สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งของประเทศ โดยวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นความโปร่งใสและการทุจริตในโครงการทุนนิยมโดยรัฐของรัฐบาลชุดนี้ และอ้างถึงประสบการณ์ของรัฐบาลในอดีตที่ใช้การกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ การพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ใน ๒ วันนี้ ต้องถือว่าเป็นกรณีประวัติศาสตร์จริง ๆ ครับ เพื่อนสมาชิกซึ่งได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้สักครู่หนึ่ง ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านชัย ชิดชอบ ท่านบอกว่าอยู่สภานี้ไม่นาน ความจริงท่านอยู่มา ๓๐-๔๐ ปีแล้วนะครับ บอกว่า ท่านไม่เคยพิจารณาพระราชบัญญัติกู้เงินมาก่อนเลย ที่จะเจอก็คือเฉพาะตัวพระราชกำหนด ซึ่งเมื่อผมไปค้นข้อมูลแล้วก็เป็นความจริง ท่านประธานครับ ข้อมูลในมือผมนั้นบอกว่า ประเทศเราเคยมีการออกเป็นพระราชบัญญัติกู้เงินมาแล้วอยู่ที่ประมาณ ๒๓ ฉบับ ฉบับสุดท้ายที่เคยมีการออกพระราชบัญญัติกู้เงินนั้นอยู่ในปี ๒๕๑๔ ในยุคของจอมพล ถนอม กิตติขจร ฉบับแรกที่เป็นพระราชบัญญัติกู้เงินนั้นน่าจะอยู่ที่ปี ๒๔๘๑ เป็นพระราชบัญญัติ จัดการกู้เงินในประเทศเพื่อการอุตสาหกรรม ข้อน่าสังเกตของกฎหมายกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๑๔ นั้น ข้อน่าสังเกตมี ๒ ประการครับ

ประการที่ ๑ ก็คือวงเงินที่ใช้ในการกู้แต่ละครั้งอาจจะเนื่องด้วยเหตุผลใด ก็แล้วแต่จะมีจำนวนไม่มากครับ ฉบับแรกอยู่ที่ ๒๐ ล้านบาท ๒๕ ล้านบาท สูงสุดที่เคยกู้ กันมา เท่าที่เห็นก็อยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ที่ปี ๒๔๙๖ และเคยขยายวงเงินเป็น ๗,๕๐๐ ล้านบาทครั้งหนึ่งในปี ๒๕๑๐ ในยุค จอมพล ถนอม กิตติขจร ประเด็นข้อน่าสังเกต ของการออกพระราชบัญญัติกู้เงินตลอดตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ จนถึงปี ๒๕๑๔ ก็คือว่าในแนวทาง ทางเศรษฐศาสตร์แล้วถือเป็นการกู้เงินมาลงทุนโดยรัฐ ที่เรียกกันว่าทุนนิยมโดยรัฐ ซึ่งทุนนิยม โดยรัฐนั้นโดยส่วนใหญ่ถ้าไปดูชื่อของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่กู้ในขณะนั้นและดูตัวสภา จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง เช่น รัฐบาลที่มาจาก การปฏิวัติบ้าง บางฉบับที่เป็นกฎหมายกู้เงินนั้นเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ข้อครหาหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับพระราชบัญญัติเงินกู้ในอดีตก็คือเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของความทุจริต ที่เกิดขึ้นนั่นเอง ทุนนิยมโดยรัฐในขณะนั้นจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นทุนนิยม ชาตินิยม ที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจะแตกต่างกันครับกับตัวพระราชกำหนดที่มีการกู้เงินกัน สักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกก็พูดถึง ผมลองค้นดูตัวพระราชกำหนดนั้นมีไม่เกิน ๑๐ ฉบับครับ แต่พระราชกำหนด ที่กู้เงินนั้นจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ตัวพระราชกำหนดในยุครัฐบาลชวน ที่เข้ามาหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งก็เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญเพราะเกิดวิกฤติ ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น และประเทศมีปัญหาจากกรณีของหนี้สินที่เกิดขึ้นจากสถาบันการเงิน เป็นมรดกที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านั้นทิ้งเอาไว้และต้องแก้ปัญหา แม้แต่กระทั่งตัวพระราชกำหนด ที่ออกโดยรัฐบาลสมัยยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกเพราะมีปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นไปตามเงื่อนไข ของรัฐธรรมนูญ นี่คือความแตกต่างครับ แต่ยุคนี้ พ.ศ. ๒๕๕๖ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้วิกฤติเศรษฐกิจที่จะออกพระราชกำหนด ท่านออกไป ๑ ฉบับแล้ว นั่นคือพระราชกำหนดเรื่องบริหารจัดการน้ำ โดยอาศัยความกลัวจากกรณี เรื่องน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑ ปีผ่านไปใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นปัญหาก็คือ อย่างนี้ครับว่า การเลือกใช้ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับ กฎหมายกู้เงินในประเทศตั้งแต่ปี ๒๔๘๓ จนถึงปี ๒๕๕๔ นั้นเป็นเงินรวมกันเพียงแค่ ๓๕,๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่นี่ฉบับเดียวปี ๒๕๕๖ ออกเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนักว่านี่ละคือทุนนิยมโดยรัฐ รัฐบาลชุดนี้ทำสวนทางถึง ๒ อย่าง ๑. สวนกับนโยบายที่ท่านแถลงต่อรัฐสภานี้เอง ท่านแถลงนโยบายเอาไว้ในเรื่องของ การลงทุนและเรื่องของการส่งเสริมรักษาวินัยการเงินการคลัง ท่านบอกว่าส่งเสริมบทบาท ภาคเอกชนในการร่วมลงทุนและดำเนินการในกิจการของรัฐ วันนี้ฉีกทิ้งแล้วครับ รัฐบาลชุดนี้ เลือกที่จะเป็นทุนนิยมโดยรัฐ ปัญหาจะนำมาสู่ข้อครหาเรื่องความโปร่งใสครับ ถ้ามีความโปร่งใส ทุนนิยมโดยรัฐก็เพียงแต่เป็นแนวทางหนึ่งและขัดกับแนวทางเสรีนิยม แต่ถ้ามีการทุจริตฉ้อฉล นี่คือทุนนิยมสามานย์โดยรัฐที่สามานย์ นี่คือข้อกังวลครับ

ข้อสวนทางประการที่ ๒ เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับหลายคนที่อยู่ในสภานี้ เมื่อย้อนกลับไปปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ คนในรัฐบาลขณะนี้ ๒ วันนี้ลุกขึ้นพูดเชียร์การกู้เงิน หน้าตาเฉย ๒ ปีก่อนหน้านี้รังเกียจ ประณาม ต่อว่าการกู้เงิน ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นเป็นเพียง พระราชกำหนดกู้เงินวงเงินไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในมือผมเป็นการลำดับถ้อยคำครับ หลายคนที่พูดเอาไว้ ดีแต่กู้บ้าง กู้มาโกงบ้าง พูดในสภานี้ครับ ในเวลานั้นพวกเราเป็นรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ของประเทศ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ได้มาส่วนหนึ่งไปชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพราะจัดเก็บได้น้อยลงเนื่องจากมีวิกฤติเศรษฐกิจเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่ง ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปถึง แล้วผลตอบรับก็คือ เศรษฐกิจโตขึ้นสมตามที่วางเป้าหมายไว้ทุกประการ แต่ท่านรังเกียจเรื่องการกู้ครับ มาวันนี้ กลืนน้ำลายกันหน้าตาเฉย แถมก่อนเลือกตั้งในครั้งนี้ท่านประธานครับ ผมจะไม่ย้อนกลับว่า ในสภาวันนั้นใครพูดบ้าง วันนี้คนพูดในสภาต่อว่าเรื่องเงินกู้เป็นถึงรัฐมนตรี ๒ วันนี้ก็ไม่มาครับ แต่ที่น่าสนใจคือปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๓ ต่อเนื่องมาถึงปี ๒๕๕๔ ช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งกันอยู่ ในขณะนั้นมีคนหนึ่งพูด อันนี้เป็นข่าวทั่วไปครับ ไปค้นได้ทั้งในอินเทอร์เน็ตและหนังสือพิมพ์ ผมเป็นคนไม่ชอบกู้ เพราะตอนเป็นนักธุรกิจเข็ดแล้วต้องไปกู้เงิน ตอนนี้เข้ามาช่วยการเมืองนี้ ก็ไม่อยากให้กู้ ผมไม่ใช่นักกู้ แต่ไม่รู้เป็นอะไรนะครับ วันนี้ผมสังหรณ์เลยครับว่าพรรคเพื่อไทย ต้องเป็นรัฐบาลแน่นอน เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์สร้างหนี้ แถมมีคนในที่ประชุม วันนั้นเชียร์อีกครับว่าให้เอาคนนี้กลับบ้านแล้วจะกลับมาแก้หนี้ คนพูดคำนี้วันนี้นั่งอยู่ ในสภาครับ ความหมายก็คืออะไรครับ ความหมายก็คือว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างหนี้ แล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิกเอาป้ายมาแสดงเมื่อวานว่าเลือกพรรคเพื่อไทยจะมีการล้างหนี้