการกลั่นกรองจาก ๓ หน่วยสำคัญ หน่วยที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยที่ ๒ สำนักงบประมาณ หน่วยที่ ๓ กระทรวงการคลัง จะใช้ต้องอนุมัติจาก ๓ หน่วย ไม่ใช่ ครม. ไปอนุมัติ ท่านเอา อะไรกันมาพูด ต่อไปก็มาตรา ๑๕ หลังจากที่ ครม. อนุมัติวงเงินกู้ให้แก่โครงการใดแล้ว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ท่านบอกว่าไม่มีระเบียบ มีครับในมาตรา ๑๕