สงกรานต์ จิตสุทธิภากร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มีประวัติการทำงานไม่ประสบความสำเร็จและขาดความมีเครดิต นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงและงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสและความจริงใจในการใช้จ่าย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมจะอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... ซึ่งผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะให้อำนาจกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินได้ จำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาใช้ในการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ภายใน ๗ ปี โดยที่จะให้ คนไทยทุกคนต้องมาร่วมใช้หนี้ที่ไม่ได้ก่อเองเป็นเวลานาน ๕๐ ปี ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานเคยกู้เงินมาก่อนนะครับท่านจะเข้าใจดีว่าการพิจารณาเงินกู้ในวันนี้ก็เหมือนกับ ตอนที่ท่านไปขอเงินกู้จากธนาคาร เจ้าหน้าที่แล้วก็จะต้องขอหลักฐาน ขอเอกสารของท่าน แล้วไปพิจารณา แล้วก็จะให้คำตอบ นัดวันให้คำตอบ แต่ผมท่านได้เลยครับว่าผมเห็นเอกสาร ในมือผมนี้ครับ มีอยู่ ๖ หน้า ผมไม่เห็นด้วยในหลักการ แล้วผมก็ไม่อนุมัติด้วยครับ เพราะอะไรครับ เหตุผลมีอยู่เหตุผลเดียวครับ รัฐบาลนี้ไม่น่าเชื่อถือครับ เวลาคนกู้เงินเขาดูเครดิต รัฐบาลนี้ ไม่มีเครดิตครับ ผมมีเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมรัฐบาลนี้ไม่น่าเชื่อถืออยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ
ข้อ ๑ ผมไม่เชื่อว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะทำได้สำเร็จ ทำไมผมถึง กล้าพูดอย่างนี้ครับ ผมดูจากประวัติการทำงานของรัฐบาลนี้ครับ ตั้งแต่ท่านเข้ามาเป็นรัฐบาล เริ่มต้นหลังน้ำท่วม เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงวันนี้พี่น้องผมบางส่วนยังไม่ได้เงินชดเชย ค่าน้ำท่วมเลยครับ ต่อมาท่านขอกู้เงินอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงวันนี้ท่านใช้เงินไปเท่าไรครับ เหลือเวลาอีก ๒ เดือนครับ บ้านผมถ้าจะท่วมก็ท่วมตั้งแต่ปีที่แล้วไปแล้วครับ มาวันนี้ผม ต้องใช้คำว่าแล้วท่านมีหน้าอะไรมาขอกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการรับจำนำข้าว ก็ขาดทุนปีละเป็นแสน ๆ ล้านบาทอยู่แล้วครับ โครงการรถคันแรกรัฐบาลต้องชดเชยเงิน กลับไปเท่าไรครับ ฉะนั้นด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับผมคิดว่าท่านไม่มีความน่าเชื่อถือเลยนะครับ
เหตุผลที่ ๒ ผมไม่เชื่อครับว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะคุ้มค่ากับการลงทุน ท่านประธานครับ ถ้าท่านไม่โกหกตัวเองท่านถามดูสิครับว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงทุกสายที่ทำ ถ้าไม่ทำประกอบกับเรื่องอื่น ๆ คือเรื่องการพัฒนาที่ดินแล้วขาดทุนทุกปีครับ ขาดทุนทุกสายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบนี้ท่านเห็น ผมยกตัวอย่างนิดเดียวครับ ต้นทุนค่าดำเนินการของ รถไฟกิโลเมตรหนึ่งเฉลี่ย ๓ บาทเศษ ๆ ในขณะที่รถคันแรกของท่านที่ท่านให้ชาวบ้านซื้อไป เป็นล้าน ๆ คัน ถ้าขับต้นทุนเฉลี่ยกิโลเมตรดี ๆ ก็ ๒ บาทเศษ ๆ เหมือนกัน ถ้าผมจะเดินทาง คนเดียวผมอาจจะใช้รถไฟฟ้าครับ แต่ท่านก็รู้ครับว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนกับฝรั่งหรือพี่น้อง แถวประเทศญี่ปุ่นครับ แถวนั้นเขาเดินทางคนเดียวครับ แต่ของเรานี่ชอบไปกันเป็นหลาย ๆ คน ฉะนั้นถ้าเกิดมีคนไปด้วยสัก ๒ คน เขาก็เปลี่ยนแล้วครับเขาก็ไม่ขึ้นรถไฟความเร็วสูง ถ้าเขามีเงินมากกว่านั้นหน่อยเขาก็ไปขึ้นเครื่องบินดีกว่าครับ นั่นคือเหตุหนึ่งที่ผมคิดว่า โครงการนี้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนครับ แล้วอย่างที่หลายท่านได้เอามาฉายให้ดูแล้วครับ มีทั้งคำพูด มีทั้งตัวอย่าง และวิดีโอ (Video) ท่านประธานครับ ถ้าท่านมองไปข้างหน้าอีก ๗ ปี ในอนาคต ถ้าโครงการนี้เสร็จสุดท้ายจะเป็นแบบไหนครับ พี่น้องประชาชนถ้าท่านอยากเห็น ภาพความสำเร็จ ภาพ ๗ ปีข้างหน้าท่านไปดูที่แอร์พอร์ต ลิงค์นะครับ แอร์พอร์ต ลิงค์นะครับ เป็นภาพอนาคต ๗ ปีที่ท่านเห็นได้ในวันนี้ครับ เพราะการรถไฟครับ การรถไฟทุกวันนี้ท่านรู้ไหมว่า ขาดทุนเท่าไรครับ สะสม ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วจะมาทำโครงการนี้มันจะเป็นไปได้ อย่างไรครับ
ข้อสุดท้าย ผมไม่เชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะดำเนินการไปด้วยความโปร่งใสครับ เมื่อสักครู่ท่านอภิปรายแจ้งว่างบประมาณปกตินั้นทำไม่ได้ ต้องติดขัดในเรื่องของวงเงินที่มีน้อย แต่ท่านครับ ถ้าท่านมีความจริงใจ ท่านอยากให้พวกเราตรวจสอบได้ ท่านก็เอางบปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านตั้งใจจะกู้ในวันนี้ใส่ในงบประจำสิครับ พ.ร.บ. งบประมาณ บวกเข้าไปเลยนะครับ ท่านบอกว่าลงทุนแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเพิ่มไม่ได้ ท่านเพิ่มไปอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ครับ เป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วให้พวกเราดู ทำไมท่านไม่ทำล่ะครับ ท่านเอาไปใส่ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ต่างหาก พวกเราดูอะไรไม่ได้ครับ แล้วหนังสือแนบท้ายนั้น ถ้าไม่แนบมาในกฎหมายพวกเราก็ตัดอะไรไม่ได้แม้แต่บาทเดียว มันเห็นชัดว่าท่านมีเจตนา ที่จะไม่ให้การตรวจสอบนั้นเข้าถึงได้โดยง่าย แล้วก็มันมีเจตนาที่ท่านอาจจะต้องไปทำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่อยากให้พวกเรารู้ครับ ท่านประธานครับ ผมนั่งคิดนอนคิดหลายวันอยากรู้ว่าเหตุผล ที่แท้จริงของการกู้ครั้งนี้คืออะไร เมื่อวานนี้ผมนึกได้ ตื่นขึ้นมาก็นึกได้ คำตอบมันก็อยู่ใน คำถามนั้นเองครับ ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ครับ ก็แสดงว่ารัฐบาลนี้ต้องการเงินเป็นหลัก ผมเข้าใจนะครับว่า หลายท่านอภิปรายว่าทำไมโครงการขาด ๆ ด้วน ๆ ก็เพราะท่านเอาเงินมาก่อนครับ ท่านอยากได้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านบอกว่าอย่างนั้น เอาโครงการมาใส่ให้มันดูดีหน่อย ให้มันครบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็บอกเขาเสียหน่อยว่า จะทำอะไรบ้าง แต่ท่านไม่บอกว่าจะทำอะไร เมื่อไร และทำอันไหนก่อน ฉะนั้นผมสันนิษฐานก่อนว่า ท่านคิดถึงเรื่องเงินมากกว่าเรื่องโครงการครับ ท่านประธานครับ เวลามีไม่มาก ผมมีเรื่อง จะพูดเยอะครับ แต่ขอพูดสั้น ๆ เพียง ๓ เรื่อง ก็คือผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะคุ้มค่า แล้วก็ผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะมีความโปร่งใส ผมนั่งนึก อยู่นะครับ ถ้าเป็นคำพูดผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการจริงคือเอาเงินมากองไว้ เพราะอะไรครับ หลวงวิจิตรวาทการเคยพูดครับ งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข ๓๐ กว่าปีที่แล้ว มีเพลงไทยโบราณ เมื่อวานผมดูวิดีโอของท่านชัชชาติเป็นเพลงโฟร์ ซีซันส์ (Four seasons) แต่ผมอยากบอกว่าอีกเพลงหนึ่งเพลงไทยเก่า ๆ ครับ เงิน เงิน เงิน ท่านลองไปฟังดู ท่านจะรู้ว่าเงินมันมีอำนาจขนาดไหน สุดท้ายก่อนที่ผมจะจบการอภิปราย ขออนุญาต เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งผมรู้สึกว่าตรงกับบรรยากาศในวันนี้มากที่สุด เป็นสุภาษิตของคนจีน ชื่อเรื่องก็คือ ปล้นกลางแดด เรื่องมีอยู่ว่าอย่างนี้ครับ นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งเดินไปในตลาด อยู่ดี ๆ ก็เห็นร้านทอง แล้วรู้สึกอะไรก็ไม่รู้ กระโดดเข้าไปในร้านทองเอามือทุบกระจก แล้วก็ หยิบทองออกมา แต่ไปไม่รอดหรอกครับเพราะว่าตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน เจ้าของร้านก็อยู่ ตำรวจเฝ้าร้านก็อยู่ครับก็ช่วยกันจับ แล้วก็เอาไปส่งที่ศาลครับ ศาลท่านพิจารณาแล้วท่านก็ถามว่า เจ้าหัวขโมยเจ้าไม่รู้หรือว่าตอนที่เจ้าขโมยมันเป็นเวลากลางวัน เจ้าของร้านเขาก็อยู่ คนเดินตลาด เดินไปเดินมาก็เต็ม แถมตำรวจเฝ้าหน้าร้านก็ยังอยู่ หัวขโมยตอบอย่างไรครับ ข้าแต่ศาลที่เคารพ ตอนที่ข้าพเจ้าขโมย ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรเลยครับนอกจากทอง ถัดจากนี้ไปอีก ๕๐ ปี คนใดคนหนึ่งของพวกท่านไปขึ้นศาล แล้วศาลถามว่าเจ้าไม่รู้เลยหรือคนเขาค้านกันหมด นักวิชาการก็ค้าน ฝ่ายค้านก็ค้าน หนี้สินก็เยอะแยะแล้วท่านทำไปได้อย่างไร ผมคิดว่าคำตอบ ที่เขาจะตอบก็คือว่าข้าแต่ศาลที่เคารพ ตอนที่ข้าพเจ้าคิดโครงการ ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเงินครับ ขอบคุณครับ