สุกิจ อัถโถปกรณ์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. แก้ไข พ.ร.บ. ประกันสังคม โดยเสนอให้พิจารณาขยายสิทธิประโยชน์แก่นักเรียนและนิสิตนักศึกษาที่เป็นลูกจ้าง และเรียกร้องให้ปรับปรุงมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๑๑ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๔๐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองและการตรวจสอบกองทุน รวมถึงขอให้กำหนดองค์ประกอบคณะกรรมการแพทย์ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พ.ร.บ. ประกันสังคม ที่จริงในสมัยรัฐบาล ที่แล้วก็ได้เสนอไปแล้วนะครับ ทางภาคประชาชนก็เสนอด้วยในตอนนั้นก็ได้ผ่านถึงวาระ คณะกรรมาธิการ ผ่านวาระที่สามแล้ว เสียดายที่มีการยุบสภาก็เลยตกไปนะครับ ก็เป็นการดี ที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้หยิบยกขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้แล้ว ด้วยความเคารพนะครับ ผมขอกราบเรียนท่านว่ายังมีร่าง พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่งที่เป็นเหมือน พี่กับน้องกับร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม คือร่าง พ.ร.บ. กองทุนทดแทน ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ก็ได้ผ่านวาระที่สามแล้วเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่ได้หยิบยกขึ้นมา ท้าให้พี่น้องประชาชน ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานต้องเสียโอกาสไปนะครับ จริง ๆ แล้วเราได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ ให้กับคนกลุ่มนี้มากมายทีเดียว ต้องฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ ส้าหรับร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคมฉบับนี้ ผมขอเอาของรัฐบาลเป็นหลักก็แล้วกันในการอภิปรายนะครับ เริ่มที่มาตรา ๔ ที่เป็นหัวใจหลักของร่าง พ.ร.บ. ก็ว่าได้นะครับ ส้าหรับ (๑) ที่เปิดโอกาส ให้ลูกจ้างประจ้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในประกันสังคมก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วครับ ก็มีการเรียกร้อง เรื่องนี้มานาน แต่ถ้าจะลึกไปถึงลูกจ้างที่ท้างานบ้านหรือว่าลูกจ้างที่รับงานมาท้าแบบนั้นนะครับ ก็คงจะต้องให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณารายละเอียดถึงผลดีผลเสียอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่ผม ไม่เห็นด้วยก็คือ (๒) ของรัฐบาลที่ใส่เข้ามา ในขณะที่ของภาคประชาชนตัดออก ของคุณนคร มาฉิม ก็ตัดออกครับ คือที่บอกว่า นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิต หรือนักศึกษา ซึ่งเป็น ลูกจ้างของโรงเรียน สถานพยาบาล วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีสิทธิที่จะเข้าประกันสังคม อันนี้ต้องขอเรียนถามว่าท่านมีเหตุผลอะไรครับ ในเมื่อได้เน้นค้าว่า ซึ่งเป็นลูกจ้าง หมายถึงว่า นักเรียนเหล่านี้ นิสิตหรือนักศึกษาเหล่านี้มาเป็นลูกจ้างครับ ในเมื่อเขาเป็นลูกจ้างท้าไมเขาถึง ไม่ได้สิทธิประกันสังคม ถึงแม้ว่าเขาจะสังกัดท้างานในที่ที่เป็นวิทยาลัยของเขาก็ตามนะครับ ส่วนมาตรา ๕ ในเรื่องของค้านิยามนะครับ ก็มาเน้นที่ค้าว่า ทุพพลภาพ ซึ่งถ้าตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานนะครับ ให้ความหมายของค้าว่า ทุพพลภาพ ไว้ว่า หย่อนก้าลังความสามารถ ที่จะประกอบการงานตามปกติได้ เพราะฉะนั้นการแก้ครั้งนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะว่าคราวที่แล้ว ระบุไว้เลยว่าต้องท้างานไม่ได้ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์นะครับ แต่อันนี้บอกว่าแค่การท้างาน ลดลงถึงขนาดไม่อาจประกอบการงานตามปกติได้ อันนี้ผมเห็นด้วยจริง ๆ ครับ มาตรา ๑๑ เป็นการแก้ไข มาตรา ๑๔ เรื่องของคณะกรรมการการแพทย์ อันนี้ก็เห็นด้วยอีกครับว่า เป็นการเปิดกว้างก็คงไม่เชิงเปิดกว้าง แต่เป็นการก้าหนดให้ว่าคณะกรรมการการแพทย์ ให้มาจากผู้เชี่ยวชาญในด้านการแพทย์ เพราะว่ากฎหมายเดิมไม่ได้ระบุไว้เช่นนี้ ผมอยากจะ เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าก็ควรจะก้าหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าคณะกรรมการการแพทย์ที่มานี้ควรจะมี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม ด้านศัลยกรรม ด้านสูตินรีเวชกรรม และด้านออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หรือที่เรียกว่ากระดูกและข้อ เพราะว่าโรคส่วนใหญ่ที่เกิดกับพี่น้องในกลุ่ม ประกันสังคมก็มักจะหนีไม่พ้นจาก ๔ หมอนี่ละครับเป็นประเด็นส้าคัญ ก็เลยอยากจะกล่าวว่า ถ้าสามารถจะเขียนระบุลงไปได้ก็จะเป็นการดีนะครับ มาตรา ๔๐ ที่บอกว่า ให้รัฐบาล จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่ก้าหนดในกฎกระทรวง แต่ไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินสมทบ ที่ได้รับจากผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง ผมจะไม่อ่านวรรคหนึ่งนะครับ แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า อันนี้เป็นการเขียนเพิ่มเติมขึ้นมา จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่ากฎหมายเดิมนี่ สิทธิประโยชน์เป็นอย่างไร แต่การเขียนแบบนี้อยากจะเรียนถามว่ามันได้มากขึ้นหรือได้น้อยลงนะครับ ขอได้โปรดกรุณาตอบด้วย ส่วนเรื่องของมาตรา ๒๗ นะครับ เรื่องของการดูแลกองทุน ทุกคนก็อภิปรายมาแล้วว่าเป็นกองทุนที่ใหญ่มาก แล้วก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ บอกว่า ให้คณะกรรมการเสนองบการเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้วต่อส้านักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ภายในหกเดือน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน เพื่อตรวจสอบรับรองก่อนเสนอต่อรัฐมนตรี หลายฝ่ายได้เสนอถึงคณะกรรมการตรวจสอบ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ ส้าหรับกองทุนที่ใหญ่มหึมาอย่างนี้คงไม่ตรวจสอบกันปีละครั้งหรอกครับ อาจจะต้องตรวจสอบเป็นรายไตรมาสเหมือนกับบริษัทจ้ากัดต่าง ๆ หรือว่าบริษัทที่เข้าเป็น บริษัทมหาชนนะครับ ผมก็คงจะเสนอความคิดอย่างนี้ว่าควรจะทุกไตรมาสเลยดีกว่า แล้วให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นมืออาชีพดีกว่าครับ ที่เขาดูบัญชีปั๊บแล้วเข้าใจเลยว่า จุดบกพร่องมันอยู่ตรงไหน ส่วนเรื่องที่มีการเปรียบเทียบ ๓ กองทุน อันนี้ผมก็เข้าใจ แล้วก็เห็นใจ เพราะว่าคนที่อยู่กองทุนไหนก็มักจะไม่ค่อยพอใจในกองทุนของตัวเอง อันนี้ เป็นเรื่องปกติ แล้วก็จะเอาไปเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ส้าหรับกองทุนประกันสังคมนี้ ถ้าเงินเหลือมากมายขนาดนั้นผมก็วิงวอนท่านว่าช่วยเอาเงินลงมาช่วยให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของยาในการรักษาพยาบาล ปกติคุณหมอสามารถก็อภิปรายไปแล้วว่ามักจะเป็น โรงพยาบาลใหญ่อยู่แล้วครับ แต่มักจะมีจุดอ่อนก็คือว่าผมก็เคยเจอด้วยตัวเองครับ ก็เคยร้องเรียนไปทางส้านักงานประกันสังคมเหมือนกัน ก็คือโรงพยาบาลหนึ่งพอมีคนไข้ ที่เป็นโรคหนัก ๆ เช่นมะเร็งอย่างนี้นะครับ ซึ่งต้องใช้ค่ารักษาเป็นจ้านวนมากแล้วเครื่องมือ ของโรงพยาบาลแห่งนั้นไม่เพียงพอ พอคนไข้เขาขอย้ายโรงพยาบาลนะครับท่านรัฐมนตรี ปรากฏว่าโรงพยาบาลไม่ค่อยเต็มใจที่จะให้ย้าย สาเหตุอะไรท่านก็เข้าใจ เพราะถ้าย้ายแล้ว โรงพยาบาลนี้ต้องตามไปจ่ายเงินด้วย ซึ่งไม่รู้ว่ามันจ้านวนสักเท่าไร เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นจุดอ่อนนะครับ ก็จะพยายามใช้เหตุผลต่าง ๆ นานาที่จะไม่ยอมส่งตัวไป แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมก็ถือว่ากองทุนประกันสังคมก็ดูแลพี่น้องประชาชนใช้ได้ทีเดียวครับ ที่เสียเปรียบ หลักประกันสุขภาพหรือว่าบัตรทองอย่างหนึ่งก็คือว่าในกรณีที่ได้รับความเสียหายไม่ได้รับ ค่าดูแลเบื้องต้นนะครับ มาตรา ๔๑ ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถ้าผู้ป่วยคิดว่า ตัวเองได้รับความเสียหายจากการกระท้าของแพทย์จากสถานพยาบาลเขาสามารถที่จะร้องเรียน แล้วก็เข้ามาตรา ๔๑ ได้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น ถ้าเสียชีวิตอาจจะเป็นแสนบาท แต่ว่า ของส้านักงานประกันสังคมน่าจะไม่มีนะครับ ผมอยากจะเสนอถ้าเป็นไปได้นะครับ ท่านมีเงินมากมายควรจะให้มีข้อนี้ด้วยมันจะช่วยเยียวยาทางด้านความเดือดร้อนในการดูแล คนเสียชีวิตได้เป็นอย่างดีทีเดียวนะครับ ก็ขอแสดงความคิดเห็นแค่นี้ ขอบคุณครับ