อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณทำไม่ดี และเสนอแนะว่าสามารถใช้การร่วมลงทุนหรือสัมปทานเป็นทางเลือกในการลงทุน และเรียกร้องให้ไม่เลี่ยงกระบวนการงบประมาณ และไม่ยกเว้นการดำเนินการตามระเบียบพัสดุในการจัดซื้อจัดจ้าง
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาพาดพิงแล้วก็ตอบมาหลายประเด็น ผมเอาเรื่องหลังก่อน เรื่องกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีชวนนี่ นอกจากจะหยุดการกู้เงินคือพูดง่าย ๆ คือไม่กู้เต็มจำนวน อันนี้ท่านก็เพิ่งเห็นตรงกัน ผมกราบเรียนว่าในปลายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวนซึ่งผมร่วมอยู่ด้วย เราสามารถที่จะ สะสมเงินเพียงพอที่จะคืนหนี้ไอเอ็มเอฟครับ นั่นก็คือความจริงความสามารถในการคืนหนี้ ไอเอ็มเอฟทำได้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีชวน แต่ที่ตัดสินใจไม่คืนก่อนกำหนด เพราะมีค่าปรับ นี่คือประเด็นของเราครับ แต่เวลาที่มีการไปพูดจากันข้างนอกจึงพูดเสมือนกับว่า รัฐบาลชวนกู้ซึ่งก็ไม่จริง เพราะไม่ใช่เป็นรัฐบาลที่ไปกู้ แล้วรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ นี่มาสามารถเก็บเงินใช้เงินคืนได้ก่อนกำหนด เราก็เพียงชี้แจงว่าไม่ใช่ครับ รัฐบาลชวน อยู่ในฐานะ คือมีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะชำระคืนก่อนกำหนด แต่เมื่อพิจารณาว่า เสียค่าปรับ ก็จึงเห็นว่าเราไม่ทำ ส่วนวันนี้ที่ท่านมาชี้แจงว่าทำไมรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณทำ เสียค่าปรับ ยอมเสียค่าปรับเพราะบอกว่าไปหาหนี้คือเงินกู้ก้อนอื่นมาได้ในอัตรา ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ก็เป็นการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ แต่ผมก็เลยเพิ่งทราบว่า สุดท้ายแปลว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณทำนี่ไม่ใช่ปลดภาระหนี้ แต่กู้มาเปลี่ยนหนี้ ถ้าท่านอธิบายอย่างนั้นก็เป็นเรื่องไอเอ็มเอฟประวัติศาสตร์ก็จบกันไป ทีนี้วันนี้ผมก็แปลกใจ ท่านก็เพิ่งมาชี้แจง พยายามแถลงว่าที่ทำทั้งหมดวันนี้ไม่ได้เลี่ยงระบบงบประมาณ ผมก็กราบเรียนว่า คำอธิบายของท่านผมว่าท่านย้อนกลับไปดูเถอะครับ
ประการแรก ในยุคสมัยนี้แล้วก็ทำกันมานานพอสมควรแล้ว การเสนองบประมาณ ไม่ใช่ไม่มีการเสนอยุทธศาสตร์นะครับ เดี๋ยวนี้มีที่อ้างว่าระบบงบประมาณไม่สามารถรองรับ การทำโครงการหลายปีและมียุทธศาสตร์ได้ ไม่จริงครับ ทุกปีขณะนี้กระบวนการการจัดทำ งบประมาณทุกรัฐบาลระยะหลังทำเหมือนกันครับ ๑. ดูงบประจำ ๒. ดูงบผูกพัน ถ้าไม่จำเป็น ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทบทวนก็ไม่ทบทวนครับ แล้วจึงมาดูว่ารายได้ที่เหลือนอกเหนือจาก งบประจำกับงบผูกพันแล้วจะมาลงทุนอะไรใหม่ แล้วการนำเสนอต่อสภาก็จะมีการนำเสนอ ยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นไม่เป็นความจริงว่าถ้าเป็นโครงการที่อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ แล้วใช้งบประมาณประจำปีไม่ได้
ประการที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีเชื่อจริง ๆ หรือครับว่าโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่ประเทศไทยมีอยู่ในขณะนี้แล้วก่อสร้างมาด้วยงบประมาณซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีติดปัญหาว่า ถ้าเจอเลือกตั้งแล้วปีงบประมาณเหลื่อมไป ไม่จริงหรอกครับ ผมเชื่อว่าท่านก็ทราบว่าไม่จริง มันบริหารได้ มันไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนเลย ยิ่งพูดอย่างนี้ผมกำลังยิ่งสงสัยว่าต่อจากนี้ไป จะลงทุนอะไรท่านจะเลี่ยงระบบงบประมาณไปเรื่อย ๆ หรือครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า อย่างสร้างความเข้าใจผิดนะครับว่าระบบงบประมาณของเราไม่สามารถรองรับการทำ โครงการขนาดใหญ่ได้ ฝ่ายค้านยืนยันว่าทำได้แต่ไม่ได้ทุกโครงการนะครับที่ต้องไปเข้า งบประมาณปกติ รูปแบบอื่นที่เรานำเสนอจะเป็นการร่วมลงทุนหรือสัมปทานก็เป็นทางเลือกที่ทำได้
ทีนี้ประเด็นถัดมาเรื่องเอกสาร ผมกราบเรียนว่าท่านบอกไม่เคยมีกฎหมายไหน ที่ไปเอาบัญชีที่มีรายละเอียดเยอะอย่างนี้ ไม่มียุคไหน สมัยไหนกู้แบบนี้ครับ แล้วประเด็น ที่เราเรียกร้องก็คือว่าเวลาท่านชี้แจงกับพวกเราท่านบอกว่าท่านคิดดีแล้ว ยุทธศาสตร์เชื่อม โลกมีอยู่ ๒๐๐ กว่าหน้าโครงการเพียงเท่านี้ เราเพียงแต่บอกว่าท่านผูกมัดได้ไหมว่าถ้าจะไปคิด อะไรเพิ่มเติมนอกจากนี้อย่าไปใช้เงินกู้เอาเท่านี้ ตรงไหนไม่เหมาะสมไม่ทำก็ไม่ต้องกู้ครับ เพราะเราเป็นห่วงภาระที่เกิดขึ้นกับลูกหลานของเรา นั่นคือประเด็นของเราครับ ไม่ใช่ว่า ไปใส่ในกฎหมายแล้วจะทำให้ท่านทำงานไม่ได้ครับ เพราะถ้ามันมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก ในโครงการใดท่านก็ต้องอยู่ในยุทธศาสตร์แล้วสิครับ ถ้าไม่อยู่ท่านก็ไปออกอยู่ในงบประมาณ ปีต่อ ๆ ไปก็ได้หรือวันข้างหน้าจะออกกฎหมายถ้าจำเป็นจะต้องกู้เงินพิเศษเป็นการเฉพาะ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ที่เราไม่ต้องการก็คือท่านมาขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วโครงการ ปรับเปลี่ยนกันได้ตามใจชอบทีหลัง ที่ท่านอธิบายเรื่องเอกสารงบประมาณไม่ใช่นะครับ ทำไม เอกสารงบประมาณถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ตัวเนื้อกฎหมายมีผลผูกพัน ก็เพราะผมกราบเรียนท่าน แล้วรัฐธรรมนูญกำหนดรูปแบบไว้ชัดเจนว่าการเสนอกฎหมายงบประมาณต้องมีเอกสาร ประกอบอย่างไร และที่สำคัญการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีกฎหมายวิธีการงบประมาณ กำกับไว้ครับ ฉะนั้นเวลาจะเปลี่ยนมันมีหลักเกณฑ์อยู่ท่านทราบดีครับ เปลี่ยนข้ามกองทำได้ อำนาจใคร เปลี่ยนข้ามกรมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน คือถ้าท่านไม่มีเจตนาจะเลี่ยงระบบงบประมาณ ไม่มีเจตนาว่าเงินกู้มาแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะไปใช้ตามโครงการอื่นแค่เพียงสอดคล้องยุทธศาสตร์แผนงาน ซึ่งผมอ่านให้ฟังเมื่อวานนี้ บอกว่าเชื่อมถนน ขยายถนน โครงการอะไรก็เข้าครับถ้าอย่างนี้ ถ้าไม่มีเจตนาจะทำสิ่งเหล่านั้น ก็เอาตามที่พวกผมเสนอเท่านั้นเองครับ เขียนเอาไว้ว่าโครงการที่จะใช้เงินกู้จำกัดอยู่เฉพาะ ในตรงนี้ แล้วแต่ละปีเราก็สามารถที่จะมาพิจารณาได้ นั่นคือประเด็นครับว่าทุกปีผู้แทนของ ประชาชนสามารถมาติดตามตรวจสอบได้ว่ายังสมควรใช้เงินมากมายขนาดนี้สำหรับโครงการนี้ หรือโครงการนั้นหรือไม่ อย่างไร ส่วนระเบียบพัสดุเมื่อช่วงบ่ายท่านอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลที่แล้วท่านก็บอกนะครับ พ.ร.ก. ก็ใช้ระเบียบพัสดุ แต่ถ้าจะยกเว้นเป็นอำนาจ กวพ. แต่ยกเว้นเป็นรายโครงการครับ ที่พวกกระผมติดใจเพราะผมไม่ทราบว่าท่านเข้ามาหรือยังนะครับตอนนั้น แต่รัฐบาลนี้ครับ เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปมีมติคณะรัฐมนตรียกเว้นหมดเลยครับ ไม่ใช่ไปดูว่ามีปัญหา จะมีการดำเนินการตามระเบียบพัสดุในโครงการนั้นโครงการนี้ไม่ได้แล้วมาขอยกเว้น เป็นรายโครงการ แต่ไปออกมติเป็นการทั่วไปเลย และเมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ยืนตอบสภาเองว่าที่ฝ่ายค้านห่วง ความจริงท่านพูดก่อนที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายด้วยครับ ที่เป็นห่วงกันว่าจะไม่โปร่งใส ขอยืนยันว่ามีระเบียบพัสดุอยู่ พวกกระผมก็บอกถ้าเจตนา ของท่านเป็นเช่นนั้นก็ระบุในกฎหมายครับ จะเปิดช่องไว้ก็ได้ครับ ยกเว้นโครงการไหน มีความจำเป็น เป็นอำนาจของ กวพ. เป็นกรณี ๆ ไปแต่พวกผมไม่ต้องการเห็นมติแบบเดียวกับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยกเว้นหมดเลยครับทุกโครงการ ฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่า ฝ่ายค้านยืนยันว่าการดำเนินการนี้ก็ยังเป็นเจตนาของการหลีกเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ เพื่อที่จะสามารถโยกย้ายงบประมาณได้ และไม่ใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างตามปกติครับ