สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

วิทยา บุรณศิริ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยมองว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่หายากในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และหารือเรื่องการบริหารทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเรียกร้องการพัฒนาแผนเมือง

นายวิทยา บุรณศิริ พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายในวันนี้ กรณีร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเองแตกต่างจากท่านสมาชิก หลายท่าน ๑๙ มาตรา ผมก็พยายามที่จะดูแล้วก็ฟังท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เพื่อใช้เป็นดุลยพินิจในการตัดสินใจในการลงมติ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนกระทั่งถึงพรรคเพื่อไทย เราเองได้รับผลกระทบตั้งแต่ในอดีต ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกเราพบวิกฤติตั้งแต่สมัยเงินกู้ไอเอ็มเอฟ โดยเฉพาะ ๕๐ กว่าสถาบันการเงินเจ๊งระเนระนาด พี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่พนักงาน ออกมาปิ้งลูกชิ้นขาย ขายสินค้าแบกะดิน ตลอดจนมิยาซาวาถึงกระทั่งไทยเข้มแข็ง จนกระทั่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เข้ามาให้สมาชิกพิจารณา ผมว่าในบริบทที่ผมจะอภิปรายอาจจะแตกต่างจากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ในหมวด ๑ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ในประเด็นในรายละเอียดที่จะนำไปสู่การอนุมัติของ คณะรัฐมนตรีที่จะให้มีอำนาจในการกู้เงินหรือเงินตราต่างประเทศเพื่อนำไปใช้จ่ายในการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีรายละเอียดในแนบท้ายร่างพระราชบัญญัติพอสังเขป ในเรื่อง ของบัญชีแนบท้ายซึ่งประกอบการพิจารณาในการอภิปราย หลายท่านวิตกกังวลถึงสิ่งที่จะ นำไปสู่กระบวนการหนี้สินให้ประชาชนรุ่นลูกรุ่นหลานได้รับผิดชอบหรือไม่ ผมคิดว่า ก่อนหน้าที่ผมได้สัมผัสในฐานะที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองพรรคไทยรักไทย ผมตกใจ เหมือนกันครับ นโยบายในอดีตนั้นยกตัวอย่างเช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค บางคน ก็บอก ๓๐ บาทตายทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะเอาเงินที่ไหน สิ่งเหล่านี้เคยถูกปรามาสมาแล้ว แต่รัฐบาลในอดีตก็ทำได้ก็ต่อยอดมาถึง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งผมก็เชื่อมั่นเหลือเกินว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นคนที่ละเอียดอยู่แล้วจะสามารถดำเนินการในสิ่งที่ได้เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ครั้งนี้นำไปสู่ความสำเร็จของประเทศชาติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดได้ดู ในเนื้อหาสาระนะครับ หลายท่านวิตกกังวลซึ่งผมก็เรียนตามตรงว่ากลัวว่าจะเป็นเช็คเปล่า หรือไม่ อย่างไร เช็คที่ขีดคร่อมเอซี เปยี โอนลี (A/C Payee Only) ไป เช่นงบไทยเข้มแข็ง มันก็เด้งมาแล้วเยอะ ผมไม่ห่วงครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นผมเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาผมก็ได้ รับทราบในนโยบายแต่มันก็นำไปสู่กระบวนการของการแก้ปัญหาได้ บางทีหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจที่บางคนบอกว่าขาดทุน เจ๊ง รัฐบาลดูหรือไม่ อย่างไร ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ก็ขนลุกเหมือนกันเวลาไปเช่ารถมาแทน ขสมก. จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย รัฐวิสาหกิจ เหล่านั้นก็ไม่ได้รับการดูแลก็นั่งฟังมาแล้วแล้วก็พิจารณามาแล้ว แต่สิ่งที่ผมกำลังจะชื่นชม แล้วก็ฝากในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้สภาได้พิจารณา ผมได้ดูในเนื้อหาสาระ ในหมวด ๑ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มันมีรายละเอียดที่อาจจะต้องเพิ่มเติมบ้าง เดี๋ยวผมจะ อภิปรายในตอนหลัง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราพบว่าเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันสำคัญที่สุด ในบริบทรองรับเออีซีภายในปี ๒๕๕๘ สิ่งนี้ที่ผมคาดหวังครับ เดิมทีผมคาดหวังว่า รัฐบาลจะร่วมการลงทุนในกลุ่มของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป. ลาว ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา หรือประเทศมาเลเซีย แต่ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นการพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสซึ่งหลายคนกังวลกลับมาเป็นชัยชนะในอนาคต นั่นก็คือดึงสร้างแรงจูงใจ ให้นักลงทุนได้มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย สิ่งนี้ละครับที่ผมคิดแตกต่างกับหลายท่าน ที่ได้อภิปราย ผมมีประสบการณ์ครับท่านประธาน ขอบคุณรัฐบาลที่ผ่านมาจากวิกฤติ มหาอุทกภัยทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่รัฐบาลกล้าแล้วก็ขอสภาแห่งนี้ไปเพื่อที่จะพัฒนา และเป็นแนวทางในการป้องกันเรื่องของปัญหาด้านน้ำหรืออุทกภัย การสร้างความเชื่อมั่น สิ่งเหล่านั้นที่ผ่านมาบนยอดเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งนั้นทำให้นักลงทุนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์นั้นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พูด ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กล่าว นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนไม่ย้ายฐานการผลิต จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เป็นจังหวัดหนึ่ง จังหวัดปทุมธานีก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรง จนกระทั่งหลายคนใจจดใจจ่อว่านักลงทุนจะย้ายฐานการผลิต เช่น บริษัท ฮอนด้า ท่านเห็นใช่ไหมครับ ภาพเหล่านั้นเวลานี้ สวนอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มครับ มีโรงงานมาลงทุนเพิ่ม แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำจากนี้ไปจะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าจะเป็นความ เชื่อมั่นว่าฐานการผลิตจะต้องอยู่ในประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากว่าฐานการผลิตอยู่ใน ประเทศไทยเพราะระบบโลจิสติกส์ที่ได้รับการอธิบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าต้นทุนในระบบโลจิสติกส์นั้นค่อนข้างจะต้อง เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องแข่งขันในกลุ่มของอาเซียน สิ่งนี้ละครับท่านประธาน รายจ่าย ที่พิสูจน์ให้เห็นที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวทำให้ผมได้คิดตามว่า ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ด้านพลังงานสำหรับการขนส่งที่เราต้องสูญเสียต่อปีเท่ากับ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ของการผลิต นี่ผมคิดตามครับ ผมอาจจะคิดแตกต่างกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายเห็นต่าง แต่ผมกำลังคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าระบบโลจิสติกส์มันสมบูรณ์แบบ แน่นอนครับเกตเวย์ต่าง ๆ ที่จะเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน เออีซีที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปตั้ง โรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะใช้ศักยภาพของประเทศเรา ตรงนี้ครับที่ต้องฝาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าต้องทำให้ได้ และวิกฤติตรงนั้น จะเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่ในอดีต ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้แก้หนี้ไอเอ็มเอฟ และหนี้ที่มันค้าง ที่ทุกคนกลัวว่าเพดานของหนี้สาธารณะจะสูง ถ้าได้แยกออกมาโดย ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ จะได้เห็นไปเลยว่าเอาตัวนี้ไปเท่าไร และจะกลับมา อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมต้องอภิปรายให้เพื่อนสมาชิกว่าบางครั้งเราก็กลัว แต่ถ้าไม่กล้ามันก็คงจะไม่ได้ ผมกลับคิดในส่วนนี้ที่อยากจะบอกว่าถ้าระบบโลจิสติกส์ได้เกิดขึ้นมันสมบูรณ์แบบ ฐานการผลิต ไม่ย้ายจากเมืองไทยมีแต่ลงทุนเพิ่ม ท่านลองคิดสิครับว่าเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่ติดลบอยู่หัวมันจะขึ้น นั่นคือสิ่งนี้ คือสิ่งที่เรามีรายได้ในเรื่องภาษีเช่นการส่งออก ถ้าฐานการผลิตยังอยู่ในประเทศไทย มีกำลังการผลิตมากขึ้น มีการส่งเสริมมากขึ้น ผมก็ยืนยันว่ารายได้ในการจัดเก็บในอนาคต ต้องมากขึ้นครับ ผมไม่ได้มองจากเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทว่าที่มันจะมีกลับมาในรูปแบบ ของการเสียภาษีอย่างเดียว แต่ผมมองว่าผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการลงทุนเพิ่ม หรือความได้เปรียบในเรื่องการใช้ภูมิประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย จะต้องเป็นศูนย์รวมหรือศูนย์กลางในอาเซียน ด้านอาหาร ด้านการลงทุนภาคเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ เช่นเดียวกันครับการเดินทางไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะเกิดที่มาของระบบการขนส่งภาคอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างปัจจุบันเกตเวย์ ด้านตะวันออก ผมได้ดูในรายละเอียดแล้วว่ารัฐบาลก็คงไว้ในเรื่องของการศึกษา แล้วก็นำผลมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ไล่ ๆ มา ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลก็ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยเอามาผนวกไว้ ยกตัวอย่างเช่น นอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ คือด้านทิศเหนือจดทิศใต้มีการกระจายโครงการต่าง ๆ ครอบคลุม อีสท์ เวสท์ คอร์ริดอร์ (East West Corridor) คือด้านตะวันออกสู่ตะวันตกเช่นกันเชื่อมโยงทวาย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าบริบทในการปรับปรุงหรือในการบรรจุรายละเอียดเข้าไว้มันครอบคลุม เหมาะแล้วที่จะลงทุนในประเทศไทย เราไปลงทุน ในประเทศเพื่อนบ้านบ่อยครั้งที่น้ำตาตกกลับมา เก็บเงินไม่ได้ ยังเคลียร์ (Clear) กันไม่จบผมไม่อยากเอ่ย เพราะประเทศเพื่อนบ้านเขาก็ฟัง ถ่ายทอดสดจากประเทศเราอยู่ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นครับท่านประธาน แต่ถ้าเราเพิ่มความเชื่อมั่นโดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์เพื่อที่เขาได้มีโอกาสลดต้นทุนในสินค้า ในภาคอุตสาหกรรม การเดินทาง ระบบขนส่ง โดยเฉพาะฮับต่าง ๆ ที่จะต้องเกิดขึ้น ถ้าผมดู ในแผนแล้ว หลาย ๆ จังหวัดหรือในกลุ่มจังหวัด เช่น กลุ่มภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ จะได้รับอานิสงส์ทั้งระบบราง ระบบถนน แล้วก็ทางน้ำ ก็ได้มองดูแล้วนะครับว่า มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะเป็นโทษ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมจะต้องฝากเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะก็คงจะต้องให้รัฐบาลในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้พิจารณา ยกตัวอย่างหมวด ๑ ในมาตรา ๖ วรรคสอง กระทรวงการคลังอาจนำเงิน ที่ได้จากการกู้ไปให้กู้ต่อแก่หน่วยงานของรัฐเพื่อให้นำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศก็ได้ อันนี้อาจจะต้องเติม ไม่ใช่ก็ได้อย่างเดียวนะครับ ก็คือ ต้องผ่านความเห็นชอบอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เราเพิ่มขึ้นตรงนี้ แต่ต้องเป็นการใช้จ่าย เพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์และแผนงานที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น อันนี้ถ้าเพิ่มไปมันก็จะต้องสมบูรณ์ มีรัฐมนตรีอยู่ท่านเดียวนะครับบนบัลลังก์ กรุณาช่วยจดไว้ นิดหนึ่งนะครับท่านรัฐมนตรีประเสริฐ ผมอยากจะเพิ่มตรงนี้ เข้าใจว่าถ้าไม่อย่างนั้นผมก็ต้อง แปรญัตติเข้าไป ต่อจากก็ได้นะครับว่า แต่ทั้งนี้ต้องผ่านความเห็นชอบอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และต้องเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์ตามบัญชีแนบท้าย อันนี้ถ้าเพิ่มไป มันก็จะสมบูรณ์ ท่านประธานครับ มาตรา ๖ ที่เราดูนะครับ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ ซึ่งอันนี้ ที่ผมเรียนตามตรงว่าคณะรัฐมนตรีที่เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา ผมมองดูแล้ว ก็เป็นการที่ระมัดระวังตัวเองดีที่สุดแล้ว เพราะในมาตรา ๙ ก็จะเขียนไว้ให้ชัดอีกนะครับว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ตามมาตรา ๕ โดยดำเนินการกู้เงินรายใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระ ขยายหรือย่นระยะเวลาการชำระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนตราสารหนี้ของรัฐบาล หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ ในอดีต เรามีบทเรียนเรื่องนี้เยอะมาก เช่นค่าเงินตราต่างประเทศมีปัญหาเงินบาทกระทบ ในอดีต ล้มระเนระนาดเหมือนกันครับ แต่ถ้าบัญญัติไว้ตามมาตรา ๙ อย่างนี้ผมยังมีความเชื่อมั่น แต่รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเรื่องวินัยการเงินการคลัง มาตรา ๓๐ ก็เขียนไว้อีกครับ ระบุไว้อย่างชัดเจนนะครับจะทำอะไรก็แล้วแต่ กระทรวงการคลังอาจทยอยกู้เงินเป็นการล่วงหน้า ไม่เกิน ๑๒ เดือนก่อนวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระ เพราะฉะนั้นมันมีระยะเวลาในการปฏิบัติ ซึ่งถ้าเราได้ติดตามนะครับ เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ ก็เป็นมาตรการ ที่รองรับในรายละเอียด สิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน เราจะเห็นได้ชัดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลายคนอาจจะตำหนิ แต่ผมเรียนให้ทราบว่ามันมีกระบวนการระมัดระวังอยู่ในตัว เพียงแต่ ยกตัวอย่างความเห็นของผมในมาตรา ๑๒ วรรคท้าย เขียนไว้ว่า ในกรณีที่กระทรวงการคลัง ได้มีการกู้เงินในคราวใดแล้ว แต่ยังมิได้มีการขอเบิกจ่ายเงินกู้จำนวนดังกล่าว และกระทรวงการคลัง เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินกู้ หรือเป็นการประหยัดหรือลดภาระ ในการชำระหนี้ อาจให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะนำเงินกู้นั้นไปเก็บรักษาหรือฝากไว้ ในบัญชีตามที่กระทรวงการคลังกำหนดก็ได้ สักนิดได้ไหมครับ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นรายรับเอาไปหักต้นหนี้เสีย เพราะหลายคน วิพากษ์วิจารณ์บอกว่าดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นครั้งนี้นั้นจะเกิดขึ้นประมาณ ๓.๑ ล้านล้านบาท ใช่ไหมครับ มันอยู่ในโพรเซส (Process) ของการปฏิบัติ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาล มีความรอบคอบในการที่จะตราพระราชบัญญัติขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมเห็นต่างผมได้อธิบายไว้นะครับ ส่วนการที่จะระดมทุนหรือจัดหา ผมเรียนผ่านท่านประธานไปถึงคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีความละเอียดอยู่แล้วในเรื่องของการดูเม็ดเงิน งบประมาณ ท่านครับ ถ้าการลงทุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศ ขอโอกาสเหล่านั้น ให้เขามีส่วนร่วมได้ไหม เช่น บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ขอโอกาสเหล่านั้น ให้เขามีส่วนร่วมได้ไหม เพราะมันเกิดประโยชน์กับเขาครับ บริษัทผู้ผลิตใหญ่ ๆ ที่ผม ไม่อยากจะเอ่ยเดี๋ยวเป็นการโฆษณา บริษัทรถยนต์ใหญ่ ๆ เยอะแยะ บริษัทรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่ ๆ เยอะแยะ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาหารเยอะแยะ คนพวกนี้จะได้ประโยชน์ครับ ให้เขาช่วยเรา หน่อยสิครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถระดมทุนได้ อาจจะซื้อพันธบัตร ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคงจะรับทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เพราะบุคคลเหล่านี้ จะเป็นบุคคลที่ไม่ย้ายฐานการผลิต แต่กลับจะเอาศักยภาพที่รัฐบาลเพิ่มในครั้งนี้นั้น เป็นตัวช่วย ช่วยอะไรครับ ไปเอาวัสดุจากประเทศเพื่อนบ้านมา ระบบโลจิสติกส์ที่ท่านวางไว้ ในนอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ อีสท์ เวสท์ คอร์ริดอร์ คือพูดง่าย ๆ เหนือจดใต้ ตะวันออก จดตะวันตก สิ่งเหล่านี้ครับ ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดจริง ๆ ผมยืนยันครับ ผมไม่ได้สบประมาท แต่ผมว่าผมมองไม่พลาดนะครับว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยน่าจะชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด ถ้ามีองค์ประกอบอย่างนี้

อีกสิ่งหนึ่งนะครับ ท่านรัฐมนตรีประเสริฐจดไว้ได้ หนี้ที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะที่เพื่อนสมาชิกกล่าวอ้างเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่น่าเบื่อ ยาวนานเหลือเกินหลายรัฐบาลตั้งแต่ใครมาเป็นก็มีอยู่ ท่านช่วยผนวกไว้หน่อยกับการพัฒนา ผังเมืองครั้งนี้ครับ เอาสิ่งเหล่านี้กระชากออกมาเลยครับ ในการบริหารแอสเสท (Asset) ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดว่าที่ดินที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอยู่ หรือที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งที่ทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ เอาให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดจริง ๆ นั่นละครับสิ่งที่ผมว่า คำตอบเหล่านี้คนไทยทั่วประเทศอยากฟังครับ ไม่ใช่มองแต่ภาพเสียครับ กู้เงินไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย แต่กู้แล้วสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในสิ่งที่ผมได้อภิปรายไว้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และผมก็คิดว่าผมมองต่างมิติ กับคนอื่น เพราะผมก็ดูคนอื่นบริหารราชการแผ่นดินมาพอสมควรเฉกเช่นเดียวกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก แต่วันนี้โอกาสอย่างนี้ก็หาได้ยาก แต่กรุณาใช้โอกาสตัวนี้ให้เป็นประโยชน์ และสามารถก้าวไปสู่เวทีอาเซียนอย่างสง่าผ่าเผย ขอบคุณครับท่านประธาน