จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม โดยเสนอให้มีสิทธิประโยชน์เหมือนโครงการรักษาฟรี และเรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์ผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนประกันสังคมที่น้อยกว่ากองทุนทหาร และเสนอให้คณะกรรมการปรับปรุงวิธีการหาเงินเพิ่มเข้ากองทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะกรณีของนางสุรีวัลย์ หลีเฮี้ยน ที่ได้รับอุบัติเหตุและเสียชีวิต แต่เงินกองทุนประกันสังคมถูกจ่ายผ่อนจ่ายรายเดือนแทนการชำระเงินครั้งเดียว
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความจริงพระราชบัญญัติประกันสังคมควรจะมีการแก้ไขตั้งแต่ในอดีต นานมาแล้วครับ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่น้าโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ตอนนั้นเรามีโครงการรักษาฟรี เมื่อมีโครงการรักษาฟรีปรากฏว่า สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ดีมาก ๔๘ ล้านคนที่อยู่ภายใต้โครงการนี้ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล ค่อนข้างดีแล้วก็ครอบคลุมเกือบทุกโรค เมื่อมีโครงการดังกล่าวท้าให้ประชาชนส่วนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้กองทุนประกันสังคมรู้สึกว่าตัวเองต้องจ่ายสตางค์ แต่ว่าท้าไมสิทธิประโยชน์ไม่ดี เท่าโครงการรักษาฟรี นี่คือเหตุผลที่มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติชุดดังกล่าวในสมัยที่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถน้ามาบังคับใช้ได้เพราะว่ามีเหตุยุบสภา ไปเสียก่อน มาถึงวันนี้มารัฐบาลชุดนี้ความจริงควรแก้ตั้งแต่ปีที่แล้วหรือปีกว่าแล้ว แต่วันนี้มีการน้าเข้าสภามาก็ถือว่าเราได้เริ่มนับหนึ่งกันนะครับ อย่างน้อยก็เป็นความหวัง ของผู้ที่อยู่ภายใต้กองทุนประกันสังคมจะได้มีความหวังมีโอกาสว่าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้รับจะดีเทียบเท่าอย่างน้อยก็โครงการรักษาฟรีหรือควรจะดีกว่าในฐานะที่ต้องจ่ายเงิน เข้ากองทุนประกันสังคมอยู่ทุกเดือน นั่นคือส่วนของทฤษฎี ในส่วนของภาคปฏิบัติครับ ผมคิดว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แก้ไขเสร็จแล้วออกมาบังคับใช้ สิ่งที่ผู้ที่เป็นลูกจ้าง อยู่ภายใต้กองทุนประกันสังคมอยากเห็นก็คือความคล่องตัวขึ้น ความสะดวกสบายขึ้น ในการได้รับบริการ เช่น ไม่ต้องส้ารองจ่ายก่อนกรณีที่รักษาพยาบาลต้องใช้เงินจ้านวนมาก หรือเมื่อส้ารองจ่ายไปแล้วในบางกรณีพอไปเบิกจ่ายที่เจ้าหน้าที่มีความล่าช้า เมื่อล่าช้า ลูกจ้างบางท่านฐานะยากจน กว่าจะเบิกจ่ายได้ปรากฏว่าต้องสูญเสียโอกาสในการรักษาพยาบาลที่ดี โอกาสที่จะได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดีต้องสูญเสียโอกาสตรงนี้ไป อันนี้คือภาคปฏิบัติ ที่คิดว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาบังคับใช้หรือถ้าร่างแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ อยากให้มีการบรรจุค้าพวกนี้เข้าไปด้วยว่าต้องได้รับการบริการรักษาที่ดีเพิ่มขึ้น
อีกส่วนหนึ่ง ก็คือในส่วนการบริหารเงินกองทุน อันนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหามากครับ เพราะ ณ วันนี้ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาทรัพย์สินและเงินทุนของกองทุนดังกล่าวคิดว่ามีมูลค่า ขึ้นไปถึงล้านล้านบาทแล้วครับ เงินมูลค่าล้านล้านบาทนี่ปรากฏว่าคณะกรรมการกองทุน ไม่สามารถบริหารให้เกิดผลตอบแทนที่ดีได้ เพื่อเปรียบเทียบกับในส่วนของ กบข. กบข. สามารถบริหารเงินกองทุนเขาให้ก้าไร ๗ เปอร์เซ็นต์ได้ แต่ในส่วนของ สปส. ผมคิดว่า เงินก้าไรไม่เกิน ๔ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่าของอัตราดอกเบี้ย ธนาคาร เพราะผมทราบว่าท่านเอาเงินส่วนหนึ่งไปใส่ไว้ในธนาคารนะครับ แล้วก็กินดอกเบี้ย ธนาคาร เช่น ธนาคารธนชาติ ธนาคารกสิกรไทย เพราะฉะนั้นอัตราผลตอบแทนก็ไม่เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นอยากให้คณะกรรมการพยายามปรับปรุงวิธีแก้ไข การท้างานในการหาเงินเพิ่มเติมเข้ากองทุนในการสร้างผลก้าไรให้เท่ากับ กบข. ที่ได้ถึง ๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๓ อยากจะฝากไว้ก็คือว่าอยากฝากท่านประธานสภา ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี อันนี้คือความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุนในการจัดการ เพราะว่านอกจากจะบริหารด้วยความล่าช้า ไม่เป็นธรรม แล้วก็ผิดระเบียบ แล้วก็ท้าให้เกิด ความเสียหายต่อลูกจ้างชั้นดี ในที่นี้ก็หมายถึงว่าลูกจ้างที่จ่ายเงินเข้ากองทุนตลอดไม่เคย ผิดระเบียบ นายจ้างก็จ่ายเงินเข้ากองทุนให้ตลอด แต่ว่าอยากให้ท่านประธานฝากไปถึง ท่านรัฐมนตรีพอดีท่านไม่อยู่อยากให้ท่านสืบสวนให้นิดหนึ่ง กรณีของนางสุรีวัลย์ หลีเฮี้ยน เป็นพนักงานอยู่ในโครงการประกันสังคม ปรากฏว่าได้รับอุบัติเหตุจากการท้างานและเสียชีวิต เมื่อเสียชีวิตเสร็จไปเบิกเงินกองทุนประกันสังคมเกิดอะไรขึ้นครับ เขาจ่ายให้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่วิธีจ่ายคือผ่อนจ่ายรายเดือนและเขาบอกว่าจะผ่อนจ่ายให้ภายในเวลา ๘ ปี เฉลี่ยแล้วได้เดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าบาท คราวนี้ปัญหาก็คือว่าเจ้าตัวมีภูมิล้าเนา อยู่ที่จังหวัดพังงาแต่ท้างานจังหวัดภูเก็ต ทุกเดือนต้องนั่งรถไปจังหวัดภูเก็ตไปเบิกสตางค์ เดือนละ ๔,๐๐๐ กว่าบาท เพราะว่าสามีต้องไปเบิกเงินที่จังหวัดภูเก็ตไปครั้งหนึ่งทุกเดือน ทีละ ๔,๐๐๐ กว่าบาท ก็เลยบอกว่านี่คือปัญหาของระบบการบริการ เพราะจริง ๆ แล้ว เขาควรได้เงินก้อนทั้งก้อน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาทมาครั้งเดียวแล้วก็จบเลยถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเลยฝากในขั้นตอนกรรมาธิการนะครับ ท่านใดเป็นกรรมาธิการช่วยปรับปรุง ตรงนี้ด้วย ถ้าแก้ไขใส่เข้าไปในร่างได้หรือมีบทแนบท้ายได้ก็อยากจะให้ใส่เข้าไปด้วย ขอบคุณมากครับ