สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

วราเทพ รัตนากร หารือเรื่องการกู้เงินและการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามระเบียบและกรอบวินัย และพูดถึงปัญหาการผูกพันงบประมาณที่ไม่สามารถใช้ได้ทันทีหลังการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่ทำให้โครงการผูกพันไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และการนำเอกสารแนบท้ายที่มีรายละเอียดโครงการเข้าไปในพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีกฎหมายที่เขียนไว้กำหนด และสามารถยกเว้นได้ตามเหตุผลที่ถูกต้อง

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้เวลาของส่วนคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงในบางประเด็นนะครับ ผมคิดว่าการอภิปราย ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้มีหลายประเด็นด้วยกัน ในส่วนที่ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในฐานะ ซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลที่เกี่ยวข้องอยู่บ้างจะตอบชี้แจงในบางประเด็นนะครับ

ประเด็นที่เป็นประเด็นดูเหมือนจะทำให้เกิดข้อกังขามากที่สุดประเด็นหนึ่ง ในการที่สมาชิกโดยเฉพาะซีกของฝ่ายค้านได้ตั้งก็คือห่วงเรื่องการกู้เงินแล้วจะเกิดการทุจริต โดยมองว่าการกู้เงินนั้นจะไม่เป็นการปฏิบัติตามกรอบวินัยในเรื่องของการดำเนินการ จัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออยากจะให้ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ นั่นเป็นเรื่องประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือว่าอยากจะให้มีการกำหนดรายละเอียดเอกสาร ๒๐๐ กว่าหน้า ที่เป็นโครงการนำไปไว้อยู่ในร่างกฎหมายหรืออยู่ในบัญชีแนบท้าย รู้สึกว่า ๒ ประการนั้น จะเป็นประการที่จะถูกพูดอยู่ตลอดเวลา

ประการที่ ๓ ก็คืออยากให้มีการตั้งงบประมาณปกติจะเป็นงบผูกพันก็ได้ โดยสมาชิกพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่บอกว่าเห็นด้วยกับโครงการเกือบทั้งหมด บางท่าน ยังบอกด้วยว่าน่าจะต่อยาวไปจนถึงปลายสุดของประเทศ หรือเหนือสุดของประเทศด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเราจะไม่มาพูดกันว่าท่านไม่เห็นด้วยกับโครงการ แต่ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย กับวิธีการ ผมเรียนว่าการออกร่างพระราชบัญญัติการกู้เงินเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ไปค้นมาว่ามีการออกมาหลายสิบปีก็เป็นข้อมูลครับ ผมคิดว่าเหตุและผลในการออกพระราชบัญญัติ ในแต่ละสถานการณ์เรื่องการกู้เงินนั้นจะต้องมีเหตุในการดำเนินการ ครั้งนี้รัฐบาลมองว่า โครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็นการตั้งงบประมาณปกติมันไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมา ท่านที่เคยเป็นรัฐบาลก็คงทราบว่างบปกติเราถูกข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่อง แต่เรื่องที่ผมกำลัง อธิบายที่ท่านถามก็คือที่ท่านบอกว่าสามารถตั้งในงบประมาณปกติในลักษณะเป็นงบผูกพันข้ามปี ผมเรียนเหตุผลว่าโครงการทั้งหมดประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่สามารถที่จะนำไปบรรจุ ในแผนการตั้งงบประมาณผูกพันข้ามปีใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติได้ด้วย เหตุผลดังนี้ครับ งบประมาณผูกพันข้ามปีท่านคงทราบว่ามันเป็นงบประมาณที่มีลักษณะ เป็นโครงการที่ไม่มีแผนยุทธศาสตร์แบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการ อย่างเช่น จัดซื้ออาวุธ ที่มีลอตใหญ่ ๆ โครงการที่มีการก่อสร้างตึกอาคารหลังใหญ่ ๆ ราคา ๑,๐๐๐ ล้านบาท มันจะ แยกย่อยไปไม่มียุทธศาสตร์ว่าเป็นแผนในเรื่องของด้านคมนาคมขนส่งหรือด้านใด ๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเป็นการนำไปบรรจุไว้ในงบประมาณประจำปีปกติผูกพันเราก็จะไม่เห็น แผนยุทธศาสตร์หรอกครับ มันจะไม่เกิดความเชื่อมั่นว่าการทำยุทธศาสตร์ในเรื่องของ การคมนาคมขนส่งที่เราเรียกว่าโครงการไทยแลนด์ ๒๐๒๐ เกิดขึ้นได้เลย

ข้อจำกัดประการถัดมา ก็คือว่างบประมาณปกติที่เราดำเนินการประจำปี แล้วก็จัดในเรื่องของการผูกพันนี้นะครับ ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าเวลาเข้ามาพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการในแต่ละปีของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายบางครั้งมันมีปัญหา มีปัญหาในเรื่องที่ตั้งไว้แล้วปีนี้ไม่ตั้งเข้ามา ไม่ตั้งเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร หลายเหตุผลครับ แต่เหตุผลหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเกิดเสมอคือเปลี่ยนนโยบาย พอเปลี่ยนนโยบายรัฐบาลใหม่ บอกไม่ทำแล้ว มันก็เกิดความไม่แน่นอน ถ้าเราเอาโครงการลักษณะนี้ไปใส่ในโครงการผูกพันข้ามปีใครจะเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเกิด แล้วมันก็เป็นเรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่ามันมีอุปสรรค อย่างนี้ครับ ท่านคงจำได้ว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติเราจะทำกันประมาณ เดือนพฤษภาคม แล้วก็ไปให้เสร็จสิ้น ๑๐๕ วันผ่านวุฒิสภา ประกาศใช้วันที่ ๑ ตุลาคม ของทุกปีเป็นปีเริ่มต้นงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่มันเป็นอย่างนี้ทุกปีได้ไหม เป็นไม่ได้ครับ ถามว่าทำไมเป็นไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาสำหรับการเมืองไทย ไม่มีสภาครับ เราจำกันง่าย ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ และปีงบประมาณ ๒๕๕๔ เราไม่สามารถใช้งบประมาณได้ทันวันที่ ๑ ตุลาคมกว่าจะเลือกตั้งกัน กลับเข้ามาต้องไปทำงบประมาณหลังจากวันที่ ๑ ตุลาคม ผลก็คืออะไรครับ ผลก็คือว่า งบประมาณผูกพันที่เราอยากจะตั้งมันยังไม่ได้เลย เพราะกฎหมายเขาบอกว่าถ้ายังไม่มี งบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ใช้งบประมาณไปพลางก่อน พลางก่อนก็คือเฉพาะงบประมาณ ในปีที่เราตั้งไว้เท่านั้น ยกตัวอย่างถ้าท่านตั้งงบประมาณไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ผูกพันปีแรก ๑,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออีก ๙,๐๐๐ ล้านบาทว่าจะใช้ในปีต่อไป พอเราตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจำปีไม่ทันตามกำหนดเวลาวันที่ ๑ ตุลาคม โครงการสะดุดเลยครับ ต้องไปรอจนกว่า จะผ่านงบประมาณไปเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ นี่คือปัญหาหนึ่งซึ่งผมคิดว่าฝ่ายประจำ เขาแนะนำมาว่าการที่เราจะทำโครงการใหญ่ ๆ แล้วไปตั้งงบประมาณผูกพันข้ามปี มันมีอุปสรรคจริง ๆ นะครับ ซึ่งผมก็คิดว่าเราอาจจะมองเห็นต่างกันได้ แต่สิ่งนี้ผมก็คิดว่า รัฐบาลก็อยากทำโครงการนี้ให้สำเร็จ อะไรก็ตามที่สามารถทำสำเร็จแล้วมันทำตามปกติได้ ไม่มีปัญหาครับ แต่อันนี้ก็ไม่ใช่การหลีกเลี่ยง เพราะว่าเรานำมาสู่สภามาเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ได้ทำเป็นพระราชกำหนด ซึ่งมาถึงแล้วไม่มีคณะกรรมาธิการ สภามีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เท่านั้น ท่านอาจจะบอกว่าก็นี่ไม่เร่งด่วนเลยทำพระราชกำหนดไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่เมื่อเราทำเป็นร่างพระราชบัญญัติเราก็เดินตามขั้นตอน ก็มาถึงประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่า เอกสารแนบท้ายมีเพียง ๒ หน้า มี ๓ ยุทธศาสตร์ มี ๗ แผนงาน มันน้อยไปท่านอยากให้ เอาเอกสาร ๒๐๐ กว่าหน้า เล่มที่ท่านถืออยู่แล้วก็หลายท่านเปิดดูแล้วมีโครงการอะไรบ้าง กระทรวงคมนาคมเขาก็จัดทำไว้ กระทรวงการคลังก็จัดทำไว้ ท่านอยากให้เอาเอกสารนั้น ใส่เข้าไปข้างในร่างพระราชบัญญัติ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณกรณ์ ขออภัย ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากให้เอาใส่เข้าไป จริง ๆ แล้วผมคิดว่าพวกเราก็อยากให้ใส่เข้าไปครับ แต่ถามว่าท่านเคยเห็นเราใส่เอกสารเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติมีรายละเอียดขนาดนี้ มาก่อนไหมครับ ผมว่าผมอยู่สภาแห่งนี้มาถึงแม้ไม่ต่อเนื่องก็ ๒๐ ปี แต่ว่าไม่ได้เข้าออก เพราะว่ามีจังหวะวิกฤติการเมืองก็ตาม แต่ก็นั่งเป็นกรรมาธิการเยอะมาก ผ่านกฎหมายไป หลายฉบับ ผมไม่เห็นบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฉบับไหนที่จะสามารถใส่รายละเอียดโครงการ ที่บอกว่าก่อสร้างถนน ก่อสร้างต่าง ๆ เป็น ๑,๐๐๐ โครงการไปในนั้นได้เลย ถามว่า ทำไมใส่ไม่ได้ ถ้าใส่เข้าไปเป็นกฎหมายเมื่อใดส่วนราชการไปดำเนินการแล้วไม่เป็นไปตาม รายละเอียดของกฎหมายทำอย่างไรครับ ต้องนำกลับมาสภามาแก้กันทุกตัวอักษรหรือทุกเม็ดเงิน งบประมาณ ตรงนี้นี่เองจึงเป็นที่มาในลักษณะคล้ายคลึงกับเอกสารงบประมาณที่ตั้งอยู่ตรงนั้นละครับ เอกสารงบประมาณชุดนั้นเป็นเอกสารงบประมาณรายจ่าย ผมไม่แน่ใจว่าใครนำมาใช้ ขออนุญาต ยืมใช้ชั่วคราวอธิบายเพิ่มเติมนะครับ ตรงนั้นก็ไม่ได้ใส่ไว้ในกฎหมาย เพราะเขามองว่า ถ้าใส่เข้าไปส่วนราชการไปปฏิบัติไม่ได้ ถ้าหากจะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะต้องนำกลับเข้ามาสู่สภา เขาจึงมีการกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นคนดำเนินการควบคุมว่าถ้าหากจะมี การเปลี่ยนแปลงอะไรจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เอกสารของเรา อาจจะน้อยมี ๒๐๐ กว่าหน้า ท่านบอกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอกสาร ๒๐๐ กว่าหน้า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณปกติเป็นกล่อง ๆ มันต่างกันครับ เอกสารงบประมาณประจำปีปกติเป็นกล่อง ๆ ๒๐ กว่ากระทรวงนะครับ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ซื้อเครื่องถ่ายเอกสารก็ต้องพิมพ์อยู่ในนั้นหมดเลย มันไม่ใช่ตัวเงินครับมันตัวบัญชีโครงการ มันตัวส่วนราชการ ๒๐ กว่ากระทรวงเอกสารมันถึงเยอะอย่างไรครับ ผมเชื่อมั่นว่ากระทรวงคมนาคม ท่านดอกเตอร์ชัชชาติท่านเป็นคนที่ต้องการทำงานอยู่แล้วเสียสละมาเล่นการเมือง ท่านไม่ทำ ให้เสื่อมเสียแน่ ท่านอยากใส่มาทั้งหมดแต่ว่าเรายังมีเวลา ในนี้เป็นเอกสารนำที่บอกบัญชีโครงการ เดี๋ยวไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ผมว่าท่านคงเรียกรายละเอียดเอกสารอีกหลายสิบกล่อง แน่นอน มันใส่ไม่ได้ก็อย่างที่ผมเรียน ถ้าใส่ไปเมื่อไรท่านอยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในลักษณะ ของปัญหาที่เราไปเจอในเรื่องของการดำเนินการระหว่างการจัดการ มันต้องกลับมาสภาทุกครั้ง แล้วก็ไม่เคยมีมาก่อนครับ ผมยืนยันได้ว่ายังไม่เคยเห็นมีเอกสารที่จะใส่โครงการเยอะ ๆ อย่างนี้ในกฎหมาย ผมอยากให้ความร่วมมือนะครับท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่มันก็เป็นอุปสรรคจริง ๆ ผมเชื่อมั่นว่าเราพูดคุยกันได้ในชั้นกรรมาธิการถ้าเหตุผลนี้ ท่านยังมองว่าไม่เพียงพอนะครับ

ต่อไปเรื่องของการจัดซื้อระเบียบพัสดุ ก็ได้มีโอกาสอยู่กระทรวงการคลัง แล้วก็ดูแลกรมบัญชีกลาง ผมก็พยายามนะครับ ที่ท่านพูดกันมาตลอดว่าทำไมไม่กำหนด ว่าด้วยเรื่องระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้างไว้ในกฎหมาย มันมีกฎหมายฉบับไหนไหมที่เขียนอย่างนี้ ก็ไปค้นมา ๒ วันถึงลุกขึ้นมาตอบเพราะกลัวว่ามันจะมีอยู่ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่มี ถามกฤษฎีกาก็ไม่มี ถามกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังก็ไม่มี ถามว่าแล้วทำไมไม่มีล่ะ เขาบอกว่าถึงแม้นไม่มีกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติก็จะต้องไปปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ หรือระเบียบพัสดุว่าด้วยอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเขียน ส่วนราชการ ต้องปฏิบัติตามระเบียบพัสดุอยู่แล้ว นั่นคือเหตุผลที่อยากจะอธิบายให้ท่านได้มั่นใจว่า ถ้าท่านผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อยู่ ๆ จะไปบอกว่าไม่ใช้ระเบียบพัสดุเลยไม่ได้ครับ ต้องเดินหน้าใช้ระเบียบพัสดุเสียก่อน เมื่อเดินหน้าใช้ระเบียบพัสดุแล้วอาจจะมีการยกเว้นระเบียบพัสดุได้ ผมว่าท่านก็คงเคยยกเว้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ผมเชื่อมั่นว่าราชการมันต้องเข้มข้นแต่ก็ต้องมียืดหยุ่น ถ้าหากมีปัญหา อุปสรรค คงจะเคยเห็นว่าเขาไปขอยกเว้นระเบียบพัสดุในการดำเนินการ ในสมัยของท่านถ้าหากมีความจำเป็น สมัยท่านได้มีการหารือไปกฤษฎีกาว่าการยกเว้น ระเบียบพัสดุเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีหรือของใครท่านคงจำได้ กฤษฎีกาบอกว่าเป็นเรื่องของ คณะกรรมการ กวพ. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ เพราะฉะนั้นถ้าท่านรัฐมนตรีชัชชาติ จะไม่เดินตามระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๓๕ หรือระเบียบพัสดุว่าด้วยอิเล็กทรอนิกส์ อี-ออกชั่น ท่านก็ต้องมีเหตุผล ส่วนราชการก็ต้องมีเหตุผล แล้วคนอนุมัติไม่ใช่คณะรัฐมนตรีนะครับ คณะกรรมการอย่างที่ว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุจะเป็นคนอนุมัติว่ามีเหตุมีผล ในการยกเว้นหรือไม่ แต่อย่างที่ผมเรียนว่าถึงแม้ไม่เขียนในกฎหมายว่าด้วยระเบียบพัสดุ แต่ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประมาณปกติ นั่นคือ ๓ เรื่องที่ผมอยากจะเรียนไป จริง ๆ แล้วไม่อยากจะเป็นประเด็นต่อล้อต่อเถียงท่านอดีตรัฐมนตรีพิเชษฐด้วยครับ ขออภัย เมื่อวานนี้ท่านบอกว่าท่านก็อยู่ในช่วงรัฐบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับวิกฤติเศรษฐกิจ เผอิญผมก็มีโอกาสอยู่ ในช่วงรัฐบาลที่หลังวิกฤติเศรษฐกิจ ท่านบอกว่าการใช้เงินกู้ไอเอ็มเอฟ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ประกาศบอกว่าเป็นคนใช้ก็เอาหน้าเอาตาไป ผมคิดว่า ความจริงเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ใช้ก่อนกำหนดในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่ใช้ก่อนกำหนด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะว่าท่านหรือโจมตีอะไร ท่านก็พูดถูกครับว่าท่านหยุดใช้เงินกู้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด ต่างกันนะครับ ท่านหยุดเบิกก่อน ก็เป็นฝีมือรัฐบาลนั้นไม่ต้องใช้เงินตามที่ตกลงไว้ แต่รัฐบาลใหม่เข้ามา พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ก็มีการบริหารงานที่ดีสามารถใช้หนี้ก่อนกำหนดแล้วก็ใช้ก่อนกำหนดจริง ๆ แต่ประเด็น ไม่ได้อยู่ในเรื่องไอเอ็มเอฟ ท่านพาดพิงไปถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณรัฐบาลขณะนั้น ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟแล้วไม่พอไปใช้หนี้เงินกู้ ถ้าผมจำไม่ผิด ฟังไม่ผิด ท่านบอกเวิลด์แบงก์หรือเอดีบีใช่ไหมครับ แล้วทำให้เกิดความเสียหาย ถูกปรับใช่ไหมครับ ผมไม่แน่ใจว่าท่านเอาข้อมูลที่ไหนมา แต่ผมฟังเมื่อวานผมอยากจะตอบ ทันที แต่ผมไม่แน่ใจ ไม่มีเอกสาร เมื่อวานนี้ผมอยากจะตอบว่ามันเป็นไม่ได้เลยที่สำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะที่ท่านบอกท่านเป็นคนตั้ง ผู้อำนวยการคนแรกท่านก็ตั้ง แล้วเขาจะกล้า ไปจ่ายหนี้แล้วเสียหายโดยไม่มีเหตุผล ผมเชื่อมั่นว่าคงไม่มีรัฐมนตรีคนไหนหรือนายกรัฐมนตรี ท่านใดไปบังคับ ท่านก็คงรู้จักคุณพรรณี ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะในช่วงนั้น เป็นคนตรงครับ เป็นผู้หญิงทำงานเก่ง ผมก็เลยไปหาข้อมูลแล้วก็พยายามหา เผอิญว่าเรื่อง มันนานมากกว่าจะได้เอกสารมาเพราะว่าจะตอบกับท่านผมคงไม่กล้าตอบแบบลอย ๆ นะครับ เดี๋ยวท่านขึ้นไปเช็กได้ที่ชั้น ๓ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ที่นี่ กระทรวงการคลัง ยังอยู่ที่นี่ เหตุผลในการคืนก่อนกำหนดนี่ถูกปรับจริงครับ ถ้าท่านพูดแค่นี้เสียหายครับ แต่การที่ เขาไปคืนก่อนแล้วถูกปรับ มันต้องมีเหตุผลใช่ไหมครับ อยู่ ๆ ใครจะอยากไปใช้หนี้แล้วถูกปรับ เขาเรียกบริหารจัดการหนี้ ถึงตั้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะขึ้นมา เขาไปหาแหล่งเงินกู้ ที่ดอกเบี้ยมันต่ำกว่าแล้วมาชำระคืนดอกเบี้ยที่สูงกว่า ถึงแม้นดอกเบี้ยที่สูงกว่าจะมีค่าปรับ แต่บวกลบคูณหารแล้วมันทำให้ประหยัดเงิน ประหยัดดอกเบี้ย ผมมีรายละเอียดทั้งหมด ไม่อยากจะอ่านเป็นข้อนะครับ แต่สรุปสุดท้ายก็คือว่าผมเชื่อในข้อแรกเลยครับว่าสำนักงาน บริหารหนี้สาธารณะ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังคงไม่กล้าไปทำอะไรให้เสียหายเรื่องนี้ แล้วเอกสารมีแน่นอนว่าการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งผมก็เป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย ถึงแม้จะไม่ได้รับผิดชอบ เป็นการบริหารจัดการหนี้ที่ทำให้ลด ภาระหนี้อย่างแน่นอนครับ ขอบพระคุณครับ