ประกอบ รัตนพันธ์ แถลงความคิดเห็นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่ารัฐควรจะดูแลการศึกษาระดับพื้นฐานให้ดีที่สุด และไม่ควรผลักภาระการศึกษาอุดมศึกษาให้กับผู้ปกครองหรือนิสิตนักศึกษา นอกจากนี้ยังพูดถึงผลกระทบต่อนักศึกษาและค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัยในกำกับ และเรียกร้องให้รัฐบาลและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่เพิกเฉยต่อความเป็นเลิศในสาขาเกษตรศาสตร์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านประธานครับ เมื่อทราบข่าวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความประสงค์ที่จะออกนอกระบบ เป็นมหาวิทยาลัย ในกํากับของรัฐบาล ผมกราบเรียนว่าผมรู้สึกดีใจแล้วก็เห็นด้วยเพราะว่าหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น เป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมายาวนาน และเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีความพร้อม ทุกมิติ พร้อมที่จะออกนอกระบบซึ่งตรงกับเจตนารมณ์หลัก ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรกครับ เจตนารมณ์ในการให้มหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัย ในกํากับนั้น โดยวัตถุประสงค์ที่มีกรอบความคิดว่าอุดมศึกษานั้นควรจะเป็นภาระความรับผิดชอบ ของผู้บริโภค รัฐควรจะดูแลการศึกษาระดับพื้นฐานให้ดีที่สุด แต่เมื่อกรอบแนวคิดตรงนี้ ได้เกิดขึ้นในการที่จะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้น ผมเข้าใจว่าไม่เฉพาะตัวกระผมเอง แม้แต่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็กังวล กังวลว่าถ้าเกิดมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แล้วเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคคือตัวนิสิตนักศึกษา หรือผู้ปกครองสิ่งเหล่านั้นคิดว่า วันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ และไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นหลายคนก็ติติงมหาวิทยาลัย ที่เป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ หลายมหาวิทยาลัยที่ผ่านวาระแรกในสภาแห่งนี้ แล้วก็ เข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายของมหาวิทยาลัยแต่ละฉบับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าทุกฝ่ายทุกคนนะครับกังวลในเรื่องนี้ เพราะเราไม่ต้องการที่จะให้รัฐผลักภาระ เรื่องค่าเล่าเรียนในอุดมศึกษาให้กับนิสิตนักศึกษา ให้กับผู้ปกครอง สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) ชนากานต์ ๗๑/๑ เหตุผลเพราะว่าการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดเป็นรัฐสวัสดิการ ท่านประธานจะเห็นว่า มหาวิทยาลัยในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่การศึกษา ระดับอุดมศึกษานั้นรัฐอุดหนุนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ว่าถ้ามองในบ้านเราก็เห็นใจว่าเราคงทําเช่นนั้นในภาวะที่เรายังมีรายได้ อยู่ขณะนี้คงทําได้ยาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐจะผลักภาระอุดมศึกษาไปให้กับผู้ปกครอง ให้กับนิสิตนักศึกษา รัฐจะต้องพิถีพิถัน จะต้องคิดด้วยความรอบคอบในการดูแลเรื่องนี้ ที่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้เพราะว่าแนวความคิดเรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นก็คือ เรื่องประหยัดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐเพื่อที่จะให้ผู้ปกครองร่วมรับผิดชอบส่วนหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ถ้าคิดอย่างนี้ผมกราบเรียนว่าต้องคิดใหม่ ถ้าคิดอย่างนี้แล้วจะไปกระทบกับ ตัวนิสิตนักศึกษาจะไปกระทบกับผู้มีรายได้น้อยแต่เรียนดี พอพูดตรงนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าทุกมหาวิทยาลัยครับ ประกันเลย ประกันว่าการที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบ และขึ้นค่าเล่าเรียนนิสิตนักศึกษานั้นเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผล ๒ ประการ
ประการที่ ๑ การที่จะขึ้นค่าเล่าเรียนนั้นต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย ซึ่งองค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัยนั้นมาจากทุกภาคส่วนทั้งบุคคลภายในและภายนอก เพราะฉะนั้นการที่จะขึ้นค่าเล่าเรียนนั้นคงจะยากมากที่สภาจะผ่าน ข้อเท็จจริงไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับ ฝ่ายบริหารจะเอาอย่างไร เพราะวันนี้ฝ่ายบริหารกับสภามหาวิทยาลัยนั้นเหมือนคอกับลูกกระเดือก คือไปด้วยกัน ไม่มีทางครับที่จะให้สภามหาวิทยาลัยเป็นคนคานอํานาจฝ่ายบริหารคืออธิการบดี เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนประธานเช่นนี้เพื่อที่จะให้ผู้บริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อธิการบดีอย่าคิดหารายได้เข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยมักง่ายเหมือนที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านได้อภิปรายคือกังวลเรื่องนี้ครับ กังวลเรื่องจะผลักภาระไปให้กับนิสิตนักศึกษา นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เรื่องของความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพราะมีกรอบความคิดว่า มหาวิทยาลัยของรัฐนั้นผู้บริหารขาดความคล่องตัวในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไปสู่ ความเป็นเลิศ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐหรือที่เราเรียกติดปากกัน ง่าย ๆ ว่ามหาวิทยาลัยนอกระบบจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ แท้จริงนั้น ผมกราบเรียนว่าคําพูดนี้ก็ไม่ใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเอง ในสถาบันอุดมศึกษาก็มีความคล่องตัวมากมีกฎหมายเป็นของตนเอง สํานักงานคณะกรรมการ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) ชนากานต์ ๗๑/๒ การอุดมศึกษาเพียงแต่เป็นหน่วยงานในการกํากับนโยบายเท่านั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ ความคล่องตัวไม่ว่าท่านจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบไม่มีความแตกต่างที่เป็นนัยสําคัญ ทางสถิติแทบเหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จะยกเป็นประเด็นในการที่จะเปลี่ยน สถานภาพมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับคงจะไม่ได้ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) กุลนิษฐ์ ๗๒/๑
ประการที่ ๓ เรื่องเสรีภาพทางวิชาการ เพราะก่อนหน้านี้นักการศึกษาวิตกว่า ตราบใดมหาวิทยาลัยยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของภาครัฐคือมหาวิทยาลัยของรัฐ เมื่อนั้นความเป็นอิสระทางวิชาการ กรอบความคิดของมหาวิทยาลัยโดนบล็อก (Block) ไม่สามารถคิดในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทําได้เพราะว่ารัฐกํากับกรอบความคิดเอาไว้ กราบเรียนว่า ขณะนี้ก็ไม่จริงเช่นเดียวกัน ทั้งมหาวิทยาลัยในกํากับ มหาวิทยาลัยของรัฐก็มีอิสระ เสรีภาพ ทางวิชาการ ผมคิดว่ามากเกินพอด้วยซ้ําไป นี่คือความรู้สึกของคนทั่วไป เพราะฉะนั้นคําถาม ที่สําคัญว่า ในเมื่อท่านเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ ออกจากความเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ อะไรคือความแตกต่าง ผมฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีและไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องตอบคําถามให้ได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเวลาอีกนิดเดียวครับ กระผมกังวลครับ ผมคิดว่าในสิ่งที่ผมกังวลคือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบ ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจาก มหาวิทยาลัยชุดหนึ่งที่ออกนอกระบบไปแล้ว ข้อกังวล ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ก็คือผลกระทบต่อนักศึกษา ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยยืนยัน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านที่กรุณาอภิปรายเรื่องนี้ยืนยันว่ามันไม่น่าจะ เป็นไปได้ แล้วถ้าเกิดขึ้นค่าเล่าเรียนก็จะมีเหตุและผลรองรับ แต่ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ในระยะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร สิ่งเหล่านี้ ถูกร้องเรียนเข้าสู่คณะกรรมาธิการอยู่เนืองนิตย์ ผมเชื่อว่าถ้าเกิดไม่เป็นเรื่องจริงก็หา คนร้องเรียนคงยากมาก นี่ก็คือเป็นเรื่องจริง แล้วเรื่องที่ ๒ ที่มหาวิทยาลัยประกาศว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับแต่เขายังรับผิดชอบกับบุตรหลานผู้มีรายได้น้อย โดยการให้ทุนการศึกษา จากใจจริงท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานไปเปรียบเทียบ ระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐกับมหาวิทยาลัยในกํากับไม่มีความแตกต่างกันเลย นั่นหมายความว่า ถึงแม้ว่าคุณออกนอกระบบ แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยได้ให้คํามั่นสัญญาต่อสภาแห่งนี้ว่าดูแลลูกคนจน เป็นการประกันว่าลูกคนจนถ้าไม่มีเงินสามารถเรียนมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐได้ ไม่จริงนะครับ
เรื่องที่ ๒ คือผลกระทบกับตัวบุคลากร ท่านประธานครับ วันที่รัฐบาลมีนโยบาย ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ หรือเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ โฆษณาประชาสัมพันธ์ อย่างสวยหรูเหมือนกับการเปลี่ยนบําเหน็จบํานาญมาเป็น กบข. ซึ่งมีปัญหาในวันนี้ ครู อาจารย์ เปลี่ยนแปลงฐานะจากข้าราชการมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมีรายได้ที่ดีกว่า มีความคล่องตัวกว่า มีความเชี่ยวชาญทางวิชาการมากกว่า มีการส่งเสริมเรื่องของความก้าวหน้าทางวิชาการมากกว่า สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) กุลนิษฐ์ ๗๒/๒ ผมอยากฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าท่านลองไปให้ใครศึกษาสิว่าเรื่องนี้เป็นจริงไหม ท่านลองเก็บข้อมูลดูสิครับว่าเรื่องนี้เป็นจริงไหม ก็ไม่น่าจะเป็นจริง มีทางลบด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ มีคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากไหนอีก ๒-๓ มหาวิทยาลัย ผมจําไม่ได้ครับ ร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการการศึกษาว่าสถานภาพของเขาวันนี้ ที่เขาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นไม่มีอะไร ดีขึ้นเลย สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) สายชล ๗๓/๑ ท่านเชื่อไหมพวกเขาเหล่านั้นเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งใช้กับครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา ห้ามมาใช้ กับอุดมศึกษา ซึ่งเรื่องนี้ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงได้รับทราบ เพราะว่าบุคลากรเหล่านี้ได้ร้องเรียน ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร้องเรียนผ่านท่านรัฐมนตรี ร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี และร้องเรียน มายังคณะกรรมาธิการการศึกษา สุดท้ายท่านประธานครับ เรื่องที่ผมกังวลก็คือเรื่องคุณภาพ ทางวิชาการ บังเอิญวันนี้ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายนํา เรื่อง การกําหนดยุทธศาสตร์ ทางการศึกษาชาติของสํานักงานสภาการศึกษาที่จังหวัดภูเก็ต เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อสักครู่นี้ แล้วก็โชคดีครับที่ได้รับทราบข้อมูลจากที่ปรึกษาของท่านรัฐมนตรีคือท่านศาสตราจารย์ (พิเศษ) ภาวิช ทองโรจน์ ท่านได้ข้อมูลที่ชัดเจนครับว่าคุณภาพอุดมศึกษาของไทยวันนี้น่าเป็นห่วง ผลจากการทดสอบ จากการประเมิน จากการเปรียบเทียบขององค์กรที่ทําหน้าที่ในการวัดการศึกษา ด้วยระบบศึกษาของโลก หลาย ๆ สังกัด หลายค่าย ปรากฏว่าคุณภาพอุดมศึกษาของไทย เกือบทุกมิติไม่ว่าเรื่องการคิดวิเคราะห์ เรื่องการวิจัย เรื่องของการมีงานทํา เรื่องอะไรก็แล้วแต่ คุณภาพอุดมศึกษา ผมพูดคํานี้ครับ ต่ําต้อย เมื่อจัดลําดับกับมหาวิทยาลัยของโลกแม้แต่ในอาเซียน ด้วยกันก็อยู่ในลําดับหลัง ๆ รั้งท้าย ผมต้องเชื่อข้อมูลของที่ปรึกษาท่านรัฐมนตรีที่ไปส่อง ไปสะท้อนให้ผู้ร่วมสัมมนาได้รับทราบวันนี้นะครับ และสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือการจัด การศึกษาอุดมศึกษาที่ไม่มุ่งเรื่องการมีงานทํา จัดตามค่านิยม แต่ไม่จัดตามค่าเงิน มันเป็นปัญหา นั่นหมายความว่าอะไรที่จัดการศึกษาแล้วจบง่ายได้เงินมาก ทํา นักศึกษาจบมาว่างงาน ไม่สน ถือว่าคุณได้ปริญญาตรีไปแล้ว สาขาที่จัดการศึกษายาก ชาติขาดแคลน ไม่ทํา เพราะคนเรียนน้อย รายได้น้อย ซึ่งที่ไปที่มาที่พูดกันติดปากและไม่ใช่เรื่องเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่ใส่ร้ายอุดมศึกษา หลักสูตรจ่ายครบจบแน่ที่มีขึ้นเกลื่อนมากเลย ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ว่าถ้าตราบใดมหาวิทยาลัย ไม่รับผิดชอบ ไม่ดํารงไว้ซึ่งเจตนารมณ์เรื่องความเป็นเลิศทางวิชาการและสนองตอบ ความต้องการของชาติ สนองตอบโลกาภิวัตน์แล้วจะมีปัญหาอย่างแน่นอน มีปัญหาการว่างงาน มีปัญหาเรื่องความไม่น่าเชื่อถือของอุดมศึกษาไทยที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะเป็นเช่นนี้ แต่ภาพรวมครับ ภาพรวมของอุดมศึกษาของไทยมันเป็นเช่นนี้จริง ๆ ท่านครับ ก่อนหน้านี้ถ้าเราพูดถึงแพทยศาสตร์ ต้องมองถึงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์คือมหาวิทยาลัยมหิดลปัจจุบัน ถ้าพูดกฎหมายต้องมองถึง สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) สายชล ๗๓/๒ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าพูดถึงวิศวะต้องมองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าพูดถึง นักบริหารการศึกษาต้องมองที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) รัชนีพร ๗๔/๑ ถ้าพูดถึงเกษตรต้องมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นี่คือความเป็นเลิศทางวิชาการ เพราะฉะนั้น สุดท้ายผมขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีผู้กํากับดูแล ฝากไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ประสงค์จะออกนอกระบบ ท่านควรรักษาความเป็นเลิศในสาขาที่คนไทย ประเทศไทย และโลกนี้ ให้เครดิตท่านก็คือสาขาเกษตรศาสตร์ แต่นั่นผมไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ควรจัดสาขาอื่น ก็จัดตามปกติครับ แต่ว่าเรื่องหลักของท่านนี่ท่านอย่าเพิกเฉย ผมชอบใจ ที่ท่านสมคิดได้กรุณาพูดว่าอะไรที่เป็นสาระสําคัญของชาติ ที่เป็นมูลค่าเพิ่มของชาติที่เกี่ยวข้อง กับการเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ควรละเลย ไม่ว่าการวิเคราะห์ วิจัยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ พวกไม้ที่มีคุณค่า ที่มีราคา ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศชาติ ผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องดูแล ต้องดําเนินการ ผมขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยความเคารพเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ