จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขที่ล่าช้าและซับซ้อนเกินไป โดยแนะนำให้รับฟังประเด็นย่อยจากสมาชิกก่อนแล้วค่อยนำมาเสริมในภายหลัง และเสนอว่าในอนาคตอาจต้องพิจารณาปรับแก้กฎหมายฉบับใหม่ที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแทน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นฉบับแก้ไข ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ท่านได้ให้ความส้าคัญน้าเข้าสู่สภาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติ ของภาคประชาชน รวมถึงเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ฉบับนะครับ ซึ่งท่านก็ได้ให้ความสนใจ นั่งฟังอยู่นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ พระราชบัญญัติประกันสังคมเริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๓ มีการปรับแก้มาเรื่อย วันนี้มีการปรับแก้โดยทาง ครม. ยื่นเข้ามาประมาณ ๘-๙ ประเด็นในการแก้ไข ซึ่งได้แก่ เรื่องของการขยายความคุ้มครองไปยังลูกจ้างชั่วคราว ทุกประเภทของส่วนราชการ การเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการประกันสังคม การแก้ไขระบบบัญชี การปรับเรื่องการจ่ายเงินสมทบ รายละเอียดปลีกย่อยต่อไปนะครับ
ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติฉบับของประชาชน รวมถึงร่างพระราชบัญญัติ ของเพื่อนสมาชิกมีการปรับแก้เยอะกว่า โดยรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากนะครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในเบื้องต้นก่อนเลยนะครับ สิ่งแรกที่เราต้องคุยกันในสภา ก็คือระบบการท้างานเรื่องของร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น ผมต้องกราบเรียนกับเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ ในมุมมองของผมเราผ่านกฎหมายมาเยอะนะครับ เราเห็นแล้วว่ากฎหมายบางฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคมมีความล้าหลัง มีความจ้าเป็นต้องปรับแก้ ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีก็น้าเสนอการปรับแก้เข้ามา เราก็มีความคิด เพิ่มเติมที่จะไปแก้ไขให้มันดีขึ้นไปอีก ทุกประเด็นที่ได้น้าเสนอมานี้ผมรับฟังดูมาเป็นเวลา ครึ่งชั่วโมงนี่นะครับ เป็นประเด็นที่มีประโยชน์ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราจะเอาทั้งหมด ทีเดียวนี่นะครับ การแก้ไขในขั้นกรรมาธิการรวมถึงการน้ากลับเข้ามาในสภาในวาระที่สอง วาระที่สาม ผมรับประกันเลยว่าดีไม่ดีครึ่งปียังนั่งคุยกันในคณะกรรมาธิการไม่จบนะครับ ผมว่าเราก้าลังที่จะจับปลาจ้านวนมากเกินไป เราหว่านแหเกินไปหน่อยนะครับ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีผมต้องกราบเรียนว่าเป็นร่างที่มีความรัดกุม แล้วก็เป็นประเด็นหลัก ๆ จริง นั่นคือเป็นประเด็นที่มีความจ้าเป็นในการแก้ไข ณ วันนี้ เราก็เอาเข้ามาแก้ไขก่อนนะครับ ผมจึงน้าเสนอว่าถ้าเป็นไปได้หลังการพิจารณาถ้าเกิดว่า ทุกคนให้ความเห็นชอบ เราควรจะใช้ร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ในการพิจารณา แล้วน้าเอาประเด็นย่อยต่าง ๆ ที่แต่ละท่านได้น้าเสนอเข้าไปบวกเสริม ในความเหมาะสมอีกทีหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะน้าเสนอในเบื้องต้น ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ และเราก้าลังจะปรับแก้นี้ ในที่สุดแล้วอาจจะมี ความจ้าเป็นก็ได้ที่ทางหน่วยงานรวมถึงคณะรัฐมนตรีจะต้องไปนั่งดูอีกครั้งหนึ่งว่าถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะยื่นร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมทั้งฉบับเลย ฉบับใหม่ที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กว่าที่เป็นอยู่นะครับ แล้วเราก็มาด้าเนินการในส่วนนั้นต่อไปในอนาคต
ในส่วนการแก้ไข ผมอยากจะน้าเสนอสัก ๒-๓ ประเด็น เพราะผมเชื่อว่า มีเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายกันจ้านวนมาก
สิ่งแรกเลย ก็คือการแก้ไขเรื่องค้าจ้ากัดความ ซึ่งมาตรา ๓ เป็นการแก้ไข มาตรา ๔ ซึ่งเกี่ยวกับค้าจ้ากัดความต่าง ๆ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีการแก้ไขในเรื่องการขยาย ความคุ้มครองให้กับลูกจ้างชั่วคราว ทุกส่วนของส่วนราชการก็ไปปรับแก้ในมาตรา ๔ ผมอ่านดูในรายละเอียดแล้วผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมไม่แน่ใจว่าวิธีการเขียนกฎหมาย ของทางฝ่ายราชการที่น้าเสนอมานี่นะครับมันรอบคอบรัดกุมจริงหรือไม่ ยิ่งอ่านยิ่งงง ๕ วงเล็บ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่ (๑) ข้าราชการและลูกจ้างประจ้าของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น (๒) นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิต หรือนักศึกษา ซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน สถานพยาบาล วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยนั้น (๓) ลูกจ้างของนายจ้างที่มีส้านักงานในประเทศและไปประจ้าท้างานในต่างประเทศ ๔-๕ วงเล็บนี้ยิ่งอ่านยิ่งบอกว่าการเขียนแบบนี้ท้าให้มีแนวโน้มว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมี ปัญหาต่อไป เพราะว่าท่านเขียนออกมาเป็นการล็อก สเปก (Lock spec) ของกลุ่มคน พอถึงเวลามีปัญหามีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบเราก็ต้องมานั่งแก้กันอีกในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ใช้เวลามากยิ่งขึ้น ถ้าเขียนให้มันกระชับแล้วก็รัดกุมและมีความหมายกว้างขึ้นผมมองว่า อาจจะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งต้องฝากเพื่อนที่จะไปเป็นกรรมาธิการไปดูในรายละเอียด
ต่อมาเป็นมาตรา ๕ ซึ่งมีการยกเลิกความในบทนิยาม ค้าว่า ทุพพลภาพ แล้วก็ว่างงาน ทุพพลภาพนี้ผมไม่ติดใจเพราะว่าเป็นการแก้ไขซึ่งท้าให้มันครอบคลุมและดูแล พี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมได้ดีขึ้น แต่ในส่วนของค้าว่า ว่างงาน ซึ่งมีการแก้ไข ผมยังสงสัยอยู่เล็กน้อย ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ในส่วนของ ค้าว่า ว่างงาน มีการเปลี่ยนแปลงจากก่อน วันนี้บอกว่า ว่างงาน หมายความว่า การที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงานเนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญา จ้างแรงงานสิ้นสุดลงเพราะเหตุลูกจ้างถูกเลิกจ้าง ประโยคสุดท้ายนี่ละครับ เพราะเหตุลูกจ้าง ถูกเลิกจ้าง ซึ่งเราเข้าใจว่าโดยสามัญส้านึกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เราจะต้องไปดูแล กับพี่น้องประชาชนที่เขาอยู่ในระบบการจ้างงาน พอถึงเวลาผมถูกเลิกจ้างแน่นอนว่า ระบบประกันสังคมต้องกระโดดเข้ามาอุ้มชูดูแลผม แต่บางกรณีผมอาจจะถูกเลิกจ้าง ด้วยการหมดสัญญาก็ได้ ถ้าผมเป็นนายจ้างที่มองว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ผมบอกว่าผมไม่ถูกใจกับลูกจ้าง ก แต่เหลืออีก ๓ เดือนสัญญาหมดผมไม่ไล่ออกหรอกครับ ถ้าถูกเลิกจ้างผมก็รออีก ๓ เดือน ถึงเวลาหมดสัญญาผมไม่ต่อสัญญา คนคนนั้นกลายเป็น บุคคลว่างงานทันที และถามว่าระบบประกันสังคมจะเข้าไปรองรับไปดูแลเขาอย่างไร ในรูปแบบใด ไม่มี เพราะว่าเราเขียนในค้าจ้ากัดความในเรื่องของการว่างงานไว้เช่นนี้ ผมก็มองประเด็นนี้อาจจะเป็นการลิดรอนสิทธิของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบซึ่งมีจ้านวน เป็นล้านคน
ในประเด็นต่อมา ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ เป็นประเด็นเรื่องที่ อาจจะเป็นปัญหามาก และมีการถกเถียงมากในขั้นกรรมาธิการ นั่นก็คือเรื่องของ การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งแรกในร่างของ คณะรัฐมนตรีในมาตรา ๗ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๘ โดยใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๘ ที่มีการแก้ไข วรรคหนึ่งกับวรรคสามมันขัดกันเองครับท่านประธาน วรรคหนึ่ง ดูประโยคสุดท้าย เป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการกับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทน ฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละหกคน ซึ่งให้รัฐมนตรีผู้แต่งตั้ง วรรคสาม บอกว่า ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ผมก็งง สรุปว่าจะให้เลือกตั้งมา แล้วค่อยให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง หรือว่าจะเลือกตั้งมาแล้วได้เป็นเลยกันแน่มันก็สับสน ในรายละเอียด ซึ่งการเขียนกฎหมายมันก็ท้าให้สับสนมันมีความขัดแย้งกันเอง ในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิก็เช่นกัน ตัดออกจากมาตรา ๘ เก่า แล้วก็ไปเพิ่มเป็นมาตรา ๘/๑ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผู้ทรงคุณวุฒิในอดีตจะเป็นบุคลากรในส่วนของงาน ด้านประกันสังคม ผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับแรงงานทางการแพทย์ ทางกฎหมาย และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ปรากฏว่ากลุ่มที่มาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ไม่เกิน ๗ คน มาจากการสรรหาของคณะกรรมการ ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรี อันนี้ดีขึ้นนะครับ แต่ว่าเราไปให้ความส้าคัญกับด้านการเงิน การคลัง ด้านการบริหารการลงทุน ด้านบริหาร จัดการ ด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นหลักเลย เพราะว่าด้านอื่น ๆ ดูจ้านวนน้อยลงด้วยซ้าเพราะว่า มีงานด้านระบบประกันสังคม ด้านการแพทย์ ด้านกฎหมาย เทียบกับเรื่องของด้านการเงิน ด้านการลงทุน ด้านการจัดการ ด้านเศรษฐศาสตร์ ๔ : ๓ สรุปว่าเราไปเน้นในเรื่องของ การหาก้าไรของกองทุนประกันสังคมหรือเปล่า ทั้งที่จริง ๆ เราควรจะเน้นในเรื่องของ การให้สิทธิ การดูแลประโยชน์ของบุคลากรของพี่น้องประชาชนที่เขาอยู่ในระบบมากกว่านะครับ อันนี้ท้าให้เห็นได้ชัดว่าเราก้าลังจะมุ่งไปทิศทางไหน ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากจะให้เน้นในเรื่อง ของบุคลากรที่มีความเกี่ยวเนื่องกับด้านแรงงานแล้วก็ด้านของการประกันสังคมเป็นหลักนะครับ
เรื่องสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในร่างพระราชบัญญัติในส่วน ของเพื่อนสมาชิกที่ได้ยื่นเข้ามารวมถึงภาคประชาชน มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือเรื่องของการเพิ่มสัดส่วนของหญิงชาย อันนี้กราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมเอง เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแล้วก็อยากจะให้บวกเข้าไปในร่างของ ครม. เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นผู้ชาย แต่มาถามกันเรื่องสิทธิ ของสตรีว่าต้องลาคลอดกี่วัน เจ็บป่วยในเรื่องของโรคภัยที่เกี่ยวเนื่อง ปากอาจจะบอกว่าเข้าใจ แต่ถามว่าเข้าใจจริงไหม มันตอบยาก เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนเลยว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ ที่จะบวกในเรื่องสัดส่วนของเพศเข้าไป รวมถึงสัดส่วนของผู้ถูกจ้าง ลูกจ้างที่เป็นผู้ทุพพลภาพ เราก็ควรจะมีการก้าหนดไว้ในกฎหมายเพื่อให้เขามีสิทธิมีเสียงเป็นตัวแทนในกลุ่มของ ผู้ทุพพลภาพได้เข้าไปด้าเนินงานในส่วนของกรรมการในอนาคตต่อไปนะครับ กฎหมายนี้ เป็นกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจ้านวนมาก แล้วก็เกี่ยวเนื่องกับ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ก็อยากจะฝากเพื่อนกรรมาธิการที่จะมีโอกาสเข้าไป เป็นกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายในวาระที่สอง ผมกราบเรียนว่ากฎหมายนี้ เป็นกฎหมายที่ส้าคัญ ขอท่านได้โปรดพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วก็ให้ความส้าคัญ กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบเป็นหลักครับ