กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและไม่เห็นด้วยในหลักการของการกู้ยืมเงินนอกระบบ โดยระบุว่าการกู้ยืมควรทำในระบบงบประมาณ ไม่ควรทำนอกระบบ เนื่องจากอาจขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามกฎหมายที่จะทำให้รัฐบาลต้องศึกษาว่าจะร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวอย่างไร และลดภาระของประเทศชาติและประชาชน
กราบขอบคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้หน้าที่ของพวกเราในห้องประชุมนี้ชัดเจน เราไม่ได้ มีหน้าที่ที่จะมาถกเถียงกันในเรื่องของความสำคัญต่อการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุน ในระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เราอาจจะมี ความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้างในเรื่องของการลำดับความสำคัญ ในเรื่องของความพร้อม หรือแม้แต่ในเรื่องของความเหมาะสมของโครงการบางโครงการตามแผนของทางรัฐบาลที่ได้ นำเสนอให้กำลังพิจารณา แต่เรื่องที่มีความสำคัญที่เรามีหน้าที่วันนี้ที่ต้องพิจารณาคือเรื่องว่า รัฐมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงิน และมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินที่มีมูลค่าโดยรวม สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การกู้ยืมของชาติไทย สูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือไม่ ผมอยากจะเรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็เรียนพี่น้องประชาชนผ่านท่านประธานว่า ฝ่ายค้านของสภาชุดนี้ทุกคนตระหนักในหน้าที่ เราไม่ได้มีความตั้งใจใด ๆ ในการที่จะสร้าง เงื่อนไขให้เป็นปัญหาต่อการทำงานของรัฐบาล หรือสร้างเงื่อนไขเพื่อให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ในสังคม พวกเรามีเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้วันนี้นะครับ ไม่มีใครต้องการที่จะถ่วงความเจริญ ดังนั้นในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนเราพร้อม สนับสนุน แต่ถ้าพูดในเรื่องของหลักการของตัวพระราชบัญญัติหรือตัวร่างพระราชบัญญัติ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ต้องขอยืนยันสิ่งที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้ชี้แจง ได้อภิปรายไว้เมื่อเช้านี้ ว่าเราไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในหลักการว่ารัฐบาลควรที่จะมีสิทธิ มีอำนาจในการที่จะกู้ยืม นอกระบบเป็นมูลค่าโดยรวมถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ที่เราไม่เห็นด้วยนั้น ข้อ ๑ เป็นเพราะเราไม่เห็นว่ามีความจำเป็นในการที่จะ ลงทุนในโครงการเหล่านี้ โดยที่รัฐบาลจะต้องอาศัยเงินกู้ทั้งหมด พูดง่าย ๆ ก็คือรัฐบาล สามารถและมีหน้าที่ที่จะจัดหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากการเพิ่มภาระให้กับ ประเทศชาติ ให้กับพี่น้องประชาชนด้วยการกู้ยืมเงิน
ไม่เห็นด้วยสาเหตุที่ ๒ ก็เพราะในส่วนที่มีความจำเป็นต้องกู้และผมพูดมา ตั้งแต่สมัยผมเป็นรัฐมนตรี การทำงานในฐานะเป็นรัฐบาล การลงทุนในโครงการต่าง ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับการกู้ยืม มาถึงวันนี้ผมเห็นว่าเพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยตระหนักแล้ว เข้าใจแล้วในความสำคัญของการกู้นะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในหลักการ ของการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือการกู้นอกระบบ ผมจะพิสูจน์ให้กับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้ สามารถที่จะกู้ ในระบบงบประมาณได้ ไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้นในการที่จะรักษาวินัยทางการคลัง ด้วยการใช้กฎหมายงบประมาณตามปกติ
สุดท้ายสาเหตุที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นเพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สุ่มเสี่ยง ต่อการขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ ต้องสะดุด หรือแม้แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงิน รัฐบาลเองอาจจะต้อง สะดุดในการทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน
ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะอภิปรายในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมา ผมตระหนักครับตั้งแต่วันแรกที่รับภาระหน้าที่ ในฐานะรัฐมนตรีเมื่อ ๔ ปีก่อน มีรุ่นพี่ได้ให้คำแนะนำกับผมว่าการเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนั้น เรามีความจำเป็นต้องหัดปฏิเสธเพื่อนรัฐมนตรี เรามีภาระหน้าที่ที่จะต้อง รักษาความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจของประเทศและอาจจะทำให้เราไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบ ของเพื่อนรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของเรา ประเด็นนี้ผมอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานเตือน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน และไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับที่มีความกังวล ต่อท่าทีของท่านในการที่จะผลักดันเพิ่มภาระหนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับประเทศชาติ อย่างไม่จำเป็นด้วยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน อดีตรัฐมนตรี หลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้เป็น เพียงแค่รัฐมนตรีในสังกัดของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านอดีตรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร ในสมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ได้พูดไว้ว่าการกู้เงิน หลายโครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จำนำข้าวจะทำให้หนี้สูงถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๒ เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านทนง พิทยะ ในสมัยรัฐบาลชวลิต พูดไว้ว่าไม่ควรใช้เงินกู้ในการลงทุน ก้อนโตขนาดนี้ การลงทุนควรมาจากรายได้ก่อนอันดับแรก เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี และสุดท้ายครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอง คือท่านธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้พูดไว้ว่าเป็นการออกพระราชบัญญัติแบบหลวม ๆ ไม่มีความละเอียดรอบคอบ ไม่รัดกุม มีแต่ชื่อโครงการ แต่ไม่มีรายละเอียดว่าลงทุนได้จริงหรือไม่ ผมต้องขออนุญาตขออภัยทั้ง ๓ ท่านที่ผมได้เอ่ยนามท่านในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้เสียหายต่อท่าน และทุกคำพูดก็เป็นคำพูดที่ท่านได้แสดงออกด้วยความเป็นห่วงชาติบ้านเมืองและความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่าสาเหตุหลักที่พวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ และกระผมเองนั้นไม่สามารถที่จะเห็นดีด้วยกับหลักการการตราร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
อันดับแรก เป็นเพราะที่มาของตัวร่างพระราชบัญญัติก็ผิดเพี้ยนแล้ว รัฐบาล ได้ทำเอกสารแจกจ่ายในงานนิทรรศการ ซึ่งผมเองพร้อมกับท่านผู้นำฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิก ก็ได้ไปเยี่ยมชมเพื่อที่จะเก็บข้อมูลได้รับรู้ถึงเจตนาตั้งใจของรัฐบาล รัฐบาลได้อ้างเหตุผลสำคัญ ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินมหาศาลถึงขนาดนี้ในการลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่ง และระบบคมนาคมของประเทศ เนื่องจากเพื่อต้องการที่จะแก้จุดอ่อนเรื่องของขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ โดยอ้างว่าเรื่องของระบบคมนาคมนั้นลำดับของประเทศไทยเรา อยู่ที่ลำดับประมาณ ๔๐ กว่า แต่ที่ท่านไม่ได้พูดให้ครบก็คือในการวิเคราะห์ถึงขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศนั้น เขาไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าระบบสาธารณูปโภคทางด้านคมนาคม ของเรานั้นมีการพัฒนาอยู่ในระดับใด ความจริงน้ำหนักที่เขาให้กับเรื่องอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้นมีอีกมากเรื่อง และลำดับของประเทศไทยนั้นด้อยกว่าเรื่องของคมนาคมเกือบทุกเรื่อง เรื่องระบบสาธารณสุข เราอยู่ลำดับที่ ๗๑ เมื่อสักครู่ผมบอกว่าคมนาคมที่รัฐบาลบอกว่าต้องกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาแก้ไขนั้นเราอยู่ในระดับที่ ๔๖ ส่วนการศึกษาอยู่ระดับ ๘๙ นี่คือจาก ๑๔๔ ประเทศ ระบบไอซีที (ICT) อยู่ในระดับที่ ๘๔ และเรื่องความมั่นคงทางด้านของความเป็นนิติรัฐเราตกลำดับ มา ๑๐ ลำดับ อยู่ที่ ๗๗ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข แต่รัฐบาลจัดสรรเม็ดเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าจัดสรรให้กับการพัฒนาและแก้จุดอ่อนเรื่องของขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในเรื่องราวเหล่านี้บ้างหรือไม่ คำตอบคือไม่มีเลยทุกบาททุกสตางค์ นำไปสู่กระทรวงคมนาคมเพื่อพัฒนาระบบคมนาคม เหมือนกับว่านั่นคือปัญหาเดียวที่ประเทศชาติมี ถ้าเปรียบเทียบเหมือนกับว่าเราลงทุนในฮาร์ดแวร์ (Hardware) เท่านั้น ซอฟต์แวร์ (Software) เราไม่ให้ความสำคัญเลย เรื่องของการพัฒนาคน เรื่องของการพัฒนาหลักการบริหารประเทศ เรื่องของการพัฒนาเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนทางด้านสาธารณสุข มีอยู่ปัจจัยเดียว ที่ลำดับของเราดีขึ้นและอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างดีด้วยคือ การประเมินสถานะเศรษฐกิจระดับมหภาค ก็คือความมั่นคงทางการคลังของประเทศ เราขึ้นมาลำดับ ๑ อยู่ที่ลำดับ ๒๗ และคำอธิบาย ของหน่วยงานที่เขาทำหน้าที่ในการประเมินนั้นเขาบอกว่าสาเหตุเป็นเพราะ ณ ต้นปี ๒๕๕๔ นั้น หนี้สาธารณะของประเทศเราปรับลดลงมาเหลือเพียงแค่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสาเหตุ ที่เขาบอกว่าขีดความสามารถการแข่งขันของเราดีก็คือเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กลับเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลนั้นกำลังมีนโยบายที่จะบั่นทอนแล้วก็ลดระดับความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถในการแข่งขันของเรา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงเป็นสาเหตุที่ผมบอกว่า ต้นที่มาเรื่องของการกู้ยืม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลนั้นผิดตรรกะครับ ต้องถามว่าในส่วนของการลงทุนในโครงการเหล่านี้ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ การได้ประโยชน์โดยตรง ในการลงทุนในโครงการเหล่านี้ชัดเจนครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมา ผู้ค้าเหล็ก ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ นายทุน รวมไปถึงนักเล่นหุ้น นักธุรกิจขนาดใหญ่ทุกคนเตรียมที่จะทำกำไรจากโครงการ การใช้เงินกู้ของรัฐบาล แต่ในส่วนของพี่น้องประชาชนเดี๋ยวผมจะวกกลับมาตั้งคำถาม เดียวกันนะครับว่าผลโดยตรงในช่วงก่อสร้างไม่มีหรอกครับ มีน้อยมาก ผลที่พี่น้องประชาชน ได้รับหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จมีหรือไม่เดี๋ยวเราคอยดู แต่สาเหตุที่ ๒ ที่ผมไม่สามารถที่จะ สนับสนุนหลักการของการกู้ยืมเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ เพราะผมมีคำถามจริง ๆ ว่า สุดท้ายแล้วนี่รัฐบาลทำได้จริง และทำได้ภายใน ๗ ปีหรือไม่ สาเหตุที่ผมตั้งคำถามนี้เพราะรัฐบาล จำเป็นต้องกู้ทั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในสิ้นปี ๒๕๖๓ ตามร่างกฎหมายของรัฐบาลเอง ความหมายก็คือภายใน ๖ ปี เรามีหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกองอยู่หน้าตักเราแน่นอน มีภาระ ดอกเบี้ยมากมายนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะวกกลับมาในประเด็นนี้ว่าสมมุติฐานของรัฐบาล ถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าสุดท้ายแล้วรัฐบาลไม่มีความพร้อม หรือไม่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ให้แล้วเสร็จได้คือเรามีแต่หนี้แต่ไม่มีของ ไม่มีทรัพย์สิน ซึ่งตรงนี้ ก็จะเป็นภาระต่อพี่น้องประชาชน สาเหตุที่ผมไม่สามารถที่จะมั่นใจได้ว่ารัฐบาลทำได้หรือเปล่า เพราะผมก็ต้องดูจากประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ผ่านมาคืออะไรครับ ชัดเจนที่สุดก็คือ การตราพระราชกำหนดกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะการตราพระราชกำหนด ครั้งนั้นรัฐบาลอ้างเหตุผลว่ามีความพร้อมและจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบลงทุนในระบบ สาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องคนไทยต้องประสบอุทกภัยเหมือนกับที่ต้อง พบมาในช่วงปลายปี ๒๕๕๔ โหนกระแสความกลัวของพี่น้องประชาชนครับ ผมขออนุญาต ใช้คำนั้น ในการที่จะมอบอำนาจให้กับตัวเองผ่านการออกกฎหมายในรูปของพระราชกำหนด กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าเวลาผ่านไปกว่า ๑ ปีที่บอกว่า พร้อมลงทุนทันทีชี้แจงในนี้ ถึงขั้นสมาชิกบางท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ณ เวลานี้ขู่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน ขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าถ้าขัดขวางน้ำเกิดท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คือปี ๒๕๕๕ ให้พี่น้องประชาชนโทษพรรคฝ่ายค้าน โทษศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้น จนถึงวันนี้เงินใช้ไปเพียงแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาทจาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจากประสบการณ์ ของผม ผมไม่สามารถที่จะมีความมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะสามารถที่จะขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ในโครงการการกู้ยืมเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเข้าสู่ประเด็น สำคัญ ๓ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องที่มีผลกระทบทางด้านการคลัง
ประเด็นแรก ก็คือคำถามที่จะต้องมีคำตอบว่าจำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลต้องกู้ยืม ทั้งก้อน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนโครงการเหล่านี้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือส่วนที่จำเป็นต้องกู้จริงรัฐบาลสามารถที่จะรับภาระนี้ได้หรือไม่
ประเด็นสุดท้ายที่เกี่ยวกับเรื่องของวินัยทางการคลัง ก็คือส่วนที่กู้ทำไมถึงต้อง กู้นอกระบบ ทำไมถึงไม่กู้ในระบบงบประมาณ
ในประเด็นแรกครับ จำเป็นหรือไม่ต้องกู้ทั้งหมด ผมตอบได้สั้น ๆ เลยครับ ไม่จำเป็น ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงให้กับสภาได้รับทราบแล้วว่าตรรกะ ความคิดของรัฐบาลที่แล้วในการลงทุนในโครงการเดียวกันกับที่รัฐบาลกำลังเสนออยู่ในวันนี้ อย่างเช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้นเรามีตรรกะความคิดที่จะให้ภาคเอกชนที่เขาจะได้ ประโยชน์มากมายจากการลงทุนร่วมกับเราเข้ามารับภาระร่วมกับทางรัฐบาล ในกรณีที่เรา ได้ขออนุญาตจากทางสภาเพื่อไปเจรจาลงนามในเอ็มโอยูกับรัฐบาลจีนในการจัดบริษัทร่วมทุน ที่ประเทศจีนเองจะเข้ามาถือหุ้นอย่างน้อย ๔๙ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าเขาจะรับภาระ การลงทุนของเราไปเกือบครึ่ง วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำได้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงไปก่อนหน้านี้บอกว่าท่านได้ไปศึกษาเบื้องหลังและเงื่อนไขการเจรจาเอ็มโอยูแล้ว ท่านคิดว่าสุดท้ายทำได้ยากอาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป ผมก็อยากจะเรียนท่านในโอกาสนี้ว่า เรื่องเหล่านี้ไม่มีเรื่องใดที่ง่ายครับ แต่สิ่งที่พวกเราอยากที่จะเห็นท่านในฐานะผู้ที่รับผิดชอบอยู่ ณ ปัจจุบันก็คือความตั้งใจ ความพยายาม เงินมหาศาลท่านเพียงแค่ดูวิธีการของเราบอกว่ายาก กู้ง่ายกว่า ผมเห็นด้วยครับ ไม่มีอะไรง่ายกว่ากู้เงินแล้ว แต่นี่คือภาระหน้าที่ของท่านในฐานะผู้ที่ดูแลกระทรวงที่มี ความสำคัญและกระทรวงที่จะได้รับสิทธิในการใช้เงินกู้มากที่สุด นอกเหนือจากนั้น ผมอยากจะเรียนว่าเราได้พิจารณาร่วมกัน การแก้พระราชบัญญัติร่วมทุน ร่วมกันในที่นี้ ก็คือการแก้พระราชบัญญัติร่วมทุนเป็นเรื่องเดียวที่ผมนึกได้ที่รัฐบาลนี้ได้กรุณาสานต่อจาก การทำงานในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล เราได้เห็นว่า พ.ร.บ. ร่วมทุนเดิมนั้นไม่เอื้อต่อการร่วมลงทุน ระหว่างเอกชนกับรัฐเราจึงได้เสนอให้มีการแก้ และเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ได้กรุณาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการต่อไป สุดท้ายสภาได้พิจารณาแล้วเสร็จ รอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในเร็ววันนี้ ที่สำคัญในส่วนของการแก้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือมาตรา ๒๙ ที่ผมอยากจะบอกว่าเราได้เขียนไว้เพื่อที่จะให้เราได้มั่นใจว่ารัฐบาล ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยแต่ใช้เงินภาษีของประชาชนหรือพึ่งพาเงินกู้เท่านั้น แต่ในโครงการ ที่มีแนวโน้มว่าเอกชนน่าที่จะมีโอกาสที่จะสนใจร่วมทุนรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องไปศึกษาว่า สามารถที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมรับภาระจากพี่น้องประชาชนในการลงทุนในโครงการ เหล่านั้นได้หรือไม่ ดังนั้นผมอยากที่จะบอกกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า กฎหมายฉบับนี้กำลังจะมีผลบังคับใช้แล้ว ทุกโครงการในเล่มประกอบการพิจารณา ๒๓๐ กว่าหน้าเป็นโครงการที่ล้วนแล้วแต่เข้าเกณฑ์การร่วมลงทุนกับเอกชนทั้งสิ้น หน้าที่ ของท่านตามกฎหมายคือมอบให้กับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกรณีนี้คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมไปศึกษาว่าจะร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไร และนำผลศึกษา กลับมาเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ พูดง่าย ๆ ว่าวันนี้เราอาจจะพิจารณาในวาระแรก ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... แต่เมื่อพระราชบัญญัติร่วมทุนมีผลบังคับใช้ ทุกโครงการท่านรัฐมนตรีต้องกลับไปศึกษาใหม่ ที่ท่านบอกว่ายากจะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย แล้วว่าท่านจะต้องกลับไปศึกษาว่าสามารถที่จะจัดหาคนมาร่วมทุนเพื่อลดภาระของประเทศชาติ และของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็รอคอยว่านั่นคือขั้นตอนต่อไปที่ท่าน และรัฐบาลท่านจะต้องดำเนินการ ส่วนต่อคำถามว่าเมื่อกู้มาแล้วประเทศเราจะสามารถที่จะ แบกรับภาระนี้ได้หรือไม่ ผมก็จะต้องอยากเรียนว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งคำถาม กับรัฐบาลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของรายได้ ท่านพูดไว้ว่าจะต้องมีการชำระหนี้ใน ๕๐ ปี ท่านพูดไว้ว่า มีอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องชำระอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าโดยรวม ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านไม่ได้พูดถึงว่าแหล่งรายได้จะมาจากที่ใด ที่ชัดเจนก็คือที่ผ่านมาปีครึ่งท่านมีแต่ลดแหล่งรายได้ ของตัวเองท่านได้ปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกว่า สุดท้ายแล้วไม่เป็นอะไรหรอกจะมีการลงทุนเกิดขึ้นแล้วก็ภาษีนิติบุคคลในแง่ของรายได้ ก็จะอยู่เท่าเดิมอยู่ดี ก็ต้องรอดูเพราะเดือนพฤษภาคมคือตัวพิสูจน์สัญญาณที่ได้มาจาก ทางกรมสรรพากรนั้นไม่สู้ดีนักเพราะอัตราการขยายตัวของภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นตัวชี้ว่า บริษัทเขากำไรเท่าไรก็ต้องมาดูภาษีมูลค่าเพิ่มว่ามีคนซื้อของมากน้อยเพียงใด อัตราการขยายตัว ของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมติดตามมานี้ลดลงมาต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ ๓ ยังขยายตัวอยู่นะครับ ยังไม่ถึงกับเป็นข่าวที่เลวร้ายที่สุด แต่การขยายตัวเป็นคำถามว่าสุดท้ายแล้วกำไรของบริษัท เหล่านี้จะเพิ่มขึ้นในระดับที่ทำให้ท่านสามารถรักษาตัวเม็ดเงินภาษีได้หรือไม่จากอัตราที่ต่ำลง ง่าย ๆ นะครับ ท่านลดภาษีนิติบุคคลลง ๗ เปอร์เซ็นต์ กำไรของบริษัทต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๒๔ เปอร์เซ็นต์ท่านถึงจะสามารถรักษาระดับรายได้เป็นเม็ดเงินไว้ได้ แต่ ณ วันนี้อัตรา การขยายตัวภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์เดี๋ยวเราจะรอดู เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านต้องพูดความจริงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าสุดท้ายแล้วแหล่งรายได้ของ รัฐบาลจะมาจากที่ใดคงไม่ใช่การขายรัฐวิสาหกิจหรอกครับ ผมหวังว่าไม่ใช่ แต่ผมเชื่อว่า สุดท้ายก็คือต้องมาจากภาษี ประเด็นปัญหาคือ ณ วันนี้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ท่านพูดไว้และในสมมุติฐานของท่าน บอกว่าจะกลับมาเก็บเหมือนเดิม ท่านพูดความจริงกับประชาชนสิว่าสุดท้ายท่านจะกลับมาเก็บเมื่อไร ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่กรมสรรพากรเขาบอกกับท่านรัฐมนตรีอยู่ทุกวันว่าเป็นวิธีเดียว จริง ๆ ที่จะสามารถปรับให้มีความสมดุลได้หลังจากที่ท่านได้ไปปรับลดภาษีให้กับนายทุนคือ ภาษีนิติบุคคลแล้ว คำถามนี้ท่านก็ต้องให้ความชัดเจนกับพี่น้องประชาชนเช่นเดียวกันว่า ท่านมีความคิดที่จะปรับภาษีนี้หรือไม่ หรือเป็นเพราะจริง ๆ แล้วท่านไม่ได้มีเจตนาที่จะต้อง รับผิดชอบในเรื่องราวเหล่านี้เลย เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปว่าท่านกู้ยืม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในแผนการบริหารหนี้ของท่านท่านไม่ได้มีเจตนาใน ๑๐ ปีข้างหน้าที่จะคืนเงินต้นเลยแม้แต่บาทเดียว เหมือนกับท่านกำลังผลักภาระที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้กับรัฐบาลหลังจากนั้น ๑๐ ปี ท่านไปไหนแล้วก็ไม่ทราบเงินก็ใช้ไปหมดแล้ว ให้รัฐบาลในปีที่ ๑๑ เป็นคนต้องกลับมาตัดสินใจ ในเรื่องเหล่านี้ที่จะต้องมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นในส่วนของ ตรงนี้ก็จึงเป็นปัญหาสำคัญว่าเรายังไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าประเทศเรารับภาระหนี้นี้ได้หรือไม่ และผู้ที่จะต้องมารับภาระคือใคร
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการรับภาระหนี้ต่อคำถามว่า หนี้สาธารณะของประเทศ จะอยู่ในระดับต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จริงตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านยืนยัน ไว้หรือไม่ เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่าในแผนบริหารหนี้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ในกระทรวงของท่านเองในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วได้ประเมินไว้ว่าหนี้สาธารณะจะสูงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ และในปี ๒๕๕๗ ก็จะเพิ่มเป็น ๕๒.๖ เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แต่พอท่านเริ่มมีแผนว่าจะต้องนำเสนอร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่รู้ว่าท่านมีคำสั่งอะไรกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะครับ ไตรมาสที่สองปีปัจจุบันเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วมีการปรับประมาณการบอกว่าภาระหนี้ ของรัฐบาลจะสูงสุดเพียงแค่ที่ ๔๖.๗ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๗ ใน ๖ เดือน ไม่ถึง ๖ เดือน ด้วยซ้ำไปครับ เพียงแค่ ๔-๕ เดือน ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ การประมาณการหนี้สาธารณะเทียบกับผลผลิตมวลรวมของประเทศปรับลดลงมากถึงขนาดนี้ ตรงนี้จึงทำให้เราไม่สามารถที่จะมั่นใจได้ว่าท่านจะรักษาระดับหนี้ของประเทศไว้ตามที่ท่าน ได้ให้คำมั่นหรือไม่ ที่สำคัญผลของการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ได้มีเพียงแค่กับ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม แต่ท่านบอกว่าจะกู้เท่าที่ท่านกู้ได้ในประเทศ เอาว่ากู้นอกประเทศน้อยมากเกือบทั้งหมดจะกู้ในประเทศ แต่ ณ ปัจจุบัน ภาคเอกชน เขากำลังขยายกิจการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นระบบเงินของเราจะตึงขึ้น และมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นสำหรับทั้งรัฐบาลในฐานะผู้กู้และภาคเอกชนในฐานะผู้ที่ ต้องการเงินไปลงทุนในโครงการในส่วนของเขา นี่คือศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า เคาท์ติง เอาท์ (Counting Out) คือการแย่งชิงเงินกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนถามว่า ใครชนะครับ รัฐชนะแน่นอนเพราะธนาคาร สถาบันการเงินความเสี่ยงแทบไม่มีในการปล่อยให้กับรัฐ ดังนั้นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นคืออัตราดอกเบี้ยในระบบของเราจะสูงขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตรงนี้ ก็เป็นคำถามต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะ ณ ปัจจุบันทุกคนสับสน ในความคิดในเชิงนโยบายของท่าน ท่านมีเกือบจะเป็นคำสั่งให้กับทางแบงก์ชาติพิจารณา ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกันท่านมีนโยบายทางการคลังที่มีแนวทางเดียว ในแง่ของผลต่ออัตราดอกเบี้ยก็คือจะต้องผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของทั้งรัฐและภาคเอกชน อย่างแน่นอน และเมื่อเป็นเช่นนั้นผลต่อต้นทุนที่แท้จริงจากการกู้ยืม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันครับ สมมุติฐานที่พวกเราพูดกันอยู่ทั้งวันว่าคืนเงินต้น และดอกเบี้ย ๕๐ ปี ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่าเป็นไปไม่ได้ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดไว้เมื่อเช้าว่า สถานะทางเศรษฐกิจของโลก ณ ปัจจุบันเป็นสถานะที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเขาพิมพ์เงินออกมาเพื่อกดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้โอกาส กับเศรษฐกิจของเขามีโอกาสได้ฟื้นคืนชีพ เพราะฉะนั้นใน ๕๐ ปีข้างหน้าเรามีแต่จะเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ทั้งด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ว่ารัฐกำลังจะไปแย่งเงินกู้ ในประเทศกับเอกชน และด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจเริ่มที่จะฟื้นตัว ผมได้คำนวณไว้นะครับ ทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นหมายถึงภาระ ต่อประเทศชาติจากเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น ๑.๒ ล้านล้านบาท ถ้าสมมุติอัตราดอกเบี้ย เพิ่มจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ กลับไปอยู่ในระดับที่เคยยืนอยู่เป็นระยะเวลายาวนานคือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับภาระดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นจาก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความเสี่ยงที่ผมคิดว่าท่านไม่ได้เผื่อไว้เลยในสมมุติฐานของท่าน
ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญนะครับ ต่อคำถามว่าเราสามารถที่จะรับภาระนี้ได้หรือไม่ ก็คือสมมุติว่าโครงการต่าง ๆ ที่ท่านกำลังผลักดันนั้นเข้าสู่ภาวะขาดทุนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ผมยกตัวอย่างเดียวคือแอร์พอร์ต ลิงค์ แอร์พอร์ต ลิงค์นี้งบการลงทุน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ของงบลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังพิจารณา งบเงินกู้อยู่วันนี้ แต่จนถึงวันนี้แอร์พอร์ต ลิงค์แม้แต่ต้นทุนการบริหารรายได้ยังไม่พอเลยครับ คือขาดทุนอยู่ทุกวันเป็นภาระต่อรัฐบาล เป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษี ถ้าสมมุติทุกโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในสภาวะเช่นเดียวกัน เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการของ กระทรวงคมนาคมเหมือนกัน กำลังจะมีการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาเป็นผู้ดูแลโครงการ เหมือนกัน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ตราบใดที่เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้เราก็ ไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการกู้ยืมเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้
ส่วนประเด็นในเรื่องของวินัยทางการคลังที่ผมถือว่าเป็นหัวใจนะครับ เหตุผล การที่เราไม่สามารถจะเห็นด้วยในหลักการกับการกระทำของรัฐบาลได้ ผมขออนุญาตใช้ตาราง เพื่อที่จะช่วยในการอธิบายชี้แจงครับ ขอห้องโสตทัศนูปกรณ์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ ผมอยากที่จะชี้แจง ให้กับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้เข้าใจนะครับว่าการกู้ยืมทั้งหมดโดยรัฐบาล ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีความจำเป็นเลย ทุกบาททุกสตางค์เราสามารถที่จะหาได้ ทุกโครงการที่รัฐบาลเสนอ รถไฟความเร็วสูงทั้ง ๔ เส้น รถไฟรางคู่ ถนนหนทางทุกโครงการ มูลค่าโดยรวม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เราสามารถที่จะจัดรายได้จากงบประมาณปกติให้กับ รัฐบาลได้ ผมถึงตั้งหัวข้อไว้ว่ากู้ไม่เป็นไร แต่เมื่อกู้ในระบบได้ ในที่นี้หมายถึงระบบ งบประมาณ ทำไมรัฐบาลถึงเลือกที่จะไม่ทำรัฐบาลต้องชี้แจง เป็นการอธิบายนะครับ ก็คือ เส้นทึบสีดำเป็นตัวที่บ่งบอกว่าเพดานเงินกู้หรือเพดานการขาดดุลในงบประมาณของรัฐบาล ในแต่ละปีนั้น ตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ นั้นขาดดุลได้ปีละเท่าไร ผมต่อให้ รัฐบาลนะครับ เพราะท่านจะเห็นว่าเส้นนั้นอยู่ในระดับคงที่ ความหมายก็คือผมใช้ การคำนวณตามสูตร ตามมาตรา ๒๑ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ จากงบประมาณปี ๒๕๕๖ งบประมาณปีปัจจุบันที่บอกว่าเราสามารถขาดดุลได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะเห็นนะครับว่าหลังจากนั้นผมก็เพียงสมมุติว่างบรายจ่ายของรัฐบาลในทุก ๆ ปี ไม่เพิ่มขึ้นเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกปีงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลท่านกิตติรัตน์พูดไว้เอง เมื่อเช้า เพิ่มขึ้นเสมอ แต่เอาว่าสมมุติอยู่กับที่นี่ครับ โอกาสหรือสิทธิในการขาดดุลของรัฐบาล ก็จะอยู่ที่ขั้นต่ำ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปีทุกปี คราวนี้เราลองมาดูแท่ง ๒ สีข้างล่าง แท่งสีเหลืองก็คือการขาดดุลในงบประมาณตามแผนการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ของรัฐบาลเอง ผมขอยืนยันนะครับว่าข้อมูลทั้งหมดที่ผมใช้ในการประกอบตารางนี้เป็นข้อมูลที่ได้รับจาก รัฐบาลทั้งสิ้น รัฐบาลบอกว่าในปี ๒๕๑๖ จะขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือแท่งสีเหลือง ในปี ๒๕๕๖ ปรับลดลงในงบปี ๒๕๕๗ เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และลดลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสมดุลในปี ๒๕๖๐ นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแท่งสีเหลืองเหลืออยู่แล้ว จากนั้นครับ ผมเอา แผนการเบิกจ่ายงบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาล ย้ำนะครับว่าของรัฐบาลที่บอกว่า ปีแรกปี ๒๕๕๖ จะมีการเบิกจ่าย ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สูงที่สุดในปี ๒๕๕๙ ที่ ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๓ ตามกฎหมายนั่นคือแท่งสีแดงในแต่ละปี และผมก็เอาแท่งสีแดงมาวางทับแท่งสีเหลืองเพื่อที่จะให้เห็นว่าในแต่ละปีในอนาคตจากปี ๒๕๕๖ เป็นต้นไปจนถึงปี ๒๕๖๓ นั้นรัฐบาลจะมีภาระเงินกู้เท่าไร และท่านก็จะสังเกตนะครับว่า แม้แต่ในปีที่รัฐบาลจะต้องกู้ยืมเงินจากร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนของ รัฐบาลเองมากที่สุดคือปี ๒๕๕๙ ไม่มีปีไหนเลยที่ความจำเป็นในการขาดดุลของรัฐบาลนั้น มากกว่ากรอบทางกฎหมายอนุมัติให้ท่านสามารถขาดดุลได้ก็คือเส้นทึบสีดำข้างบน ความหมายก็คือ ท่านสามารถที่จะกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านระบบงบประมาณได้โดยไม่มีอุปสรรค ทางการเงินใด ๆ ทั้งสิ้น และผมบอกกับท่านประธานไว้นะครับว่าเมื่อสักครู่ว่าผมต่อให้ท่าน จริง ๆ แล้วงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปีและนั่นคือเส้นประสีเขียวผมเพียงแค่สมมุติว่ารัฐบาล บอกว่าจีดีพีเศรษฐกิจของประเทศจะมีอัตราขยายตัวปีละ ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็บอกว่าเอาละ ถ้าอย่างนั้นก็ให้งบประมาณของงบรายจ่ายของรัฐบาลมีอัตราขยายตัวในอัตราที่เท่ากันกับ การขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม สิ่งที่จะได้คือกรอบการขาดดุลหรือเพดานการขาดดุล ตามเส้นประสีเขียวสะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างทางการคลังที่เขาเรียกกันก็คือเม็ดเงินที่สามารถ กู้ได้ในแต่และปีงบประมาณมีมากเพียงใดและมากเหลือเฟือแต่ก่อนการลงรับทุกโครงการ ตามร่างพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คำถามของพวกกระผมดังนั้นคือเมื่อกู้ในระบบได้ทำไมท่านถึงต้องหนีไปกู้นอกระบบ ตรงนี้ ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนใกล้ที่จะจบแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าสาเหตุสำคัญ อีกประการหนึ่งที่ทำให้พวกผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ได้ ก็คือเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นในหมวด ๘ มาตรา ๑๖๖ ไล่ไปจนถึงมาตรา ๑๖๗ มาตรา ๑๖๙ ผมจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ในหลัก เจตนารมณ์ ถ้าผมอธิบายอย่างนี้ผมมั่นใจว่าท่านประธานเข้าใจ ท่านประธานจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลังอย่างมาก มีหมวดหนึ่งโดยเฉพาะที่พูดถึงเรื่องนี้ ก็คือหมวด ๘ แล้วก็บอกว่าการกู้ยืมเงินต่าง ๆ นานาของรัฐบาลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ หนี้สาธารณะ ลงละเอียดถึงขั้นที่ว่าสัดส่วนเพดานการขาดดุลตามกฎหมายฉบับนี้มีได้ปีละเท่าไร ๆ ตามตารางเมื่อสักครู่ที่ผมได้แสดงให้เห็นแล้ว แต่ถ้ารัฐบาลหลีกเลี่ยงทั้ง ๆ ที่สามารถที่จะกู้ ในระบบงบประมาณได้ด้วยการไปออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกระบบนั้น มันก็หมายความว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลเลย ไม่สามารถที่จะช่วยเราในการที่จะดูแลรักษาวินัยทางการคลัง ให้กับประเทศได้เลย จากนี้ไปทุกรัฐบาลทุกปีด้วยนะครับสามารถที่จะออกงบประมาณขาดดุล ก็ได้ สมดุลก็ได้ และนอกเหนือจากนั้นไปออกกฎหมายพิเศษในรูปของ พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. กู้เงิน เพิ่มเติมทะลุเพดานตามกฎหมายของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ตรงนี้ผมเรียนตามตรงเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยว่ามันขัดต่อเจตนาของกฎหมาย ขัดต่อเจตนาของรัฐธรรมนูญแน่นอน ผมทราบครับว่า กฤษฎีกาที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลได้ให้ความเห็นไว้อย่างไรกับท่าน แต่เรื่องนี้ทำไม ท่านถึงต้องไปเสี่ยงกับโครงการที่เราเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญกับประเทศมากถึงขนาดนี้ เรากำลังจะเดินหน้าในการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีความรู้ความสามารถ สามารถที่จะช่วยเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้ ไปเสี่ยงทำไมกับการที่จะต้องไปกู้นอกระบบสุ่มเสี่ยงต่อการตีความตามกฎหมาย สุดท้ายตามที่ ผมกล่าวไว้เบื้องต้น ไม่ใช่เพียงแค่โครงการเหล่านี้จะสะดุดรัฐบาลเองอาจจะมีปัญหา กู้ในระบบ งบประมาณสิครับเหมือนกับที่ผมได้แสดงไว้สามารถทำได้ไม่มีปัญหา ไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เอาเถอะครับถ้าสมมุติว่าท่านยังดื้อและจะใช้เสียงข้างมากของท่านในวันพรุ่งนี้ลงคะแนน เพื่อที่จะให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระรับหลักการหรือวาระแรกไป ผมเองเห็นด้วย กับต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านอดีตรัฐมนตรีบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ที่ท่านได้บอกไว้ ว่าในกรณีนี้ผมไม่คิดว่าท่านสามารถอ้างเสียงข้างมากในสภาได้ เพราะว่าท่านได้หาเสียงไว้ ชัดเจนครับว่าท่านจะล้างหนี้ ท่านได้พูดไว้อย่างต่อเนื่องว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถ้าพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งจะสามารถลงทุนในโครงการต่าง ๆ ได้โดยไม่กู้ยืมผู้ที่คิดแทนท่านพูดไว้เจนครับว่า เป็นนักธุรกิจไม่ชอบการกู้เข็ดแล้วกับการเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่เลือกท่านมานี่ เขาไม่ได้คาดเลยครับว่าท่านจะกู้ยืมเงินมากกว่าไอเอ็มเอฟถึง ๔ เท่า มากกว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ท่านดูหมิ่นดูแคลนมาโดยตลอดว่าเก่งแต่กู้ เพราะฉะนั้นผมถือว่าความชอบธรรมในการอ้างสิทธิ เสียงข้างมากในสภาของท่านครั้งนี้อ้างไม่ได้ อย่างไรก็แล้วแต่ครับถ้าท่านยังจะใช้เสียงข้างมาก ของท่านในที่นี้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ผมมีประเด็นที่อยากจะฝากไว้กับท่านเอาว่า เป็นคำท้าก็ได้ผมมีคำท้าให้กับท่านนะครับ เพื่อที่จะให้ท่านได้มีโอกาสพิสูจน์ความจริงใจ ในทุกอย่างที่ท่านได้พูดไว้ คำท้าของผมมีอยู่ ๗ ข้อด้วยกันเข้าใจง่าย ๆ และสั้น ๆ
คำท้าแรก ถ้าท่านจริงใจต่อโครงการต่าง ๆ ที่นำเสนอมาแล้ว และผมรู้ว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตั้งใจมากในการที่จะรวบรวมและศึกษาเท่าที่ท่านทำได้ ขอให้ท่านได้ทำตามที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขอไว้เมื่อเช้า คือเอาโครงการ ทุกโครงการในเอกสารประกอบฉบับนี้ ๒๐๐ กว่าหน้า บรรจุเป็นบัญชีแนบท้ายให้เป็นส่วนหนึ่ง ของกฎหมาย เราจะได้แปรสภาพกฎหมายฉบับนี้จากกฎหมายเพียงแค่ให้อำนาจท่านกู้ให้เป็น กฎหมายเพื่อการลงทุนที่ชัดเจนและประชาชนจะได้รู้ด้วยว่าจะลงทุนในโครงการใด
คำท้าที่ ๒ ของผมนี่ ผมท้าท่านว่าโครงการใดก็แล้วแต่ที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า กว่ากำหนดการของท่านขอให้โครงการนั้นหมดสิทธิในการกู้ยืมจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ สำคัญครับ เพราะผมไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ว่า ๗ ปีผ่านไปเรามีแต่หนี้ แต่ไม่มีโครงการที่แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นไม่ให้กู้กับโครงการที่ดำเนินการไม่ได้ล่าช้า
คำท้าที่ ๓ เกี่ยวข้องกัน โครงการใดที่ท่านตัดสินใจว่าไม่ทำแล้วจะยกเลิก ไม่ให้ท่านโอนเงินกู้ที่ท่านได้เผื่อไว้สำหรับโครงการนั้นไปเพื่อโครงการอื่นที่ไม่ปรากฏอยู่ใน หนังสือเล่มนี้ คือพูดง่าย ๆ ท่านบอกว่านี่ละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอยู่แค่นี้ก็ขอให้เป็นแค่นี้จริง ส่วนเรื่องที่ ๔ เรื่องที่ ๕ ที่ผมขอท้าท่านเป็นการท้าความจริงใจของท่านในเรื่องของการป้องกัน ไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเราเป็นที่รู้กันว่าคนไทยส่วนใหญ่เขาอยากเห็นการลงทุน แต่สิ่งที่ เขากลัวมากที่สุดก็คือเรื่องของการโกงงบประมาณเรื่องงบน้ำท่วม ภาคีที่ท่านไปพูดคุยด้วย ภาคีต่อต้านคอร์รัปชันเขาบ่นแล้วบ่นอีกว่าข้อมูลไม่เปิดเผยให้เขาเลย เขาเป็นคนพูดเอง ต่อสื่อมวลชนว่าเขาได้ยินมาจากเพื่อนสมาชิกของเขาว่ามีการเรียกสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องที่ประชาชนเป็นห่วงมากที่สุด ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น่าเชื่อ แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ร่ำรวยกันไม่รู้จะใช้กันถึงชาติไหนแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น
คำท้าที่ ๔ ของผมก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกและโดยเฉพาะ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ขอกับท่านไว้ให้เขียนระเบียบว่าด้วยการพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้างลงในกฎหมายเลย ห้ามให้สามารถมีมติคณะรัฐมนตรีในการยกเว้นให้ เหมือนกับที่ท่านทำมาแล้วในส่วนของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเพิ่มเติมให้ บทบาทของภาคีภาคเอกชนต่อต้านคอร์รัปชันมีอย่างแท้จริงผมขอให้ในส่วนของคำท้าที่ ๕ ของผมเป็นว่าถ้าให้โอกาส