สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องกฎหมายกู้เงินและขอเปิดพรีเซนเทชันเพื่อหารือต่อ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกู้เงิน 2,000,000,000,000 บาท และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี 2535 และระเบียบว่าด้วยการบริหารวิธีการ งบประมาณ เพื่อป้องกันการทุจริต
ผมก็เรียนท่านประธานต่อครับว่า เรื่องของประชาชนคิดอย่างไรกับกรณีของกฎหมายกู้เงิน ผมขอเพาเวอร์พอยท์ขึ้นจอนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
มีการสำรวจโดยเอแบคโพลล์ (ABAC Poll) ครับว่า คนคิดอย่างไรกับเรื่องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธานนะครับที่ไปเชียร์ กันนักกันหนาว่าคนสนับสนุนให้กู้เงินความจริงไม่จริงนะครับ ประชาชนคิดอย่างไร อันดับ ๑ คือ ๓๘.๔๙ เปอร์เซ็นต์เขาตอบว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลต้องนำมาใช้พัฒนาประเทศชาติ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนจะต้องใช้เงินจำนวนนี้อย่างคุ้มค่าและทำได้จริง แต่ประเด็น ที่เขาเป็นห่วงคืออะไรครับ อันดับ ๑ ๕๘.๔๒ เปอร์เซ็นต์ คือการทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ในการดำเนินการของโครงการต่าง ๆ นี่ต่างหากครับที่เป็นตัวประเด็นที่สำคัญที่สุด และสิ่งที่ ประชาชนอยากฝากบอกรัฐบาลฝ่ายค้าน ๖๖.๙๔ เปอร์เซ็นต์ ฝากบอกฝ่ายค้านว่า เป็นผู้ตรวจสอบที่ดีติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ฝากบอกรัฐบาลว่าต้องเน้นความโปร่งใส การดำเนินงานต่าง ๆ ตรวจสอบได้ประเด็นปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ เรื่องของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เมื่อวานนี้ครับท่านนายกรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อสภานี้ว่าท่านมีอยู่ ๗ ขั้นตอน ในการยืนยันเรื่องความโปร่งใส คือ ๑. ท่านบอกว่าจัดซื้อจัดจ้างจะปฏิบัติตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี ๒๕๓๕ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย อิเล็กทรอนิกส์และระเบียบของเจ้าของโครงการ แต่ประเด็นใหญ่คือในกฎหมายฉบับนี้ครับ ไม่มีสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเอาไว้เลยว่าจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี ๒๕๓๕ ไม่มีเขียนเอาไว้ในกฎหมายเป็นถ้อยคำที่กลวงเปล่า เพราะเมื่อไม่เขียนในกฎหมาย ท่านประธานครับ โอกาสที่จะไปเหมือนกับตัวเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาทที่เป็นเงินกู้มาแล้ว ต้องใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี ๒๕๓๕ สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นครับ สุดท้ายก็คือว่ารัฐบาลขอกู้เงินไป ๑ ปี ครบ ๑ ปีมีปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลไปออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ ออกเมื่อ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ ในข้อ ๑๔ วรรคสุดท้าย ให้เลขาธิการ สบอช. มีอำนาจวางระเบียบและตัวระเบียบนี้หมายความรวมถึง การมอบอำนาจบริหารงานบุคคล บริหารจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สิน หมายความว่า ตัวสำนักงานซึ่งได้เงินกู้ไป ๓.๕ แสนล้านบาทไปออกระเบียบได้เอง และนี่เป็นที่มาของการที่ บอกว่าไปเลี่ยงเรื่องของระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๓๕ และระเบียบว่าด้วยการบริหารวิธีการ งบประมาณ เขียนไว้ในกฎหมายอย่างที่เห็นตั้งใจจะทำอย่างนี้หรือเปล่าครับ ถ้าตั้งใจทำอย่างนี้ เรื่องใหญ่มันจะตามมา ท่านประธานครับ เพราะถ้าไปดูในกฎหมายฉบับนี้มันมีเนื้อความอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องอำนาจในการกู้ผมจะเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสักครู่ เข้าใจว่ากู้ในประเทศไม่จริงนะครับ กลับไปดูกฎหมายเสียใหม่ กฎหมายฉบับนี้บอกว่า นอกจากกู้ในประเทศแล้วกู้เป็นเงินตราต่างประเทศด้วย แต่ตัวสำคัญก็คือเรื่องของการกู้มานั้น ตัวบริหารโครงการ ตรงนี้ต่างหากที่ผมขอเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสที่จะเกิดการโกงเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช้ระเบียบพัสดุจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าโปร่งใสมีขั้นตอน สภาพัฒน์คนนั้นคนนี้มาตรวจสอบ แต่ในความเป็นจริงคืออะไรครับ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ เขียนบอกว่าหน่วยงานจัดทำรายละเอียดโครงการตามยุทธศาสตร์แผนงานที่แนบไว้มี ๒ หน้า กว้างเป็นทะเล ไปทำตามกฎหมายก่อนเช่นพวกอีไอเอทั้งหลายซึ่งที่บรรจุมาบางอันไม่ผ่านครับ ให้สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง นำมาตรา ๑๔ ที่บอกว่าสภาพัฒน์ดูนั้น ไม่จริง เพราะในกฎหมายเขียนบอกว่ากลั่นกรองเสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรี คนมีอำนาจ ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือคณะรัฐมนตรี เขียนว่าให้บริหารจัดการโครงการตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ตรงนี้ต่างหากที่เป็นพื้นที่แห่งการโกง เพราะอะไรครับ ผมคิดท่านประธานง่าย ๆ นะครับ ถ้าเป็นไปตามระเบียบพัสดุและเป็นการกู้ในงบประมาณ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๐๒ นั้น โครงการซึ่งก่อหนี้ผูกพันทุกโครงการ ที่เขียนมา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทผูกพันทั้งนั้นนะครับ จะไปจ่ายเงินทำสัญญาอื่น ๆ ไม่ได้ ต้องได้รับการอนุมัติเงินประจำงวดก่อน แต่เมื่อใช้เงินกู้ถือว่าทุกโครงการนี้ ครม. อนุมัติแล้ว ตามกฎหมาย เมื่ออนุมัติแล้วทำอะไรได้ครับ ทำสัญญาได้ พอทำสัญญาได้ตามระเบียบพัสดุ ซึ่งอิงกันจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เอาไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเรียนท่านประธานเลยครับ พื้นที่โอกาสแห่งการโกงคืออะไรครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๗ ปี ถ้าใช้หลักในข้อนี้ถือว่าอนุมัติเงินแล้วทำสัญญาจ่าย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เราต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้ามีการทุจริต เดี๋ยวผมจะขึ้นจอให้ท่านประธานเห็นว่าศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเขาสำรวจนักธุรกิจ เขาพูดถึงตัวเลข ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ปกติรู้กันถ้ามีการทุจริตรับเงินล่วงหน้าไปแล้ว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะต้องจ่าย เอาเงินนี้จ่าย ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการโกงกินเป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ ล้าน บาท ไม่นับรายละเอียดโครงการไม่มี ราคากลางไม่มี ในทีโออาร์ไม่มีรายละเอียดใช้หลักการ เดียวกับกฎหมายเงินกู้คือดีไซน์ แอนด์ บิลด์ (Design and Build) แปลว่าผู้ก่อสร้าง ออกแบบเอง ออกแบบอย่างไรก็ได้เวลาไปจัดการประกวดราคาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ไม่มีตัวเปรียบเทียบ ๒ ต่อเลยครับ เอาเฉพาะ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูตัวเลขขนาดใกล้เคียงกันประมาณการของ การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยดำเนินการโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เขาทำเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๖ นี้เอง เขาประมาณผลกระทบว่า ถ้ามูลค่าอัตราการคอร์รัปชันอยู่ที่ร้อยละ ๒๕ ปี ๒๕๕๔ งบประมาณรายจ่าย ๒.๑ ล้านล้านบาท จะเป็นเงิน ๑๙๔,๓๙๕ ล้านบาท ถ้าเป็นปี ๒๕๕๖ งบประมาณรายจ่าย ๒.๔ ล้านล้านบาท จะเป็นเงินที่ทุจริต ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าร้อยละ ๓๐ ๒๘๒,๗๘๒ ล้านบาท คิดเป็นอัตราการคอร์รัปชันต่องบประมาณ ๙.๘๒ เปอร์เซ็นต์ สูงขึ้นจากปี ๒๕๕๔ และเปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีการทุจริตจะสูงขึ้นถึง ๑.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นของผมก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้เขียนแบบนี้ ฝ่ายค้านบอกตรง ๆ ว่าไม่มีใครคัดค้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่วิธีการใช้ร่างพระราชบัญญัติการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑. ทุนนิยมโดยรัฐสวนทาง กับนโยบายของท่าน สวนทางกับที่พรรคท่านหาเสียงไว้กับคนทั้งประเทศจะล้างหนี้ ร่างกฎหมาย มีความไม่โปร่งใสและมีโอกาสพื้นที่แห่งการโกงด้วยมูลค่ามหาศาลยิ่ง สิ่งที่นายกรัฐมนตรีชี้แจง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมชี้แจง ไม่มีสิ่งใดที่ชัดเจนถึงธรรมาภิบาลในการใช้ร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไปกู้เงิน ทางออกท่านถ้าหากรับฟังเสียงประชาชนและข้อกังวล เพื่อนสมาชิกเมื่อวาน พูดถึงประชามติ แต่สิ่งที่ผมจะพูดก็คือว่าถ้ารัฐบาลรับฟังเรื่องนี้แล้วรู้ว่าคนเกรงเรื่องทุจริต คอร์รัปชันทำไมไม่ถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปเสียก่อนกลับไปทบทวนวิธีการจะลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน หาวิธีการที่สามารถมีการตรวจสอบเรื่องความทุจริตสร้างความโปร่งใสได้ นั่นละครับทุนนิยมโดยรัฐถึงเป็นทุนนิยมที่สะอาด แต่ถ้าไม่ แล้วนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน นี่คือการทุจริตโดยทุนนิยมรัฐที่สามานย์ครับท่านประธาน