วราเทพ รัตนากร อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติเงินกู้โดยเปรียบเทียบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ชี้แจงว่ากระบวนการพิจารณาในสภาสามารถตัดโครงการออกได้หากเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าการใช้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจควบคุมฝ่ายบริหารได้ดีกว่าการใช้พระราชกำหนด
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่ประชุมจะใช้เวลาสั้นที่สุดเพื่อตอบประเด็นบางคำถามที่ผมคิดว่าอาจจะเป็น ประโยชน์ต่อการอภิปรายต่อไปนะครับ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเอกสารแล้วก็วิธีการ นำเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติเงินกู้เปรียบเทียบกับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อภิปรายท่านสุดท้าย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอรรถวิชช์ครับ ที่พูดถึงเรื่องของเอกสาร ผมเรียนอย่างนี้ว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติเราคงจะทราบว่า เราเสนอเป็นวาระที่หนึ่ง นี่ก็คือขั้นรับหลักการหรือไม่รับหลักการ ทุกคนทราบดีนะครับ เขาจึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเรียกว่าการพิจารณาในวาระที่สองเพื่อจะไปดู ในรายละเอียด โดยสภาแห่งนี้มอบอำนาจให้ตัวแทนของท่านคือกรรมาธิการไปพิจารณา เราคงไม่สามารถพูดกันได้หมดภายในเวลารับหลักการวาระที่หนึ่งได้เป็นพัน ๆ โครงการ เป็นพัน ๆ เอกสาร เป็นพัน ๆ หน้าเหมือนงบประมาณประจำปีปกติเลยนะครับ ผมขออนุญาตเรียน อย่างนี้นะครับว่าการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของรัฐบาลเราหลีกเลี่ยงที่จะใช้เป็น พระราชกำหนด เพราะเรามองว่าการเป็นพระราชกำหนดนั้นสภาทำอะไรไม่ได้เลย มีแต่ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น การเสนอร่างพระราชบัญญัตินี่สภายังสามารถที่จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด เอกสารที่ท่านได้รับไป ๓๐๐ กว่าหน้านั้นนะครับ ในสิทธิที่ท่านเป็น ส.ส. หรือเป็นกรรมาธิการท่านสามารถเสนอแปรญัตติได้ทั้งหมดเหมือนกับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีถ้าท่านจำได้ เวลาเสนอเขาก็มีมาตรา มีไม่กี่หน้าเหมือนกันครับ แต่ละมาตราเขาก็จะบอกว่ากระทรวงคมนาคม ได้รับงบประมาณไปเท่าไร อย่างมากก็อาจจะมีข้อ ก ข้อ ข แต่ละกรมใช่ไหมครับมีตัวเลข อันนั้นเป็นเอกสารที่เรียกว่าเป็นกฎหมาย หลังจากนั้นเราจะได้เอกสารที่เป็นกล่องที่เรียกว่า เอกสารขาวคาดแดงก็ดี ในชั้นวาระที่หนึ่ง ในนั้นจะมีรายละเอียดสายทางโครงการเฉกเช่นเดียวกับ เอกสาร ๒๐๐-๓๐๐ หน้าที่เราให้ท่านอยู่ในขณะนี้ นั่นหมายความว่าท่านไปเป็นกรรมาธิการ หรือตัวแทนของท่านไปเป็นกรรมาธิการสามารถที่จะพิจารณาไม่เห็นด้วย แล้วก็แปรญัตติตัด ปรับลดได้เหมือนกัน วันนี้เช่นเดียวกันครับ ๓๐๐ กว่าหน้านี่ถ้าท่านเห็นว่าโครงการบางโครงการ ที่ท่านบอกว่าถนนเล็กถนนน้อยที่บอกว่าหมกเม็ดมานี่ถ้าท่านบอกไม่เห็นด้วย ท่านมีสิทธิที่จะ ตัดออกไป ถามว่าตัดแล้วมีผลหรือไม่ มีครับ ถ้าเสียงข้างมากหรือสภาแห่งนี้มาลงมติบอกว่า ยอดนั้นมันหายไป งบประมาณมันก็ไม่ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ใช้คำว่า เงินกู้ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นปรับลดตัดลงไปเท่าไร มันเหลือเท่าไร ก็เป็นเท่านั้นครับ ท่านอาจจะบอกว่าแน่นอนที่สุดละ เพราะรัฐบาลเสียงข้างมากท่านก็ไม่มีสิทธิ ที่จะไปปรับและให้มันมีผล ก็ต้องเรียนครับหลักประชาธิปไตยเขาถึงใช้เสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากก็ต้องมีเหตุผล ทีนี้มาเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่ท่านบอกว่ามันจะเกิด การเปลี่ยนแปลง อนุมัติไปแล้วนี่ไว้ใจได้อย่างไรจะไม่เปลี่ยนแปลง ผมเทียบเคียงกับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีครับ ท่านอนุมัติให้กรมทางหลวงไปใช่ไหมครับ กรมทางหลวงต้องไปดำเนินการตามยอดที่วงเงินกรมทางหลวงได้ แต่ในรายละเอียดไม่ได้เป็น ตัวกฎหมาย ถ้าหากมีความจำเป็นที่กรมทางหลวงไปทำแล้วเกิดปัญหาเช่นไปเวนคืนไม่ได้ครบ กรมทางหลวงยังทำไม่ได้ งบประมาณตัวนั้นก็ยังไม่ถูกใช้ก็อาจจะตกไปในปีถัดไป หรือจะต้อง ตัดไป หรืออาจจะมีการปรับเปลี่ยน นั่นเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ ก็คือการควบคุม ถามกรมทางหลวงว่าที่อนุมัติไปทำไมไม่ทำโครงการนั้น ก็ต้องมาตรวจสอบกัน ในหลักฝ่ายบริหารถูกควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติ เรื่องนี้เช่นเดียวกันครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีชัชชาติได้รับอนุมัติร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำโครงการไทยแลนด์ ๒๐๒๐ ในเอกสารเล่มนี้แล้ว ทำไม่ได้บางโครงการท่านก็ต้องมาตอบ กับสภาแห่งนี้ว่าทำไม่ได้เพราะอะไร อยู่ ๆ ท่านจะเปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นไม่ได้ครับ อยู่ ๆ ท่าน จะเปลี่ยนไปทำเรื่องการคมนาคมทางอากาศ มันไม่ได้อยู่ในแผนงานที่เป็นบัญชีแนบท้ายนะครับ เมื่อไม่ได้อยู่ในแผนงานบัญชีแนบท้ายไปทำอย่างนั้นขัดต่อกฎหมายครับ แต่ท่านชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปทำแล้วมีปัญหาอุปสรรคเรื่องถนน ๔ เลนบางถนน ไปดู แล้วที่ขอไปนี่บางสายบอกว่า ๓๐ กิโลเมตร ไปทำจริง ๆ มันไม่ถึง ๓๐ กิโลเมตร อย่างนั้น ทำได้ครับ แล้วก็เอาไปปรับเปลี่ยนในส่วนที่มันเป็นแผนงานยุทธศาสตร์เดียวกันทำได้ครับ เหมือนกันเลยกับงบประมาณประจำปีปกติ ไม่ได้ต่างกันตรงไหนครับ แต่ถามว่าท่านจะเอา ทั้งหมดมายัดไว้ในบัญชีท้ายที่ท่านท้าบอกว่าให้เอามาใส่บัญชีท้ายให้เป็นกฎหมาย มันยากครับ และไม่เคยปรากฏที่ไหนครับ ไม่ว่าจะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีปกติ ก็ไม่สามารถเอาโครงการละเอียดยิบย่อยมาใส่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์จำเป็นอย่างที่ผมบอกว่ามันมีต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้าง ท่านต้องเอากลับเข้ามาในสภาเพื่อให้สภาแก้ นี่คือเหตุผลว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่จะเอา รายละเอียดโครงการเป็นพัน ๆ โครงการไปใส่ในเอกสารงบประมาณหรือร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ เราห่วงว่าท่านจะไม่ไว้วางใจให้ไปเหมือนกับ พ.ร.ก. หรือร่างพระราชบัญญัติบางฉบับที่ผ่านมา ไม่มีครับ ผมขออภัยไม่ได้มีการที่จะมาเปรียบเทียบเปรียบเปรยนะครับ ท่านบุญจงเอง ท่านก็เคยลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศ เมื่อปี ๒๕๕๒ ไป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมไม่แน่ใจว่าท่านอภิปรายแบบเมื่อสักครู่หรือเปล่า ถ้าท่านอภิปรายแบบเมื่อสักครู่ผมจะดีใจมากเลยว่าวันหนึ่งที่ท่านเป็นรัฐบาลท่านได้ทำหน้าที่ เหมือนกับที่ท่านทำหน้าที่ฝ่ายค้านไว้ในการท้วงติง วันนั้นสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อจากพระราชกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องถือว่า ครม. สมัยนั้นก็ให้ความเห็นชอบมาแล้ว โดยไม่มีเอกสาร ประกอบนะครับ ร่างพระราชบัญญัติที่ท่านอรรถวิชช์หยิบยกขึ้นมาบอกว่าสภาแห่งนี้ มี ๑๙ มาตรา ร่างพระราชบัญญัติฉบับปี ๒๕๕๒ ๑๓ มาตรา เขียนคล้าย ๆ กันหมดเลยนะครับ แต่ต่างกันตรงที่ว่าร่างพระราชบัญญัติวันนั้นสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบไปแล้วแต่ยังไม่เป็นกฎหมาย โชคดีว่าไม่เป็นกฎหมายเพราะว่าไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะไม่มีรายละเอียดโครงการ มาตราในร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นเขียนเพียงว่าโครงการต่าง ๆ เมื่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ กรอบแล้วจะมารายงานให้สภาทราบเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้เราพิจารณาเลยแม้แต่โครงการ ให้เพียงว่ามาให้ความเห็นชอบ ท่านแก้ไม่ได้เลย แต่วันนี้ท่านสามารถที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ เข้าไปแก้ เข้าไปปรับปรุงได้ และท้ายที่สุดถ้ามีความจำเป็นใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ใครจะมา เป็นเสียงข้างมากก็ตาม ถ้าระหว่างการดำเนินการใน ๗ ปีนี้ท่านอยากจะแก้ตรงไหน ท่านก็แก้ได้ถ้าท่านคิดว่าทำแล้วมันไม่ดี ทำแล้วไม่สำเร็จนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่า ๑. เรื่องของการที่บอกว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่า ผมยืนยันว่าต่างจากพระราชกำหนด และต่างจากร่างพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเรียกว่าไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ ที่สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม แล้วไปอยู่ที่วุฒิสภา เพราะตรงนั้นอาจจะเรียกได้ว่าไม่มีเอกสารแนบเลยและเพียงรายงานให้สภาทราบเท่านั้นเอง
ประเด็นที่ ๒ บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่อาจจะขัดต่อวิธีการงบประมาณ ผมเรียนนะครับว่าเอกสารที่เราดำเนินการล้อกับวิธีการงบประมาณทุกประการ แล้วไม่ใช่ ฝ่ายการเมืองคือรัฐมนตรีจะดำเนินการบังคับให้ส่วนราชการทำอย่างนี้นะครับ เราทำตาม คำแนะนำของส่วนราชการที่เป็นสำนักงบประมาณก็ดี กระทรวงการคลังก็ดี ว่าวิธีการ งบประมาณจะต้องดำเนินการอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเรียนเป็นการเบื้องต้นเพื่อให้ ท่านสมาชิกที่อาจจะอภิปรายในประเด็นเหล่านี้ได้มีความเข้าใจว่าท่านสามารถที่จะดำเนินการได้ ตามสิทธิที่ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่สองซึ่งเราจะต้องไปตรวจสอบกันอย่าง เข้มข้น ผมขอนะครับว่าขอให้ท่านร่วมมือไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญเราจะตรวจสอบร่วมกันครับ
ส่วนเรื่องของการที่มองว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมมองว่าท่านสมาชิก อาจจะได้รับการชี้แจงไปในหลายส่วนแล้วนะครับ แต่เมื่อสักครู่ท่านบุญจงท่านพูดถึงเรื่อง การขัดรัฐธรรมนูญ ผมเรียนนะครับว่าถ้าท่านพูดอย่างนี้เหมือนตอนที่ท่านเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนสมัยที่ท่านร่วมรัฐบาลด้วยก็จะเป็นการดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจะตีความ แต่วันนี้เราก็พึ่งความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล นั่นก็คือสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา พรรคฝ่ายค้านเองสมัยเป็นรัฐบาลท่านก็พึ่งครับ ท่านก็รอบคอบนะครับ การออก พ.ร.ก. กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรียกว่า โครงการไทยเข้มแข็ง ท่านก็ถามความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาท่านก็กรุณาไม่ได้ตัดสินใจโดยท่านเลขาธิการเอง ท่านส่งไปยัง คณะกรรมการ คณะที่ ๑๒ ซึ่งคณะที่ ๑๒ ท่านก็ได้วินิจฉัยออกมาแล้วว่าการกู้เงินใน พ.ร.ก. หรือโครงการที่เรียกว่าไทยเข้มแข็งของท่านนี่นะครับไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ กำหนดไว้ว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะต้องทำตามกฎหมายวิธีการ งบประมาณ หรือกฎหมายอื่นที่ให้อำนาจในการดำเนินการไว้ ส่วนการจ่ายเงินที่เรากำลัง ดำเนินการเงินกู้ครั้งนี้ หรือเงินกู้ในครั้งนั้นที่เป็นโครงการไทยเข้มแข็งนี่ไม่ใช่เป็นการจ่ายเงินแผ่นดิน เพราะฉะนั้นไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เราก็อิงสิ่งที่ได้ดำเนินการมาแล้วก็สิ่งที่ปฏิบัติมา แล้วเราก็ยังเชื่อมั่นว่าตรงนี้ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงอยากจะเรียนเบื้องต้นเพื่อให้ ท่านสมาชิกได้ประกอบการอภิปรายต่อไป ขอบพระคุณครับ