สุรสาล ผาสุข เสนอเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ..... โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย และต้องการความมั่นคงของชีวิตให้กับครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ยังขอความมั่นใจว่ามหาวิทยาลัยจะพิจารณาผลกระทบต่อผู้ปกครองและนิสิตนักศึกษา ก่อนที่จะดำเนินการขึ้นค่าธรรมเนียม และยังขอความจำเป็นในการมีส่วนร่วมของประชาคมในมหาวิทยาลัย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ต่อข้อคิดเห็น ที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ฉบับนี้ กระผมเห็นด้วยครับ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะออกจากการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายในเรื่องนี้มิได้หมายความว่าจะเพิ่งมาปรากฏในระยะนี้ แต่ว่าได้มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ได้ตัดสินใจ ออกจากการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับที่ผ่านมานั้นก็ได้มีการตรวจสอบ ประเมินความพร้อมของตนเองเป็นอย่างดีมาก่อนหน้านี้แล้วทั้งสิ้น สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) จีรนุช ๖๙/๑ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เห็นว่าการที่มหาวิทยาลัยที่ออกไปแล้วนั้นประสบปัญหา หรือมีความเดือดร้อน หรือมีข้อติดขัด ขัดข้องแต่ประการใดในการออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้นเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศไทย จะเรียกได้ว่าเป็น ๑ ใน ๕ มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของประเทศไทย และผมเชื่อมั่นว่าได้สั่งสม ความเชื่อมั่น ได้สั่งสมประสบการณ์ ได้สั่งสมสิ่งต่าง ๆ เอาไว้มากมายในตัวมหาวิทยาลัยเอง เพราะฉะนั้นวันนี้การที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ขอที่จะออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับนั้น ผมจึงมีความเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความพร้อมแล้วในขณะนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นอกจากความพร้อมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้วนะครับ มหาวิทยาลัยเองนั้น น่าจะได้ศึกษาตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่ออกไปก่อนหน้านี้ ก่อนตัดสินใจในคราวนี้ว่า มหาวิทยาลัยเหล่านั้นเมื่อตัดสินใจออกไปแล้วกระบวนการในการบริหารจัดการนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีอุปสรรค มีปัญหาตรงส่วนไหนบ้างหรือไม่ แล้วจึงนําเอาอุปสรรค เอาปัญหา เอาสิ่งที่ศึกษานั้น มาประมวลแล้วก็จัดทําเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อจะนําพามหาวิทยาลัยออกไปเป็นมหาวิทยาลัย ในกํากับต่อไป แน่นอนครับ การออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับนั้นมีข้อดีมากมายหลายประการ ชัด ๆ แน่นอนอย่างหนึ่งคือมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง เพราะว่า เบ็ดเสร็จการตัดสินใจนั้นอยู่ที่สภามหาวิทยาลัยเป็นหลัก ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือ สิ่งที่กระผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความพร้อมและกระผมเห็นด้วย อย่างไรก็ตามแต่ ท่านประธานครับ มีบางประเด็นที่ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึง ผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะเชื่อมั่นว่าแม้ออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับในวันนี้ท่านอธิการบดี ก็ยังคงเป็นอธิการบดีท่านเดิมอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่อาจจะเป็นข้อห่วงใยของกระผมมีอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ จากมาตรา ๗ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เขียนเอาไว้แล้วก็ต่อเนื่องด้วย มาตรา ๘ นะครับ มาตรา ๘ นั้นเขียนไว้ว่า ในการดําเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๗ มาตรา ๗ เขียนว่า ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการสอน ทําการวิจัย ให้บริการ ทางวิชาการแก่สังคม พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทํานุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม และพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ มาตรา ๘ เขียนว่า ในการดําเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๗ ให้มหาวิทยาลัยคํานึงถึงสิ่งต่อไปนี้ มีหลายประการครับ มีประการหนึ่ง สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) จีรนุช ๖๙/๒ ซึ่งผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาด้วยความห่วงใยก็คือ (๒) เขียนว่า ความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่ไปกับคุณธรรมและจริยธรรม ความเป็นเลิศทางวิชาการนั้นผมไม่สงสัย เพราะเชื่อมั่น ในมหาวิทยาลัยที่ได้สั่งสมมายาวนานครับ แต่อยากจะฝากเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ในที่นี้ ซึ่งเรามักจะเคยได้ยินเสมอนะครับว่าบางครั้งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งออกจาก การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับนั้น ถ้าเกิดท่านผู้บริหารท่านหย่อน ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแล้วอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการภายใน มหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญนะครับ ถ้าผู้บริหารนั้นท่านยืนอยู่บนหลัก ของคุณธรรมจริยธรรมหรือบริหารโดยยึดหลักของธรรมาภิบาลแล้ว ตรงนี้ก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ก็ฝากท่านไว้นะครับ ครูบาอาจารย์นั้นต้องการความมั่นคงของชีวิตไม่ใช่สอนหนังสือ โดยยืนอยู่บนความประหวั่นพรั่นพรึงว่าเมื่อใดจะถูกประเมินให้ออกจากการทําหน้าที่ ครูบาอาจารย์นะครับ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) เบญจมาภรณ์ ๗๐/๑
ในประการถัดมาครับท่านประธานที่เคารพ ที่ผมอยากจะฝากไว้หลายท่าน เป็นห่วงเรื่องของการขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษา ซึ่งอาจจะรวมถึงค่าหน่วยกิตและค่าอะไรต่าง ๆ มากมายนั้นก็เป็นสิ่งที่สมควรเป็นห่วงนะครับ แต่ผมเห็นว่าการที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จะขึ้นค่าธรรมเนียมการศึกษาของตนเองได้นั้นมิได้หมายความว่านึกอยากจะขึ้นก็ขึ้นได้ทันที โดยไม่ได้มองดูความพร้อม ไม่ได้มองถึงความเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัยที่สังคมมีต่อมหาวิทยาลัย ไม่ได้มองถึงคุณภาพประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย ผมว่าเรื่องการที่จะขึ้นค่าธรรมเนียม การศึกษานั้นมันควรเป็นการแปรผันตามประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัย เรื่องนี้จึงไม่น่าเป็นห่วง ถ้าขืนขึ้นไปโดยไม่คํานึงถึงคุณภาพของตนเองแล้วมหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็จะกลายเป็น มหาวิทยาลัยร้างในอนาคตเพราะว่าไม่มีนิสิตที่ไหนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ไว้วางใจได้ว่ามหาวิทยาลัยที่ยืนยงมายาวนานขนาดนี้คงจะมี การพินิจพิเคราะห์ตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดีแน่นอนครับ แต่ก็ฝากเอาไว้นะครับว่า ถ้าไม่มีความจําเป็นหรือการขึ้นโดยไม่สมเหตุสมผลก็จะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครอง แล้วก็นิสิตนักศึกษาได้
ประการที่ ๓ ครับ ที่อยากจะฝากไว้เป็นประการสุดท้ายก็คือการมีส่วนร่วม ของประชาคมในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะว่าที่ผ่านนั้นอาจจะเคยได้ยินข่าวมาบ้างว่า หลังจากออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐแล้วอํานาจสูงสุดอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย อํานาจสูงสุดในฝ่ายบริหารอยู่ที่อธิการบดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจนําไปสู่การบริหารงานมหาวิทยาลัย ในลักษณะของการใช้อํานาจรวบอํานาจของผู้บริหารก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะฝาก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าให้คํานึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จํานวนข้าราชการเริ่มลดน้อยลง ขณะที่พนักงานมหาวิทยาลัยเริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ให้ทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยนั้นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยไปด้วยครับ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
สุดท้าย อยากจะกราบเรียนว่ากระผมเห็นด้วยกับความพร้อมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่จะก้าวออกเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ