จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หารือประเด็นค่าเล่าเรียนที่อาจปรับสูงขึ้นในสถาบันการศึกษาทั้งภายในและภายนอกกำกับ โดยเสนอให้คงการควบคุมค่าเล่าเรียนภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อป้องกันภาระนักศึกษา และยกตัวอย่างกรณีสถาบันเอกชนที่ปรับขึ้นสูงเป็นกรณีศึกษา
ก็ร่วมยินดีต้อนรับกับน้อง ๆ จากจังหวัดเชียงใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งจะเป็นการออกนอกกํากับของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ร่วมเดินไปกับท่านประธานวิปรัฐบาลคือ ท่านอํานวย คลังผา เพื่อไปรับเอกสารข้อร้องเรียนของกลุ่มนักศึกษาที่มาเรียกร้องให้เรา ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่หน้ารัฐสภาเมื่อประมาณ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนั้นน้อง ๆ นักศึกษาหลายท่านได้พูดถึงปัญหาของ การแยกออกจากกํากับและที่สําคัญที่สุดปัญหาของการขาดความมีส่วนร่วม ผมต้องกราบเรียนว่า ทางวิปรัฐบาลโดยท่านประธานอํานวย คลังผา ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้ทําหนังสือไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่าถ้ายังไม่มีการมีส่วนร่วมจากคณะนักศึกษา กลุ่มนั้น ๆ เราจะชะลอการพิจารณาไปก่อน วันนี้ได้มีโอกาสเข้ามาพิจารณาในสภา เพราะทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ตอบมายังท่านอํานวย คลังผา ว่าได้มีการทําประชาคมแล้ว มีผู้เข้าร่วมอยู่ประมาณ ๑,๙๐๐ คน จนเป็นฉันทามติออกมาว่าจะให้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ต่อไปนะครับ วันนี้เราก็ได้พิจารณากัน ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ เรื่องการขาดความมีส่วนร่วมไม่ได้โทษว่าใคร ไม่ได้โทษว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม หรือไม่ได้โทษว่านักศึกษาไม่เข้าไปร่วม สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) วันทนา ๖๕/๒ ในขั้นตอนดําเนินการต่าง ๆ แต่มันเป็นเรื่องของระเบียบขั้นตอนวิธีการราชการ เพราะการทํา ร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งนั้นใช้เวลาหลายปีจริง ๆ ครับ ตัวอย่างของร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ฉบับนี้ เริ่มมีการคิดกําหนดนโยบายแล้วก็แนวทาง ในการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ๑๕ ปีมาแล้ว ต่อมาในปี ๒๕๔๕ มีการทําประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นแล้วก็มีการยกร่างเป็นครั้งแรก ๑๐ กว่าปี ต่อมามีการนําเข้าเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๔๗ ก็ได้รับร่างเข้ามาเตรียมพิจารณา ปรากฏว่าเหตุการณ์ ทางการเมืองทําให้มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายครั้ง ซึ่งเราในสภาผู้แทนราษฎรทราบดีว่า เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เปลี่ยนผ่านคณะผู้บริหาร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับ ก็ต้องมีการชะลอ มีการรับรองใหม่ เสียเวลาไปหลายปีจริง ๆ จนกระทั่งเมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๕๔ เดือนสิงหาคม ก็ได้มีการยืนยันเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งวันนี้เราได้มาพิจารณากัน ๑๐ กว่าปีครับ ถามว่าทําประชาคมไปแล้วหรือเปล่า ต้องตอบว่าทําไปหลายครั้ง แต่ว่าแต่ละครั้งที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาที่ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมในการทําประชาพิจารณ์ ประชาคมนั้นก็จบการศึกษาออกไป นักศึกษารุ่นใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เมื่อเข้ามาแทนที่เขาก็รู้สึกว่าเขายังไม่ได้มีส่วนร่วมในการทํา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ วันนี้เมื่อมีร่างพระราชบัญญัติในเรื่องของการออกจากกํากับ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาอีก ก็ต้องเน้นย้ําไปยังท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานเลยว่า วันนี้เราจะต้องให้ความสําคัญในเรื่องนี้ครับ --------------------------------------------------------- สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) ณัฐวัฒน์ ๖๖/๑ เมื่อจะมีกฎหมายลักษณะนี้เข้ามาเราอาจจะต้องให้ทางมหาวิทยาลัยย้อนกลับไปเพื่อให้สิทธิ กับนักศึกษาในรุ่นปัจจุบันได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งจะได้ไม่มีปัญหาอย่างที่ ได้เกิดมา ผมได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็เป็นประโยชน์ ผมจะพยายาม รวบรัดประเด็น สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนั้นต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ กฎหมายเรื่องของการออกนอกกํากับไม่ใช่ฉบับแรก นี่ผ่านมาแล้ว ๑๖ ฉบับ ที่เป็นเรื่องการออกนอกกํากับของสถาบันการศึกษาแล้วก็สําเร็จเรียบร้อยไปแล้ว ขณะนี้ อยู่ในคิวอีก ๒ ฉบับ ๑. ก็คือร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ฉบับนี้ ๒. คือร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่จะต้องให้ความสําคัญก็คือเราต้อง ไปศึกษาดูว่ามหาวิทยาลัยรวมถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่ได้ออกนอกกํากับไปแล้ว มีผลการปฏิบัติงานหลังจากออกนอกกํากับแล้วอย่างไร
เรื่องแรกเลย ที่ทุกคนให้ความสําคัญ ให้ความสนใจก็คือเรื่องของสวัสดิการ ให้กับพนักงาน ลูกจ้าง รวมถึงคณะครูบาอาจารย์ต่าง ๆ รวมไปถึงไม่ว่าจะเป็น รปภ. ไม่ว่า จะเป็นภารโรง ทุกคนนะครับ เราต้องไปดูว่าสวัสดิการของเขาหลังจากออกนอกการกํากับ ของรัฐมันดีขึ้นหรือมันแย่ลงอย่างไร เพราะสิ่งหนึ่งที่ทุกคนกลัวกันก็คือเมื่อออกนอกกํากับ แล้วเป็นพนักงาน ลูกจ้างของมหาวิทยาลัย เขากลัวกันว่าในที่สุดแล้วหน้าที่การงานอาชีพ ของเขามั่นคงหรือไม่ มันไม่เหมือนราชการ ราชการเราแทบไม่เคยได้ยินเลยถ้าไม่กระทําผิด อย่างรุนแรงไม่โดนออกง่าย ๆ แต่อันนั้นมันขึ้นกับสภามหาวิทยาลัย เกิดไม่ชอบกันขึ้นมา จะให้ออกก็เป็นอํานาจของเขา วันนี้เราต้องไปดูเรื่องของสวัสดิการ เรื่องความมั่นคงในอาชีพ ของพนักงาน ของครูบาอาจารย์ต่าง ๆ เหล่านั้น
เรื่องที่ ๒ ที่เราจะต้องไปดูก็คือเรื่องของคุณภาพการศึกษา เรื่องของผลงาน การวิจัยต่าง ๆ ของคณะอาจารย์ วันนี้มันมีตัวเลขพิสูจน์ชัดว่าหลังจากออกนอกกํากับของรัฐแล้ว มหาวิทยาลัยชั้นนําต่าง ๆ เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้เวลาสั้นลงในการออกผลงาน การวิจัยแต่ละฉบับออกมาเป็นที่น่าสนใจมาก ผลงานการวิจัยของนักวิชาการ ของครูบาอาจารย์ เป็นประโยชน์กับสังคม ใช้ประโยชน์ได้จริงในวงการต่าง ๆ ที่ท่านได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ คุณภาพการศึกษาก็เป็นที่น่าสนใจ ตรงนี้ตัวเลขอาจจะยังไม่ชัดนักเราอาจจะต้องไปดู ในเรื่องของการจัดลําดับสถาบันการศึกษาในระดับโลก ในระดับภูมิภาคว่าเมื่อออกนอกกํากับ แล้วมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาเหล่านั้นได้มีการปรับเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนลงอย่างไร สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) ณัฐวัฒน์ ๖๖/๒ ในระดับที่เขาเปรียบเทียบกันนะครับ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งเราต้องให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันนี้เราไม่ใช่แข่งขันกันในเฉพาะประเทศไทย แต่มีการแข่งขันกันกําลังจะเปิดเออีซี (AEC) เราก็แข่งขันในภูมิภาค แล้วเราก็ต้องไปแข่งขันกับระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นทางยุโรปหรือทาง สหรัฐอเมริกาอีก วันนี้เราจะต้องให้ความสําคัญเป็นอันดับ ๑
เรื่องต่อมาที่ทางสภาผู้แทนราษฎรให้ความสําคัญเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของ งบประมาณแผ่นดิน ไม่มีข้อพิสูจน์ชัดในเรื่องนี้ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมค่อนข้างที่จะติดใจ เป็นอย่างยิ่ง การออกนอกกํากับไม่ได้ยืนยันเลยว่าทางสถาบันการศึกษาเหล่านี้เมื่อออกไปแล้ว จะลดภาระของงบประมาณแผ่นดิน นั่นก็คือของบประมาณน้อยลง ทุกคนก็ยังมุ่งที่จะแสวงหา เงินรายได้ผ่านทางการของบประมาณจากงบประมาณแผ่นดิน หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ที่สภาผู้แทนราษฎรต้องผ่านซึ่งตรงนี้มันเป็นภาระกับทางรัฐบาล เป็นภาระกับงบประมาณ แผ่นดิน และที่สําคัญที่สุดมันเป็นการตัดโอกาสให้กับงบประมาณที่จะไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ในทิศทาง หรือในด้านอื่น ๆ ทั้งที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เงินนอกงบประมาณของเขามีมหาศาลครับ บางที่เป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท บางที่เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่าตกใจนะครับ ตัวเลขเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทมีจริง ๆ เพราะว่าบางที่มีการทํางานด้านพาณิชย์ บางที่เปิดเป็นมหาวิทยาลัยภาคภาษาอังกฤษ ภาคพิเศษ เก็บเงินค่าเล่าเรียนกันแพงมหาศาล มันมีเงินหมุนเวียนเป็นจํานวนมาก แล้วยังจะมาของบประมาณจากภาครัฐเพื่อไปสนับสนุนอีก ผมว่าเอาไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ อาจจะมีประโยชน์กว่านะครับ อันนี้ก็เป็นมุมมอง ที่จะต้องฝากไว้
เรื่องสุดท้าย ที่ทุกคนให้ความสําคัญแล้วไม่มีใครไม่พูดถึงเลย คือคําถามว่า ค่าเล่าเรียนจะแพงขึ้นหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ หลาย ๆ สถาบัน ที่ได้ออกไปแล้ว ๑๖ สถาบัน ถ้าดูประวัติที่ผ่านมาในช่วงหลายปีถามว่ามีการปรับเพิ่มค่าเล่าเรียน หรือไม่ ต้องตอบว่าปรับเพิ่มครับ ทุกที่ปรับเพิ่มหมด แต่เป็นเรื่องปกติ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) ดวงใจ ๖๗/๑ เพราะว่าสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกกํากับ เขาก็จะมีการปรับค่าเล่าเรียนของเขา ในช่วงระยะ ๓ ปี ๕ ปี เขาก็จะมีช่วงระยะของเขาแล้วก็ปรับเพิ่มในอัตราที่มีความเหมาะสม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกกํากับก็ตาม แต่วันนี้ผมต้องกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่ามีข่าวนะครับ ท่านลองไปดูสถาบันการศึกษาหนึ่งซึ่งอยู่ นอกกํากับ ผมไม่เอ่ยนามนะครับ อยู่ทางภาคเหนือ กําลังจะมีการปรับค่าเล่าเรียน เขาบอกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ปรับขึ้น ถ้าสถาบันแห่งนี้สามารถทําได้นะครับ ๑๖ สถาบัน รวมถึง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงอีก ๑ สถาบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตนี่ทํานบ ท่านแตกทันทีครับ ทุกคนจะสามารถปรับขึ้นค่าเล่าเรียนได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวใครเพราะมี ตัวอย่างมาแล้ว คราวนี้นักศึกษาที่อยู่ในสถาบันเหล่านั้นจะเป็นภาระของรัฐบาลทันทีครับว่า เขาจะสามารถหาค่าเล่าเรียนมาชําระได้อย่างไร มีข้อเสนอจากคณาจารย์ พอดีว่ามีอีก หลายมหาวิทยาลัยเข้าคิวกันมาเพื่อที่จะขอออกนอกกํากับ หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้าไปชี้แจงที่คณะวิปรัฐบาลมีข้อเสนอหนึ่งจากคณาจารย์ นักวิชาการซึ่งน่าสนใจ แล้วก็ อยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ นั่นก็คือทุกคนอยากออกนอกกํากับ ของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของค่าเล่าเรียนนี่นะครับ อยากจะเสนอว่าให้ค่าเล่าเรียน ยังอยู่ภายใต้การกํากับของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาต่อไป ถ้าเป็นอย่างนี้ รัฐบาลก็ยังจะมีอํานาจในการที่จะไปควบคุมดูแลไม่ให้ค่าเล่าเรียนมันปรับเพิ่มจนเป็นภาระ กับนักศึกษา ปรับเพิ่มจนกระทั่งเราไม่สามารถควบคุมได้ อย่างน้อยเรายังมีเพดาน เรายังมี ข้อกํากับดูแลได้ อันนี้เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจซึ่งมาจากฝ่ายนักวิชาการของคณาจารย์เอง ก็อยากจะกราบฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีในประเด็นเหล่านี้ครับ