อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. ระบุว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะพ้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของการเปลี่ยนแปลง และมีข้อกังวลเกี่ยวกับจุดเน้นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอนาคตและความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายฉบับนี้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอใช้เวลาสักช่วงหนึ่งเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ซึ่งรัฐบาลได้นําเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ความจริงแล้วเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือการให้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์พ้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) กุลนิษฐ์ ๕๒/๑ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐเหมือนกับอีกหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่ได้ออกนอกระบบ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐอยู่ในขณะนี้ เหมือนกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และผมก็ได้แสดงความคิดเห็น ไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อกังวลสําหรับการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ ๒ ประการ
ประการแรก การที่เรามีแนวโน้ม มีทิศทางที่จะให้มหาวิทยาลัยซึ่งเป็น สถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศออกนอกระบบ ออกจากการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐนั้น แต่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่อยู่ภายใต้ กระทรวงศึกษาธิการที่มีสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นผู้กํากับดูแลนั้นยังมี ความเหมาะสม ยังมีความทันสมัย และมีบุคลากร มีแนวทางการบริหารงานที่เพียงพอรองรับ กับทิศทางและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ ผมคิดว่าจําเป็นที่กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องกลับไปนั่งคิดในเรื่องนี้ด้วย วันนี้เราปล่อยให้มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ทีละมหาวิทยาลัยตามความพร้อม ตามความต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัยเหล่านั้นไป แต่ว่ารัฐซึ่งมีหน้าที่ต้องกํากับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันจะต้องมีโครงสร้าง มีระบบ การรองรับที่สอดคล้อง สมบูรณ์ แล้วก็มีทิศทางที่ให้สังคมได้มองเห็นชัดร่วมกันด้วยว่า จะทําอย่างไรกับเรื่องนี้นะครับ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะฝากไว้ แล้วก็มีข้อเสนอนะครับ หลายคนก็บอกว่าทิศทางในวันข้างหน้าสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอาจจะไม่ใช่ กลไกสําหรับการบริหารมหาวิทยาลัยอีกแล้ว อาจจะต้องยกระดับขึ้นเป็นทบวงมหาวิทยาลัย เหมือนกับในอดีตที่เรามีทบวงมหาวิทยาลัยที่ดูแลการศึกษาขั้นสูงของประเทศนะครับ ก็อาจจะเป็นทิศทางในแนวนั้นก็ได้ หรืออาจจะเป็นกระทรวงขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะ
ประการที่ ๒ ที่อยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เข้ามาในมาตรา ๗ ไม่ได้บ่งบอกอะไรเลยว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีจุดเน้นอะไรในอนาคต ท่านสังเกตไหมครับ เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ผมก็เห็นในเรื่องนี้ เมื่อครั้งที่เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสวนดุสิตมาแล้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นมาจากการเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู โรงเรียนฝึกหัดครู มาเป็น วิทยาลัยครู เป็นสถาบันราชภัฏ และเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการที่ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) กุลนิษฐ์ ๕๒/๒ ผลิตคนที่จะออกมาเป็นครู มาเป็นคนสอนคนในอนาคต แต่เมื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ที่จะให้ออกนอกระบบ พันธกิจ ภาระหน้าที่ที่เคยทํามาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่มีระบุไว้ ในกฎหมาย วันนี้ก็เช่นกันท่านเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้ามา ในมาตรา ๗ ท่านประธานอ่านดูนะครับ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาวิชาการและวิชาชีพ ชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการสอน ทําการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทะนุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม และพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ไม่มีแม้แต่คําเดียวที่บอกว่ามหาวิทยาลัยนี้จะมีจุดเน้น ในการผลิตบัณฑิตทางด้านเกษตร ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรเป็น กระดูกสันหลังของชาติที่เรารับรู้กัน เราท่องกันมายาวนาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีบทบาทนี้มาโดยตลอด แต่พอจะออกนอกระบบกลับไม่พูดถึงรากฐานที่มาของตัวเองเลย ไม่มีพันธะผูกพันอะไรกับความเป็นประเทศเกษตรกรรมของบ้านเมืองนี้เลย ใครเป็นคนร่าง กฎหมายฉบับนี้มา หรือเป็นความต้องการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ต้องการจะ หลุดตัวเองออกไปจากความเป็นสถาบันการศึกษาทางด้านการเกษตรของประเทศ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) สายชล ๕๓/๑ ปัญหาทางด้านการเกษตรกรรมของประเทศมีมากมายครับ คุณภาพทางด้านสิ่งแวดล้อม ของธรรมชาติ คุณภาพสินค้าเกษตร อาหาร คุณภาพของราคาผลผลิตทางด้านการเกษตร ที่ตกต่ําอยู่และเป็นปัญหาของประเทศอยู่ ปัญหาของคุณภาพชีวิตของเกษตรกรล้วนแล้วแต่ เกี่ยวข้องแล้วก็หวังพึ่งให้สถาบันการศึกษาชั้นสูงเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าไป แบกรับภารกิจอันนี้ แต่น่าเสียดายเหลือเกินครับ ท่านไม่ผูกมัดตัวเองกับเรื่องนี้ไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้เลย นี่เป็นเรื่องที่แปลกมาก ผมอยากจะเทียบให้เห็นว่าการเขียนพันธะผูกพัน ในความเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงเทียบกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านก็รอที่จะเสนอเข้าสภาแห่งนี้เหมือนกัน ผมจะอ่านให้ท่านประธานฟังและเพื่อนสมาชิก ได้ช่วยกันคิดตามแล้วก็ช่วยกันกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขามีเขียนไว้ในมาตรา ๗ บอกว่า ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถานศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพ ชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง พัฒนา ประมวล และประยุกต์องค์ความรู้ทั้งมวล ดําเนินการให้มีการเรียนรู้ในองค์ความรู้ จัดการศึกษา เผยแพร่ความรู้ ส่งเสริม และพัฒนา วิชาการ วิชาชีพชั้นสูง ทําการวิจัย และให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคม รวมทั้ง การทํานุบํารุง ส่งเสริม และพัฒนาวิชาธรรมศาสตร์ การเมือง การปกครอง การบริหารจัดการ ศาสนา ศีลธรรม วัฒนธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมีปณิธานมุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนํา ร่วมนําสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ดีงาม และพึงปรารถนา เสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรม ในสังคม ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ มีความสามารถในการทํางาน และดํารงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีคุณธรรม มีจิตใจเสียสละ ใฝ่รู้ และมีสํานึกรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดเดียวกัน ทําไมรายละเอียดในสาระแบบนี้ ถึงไม่ถ่ายทอดระหว่างกันล่ะครับ ท่านไปอ่านร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. .... ทั้งฉบับเถอะครับ ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะเป็นที่พึ่งหวังได้ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะมีพันธกิจในเรื่องของการสร้างสรรค์งานทางด้านเกษตรของชาติ ทําไมถึงเป็นอย่างนี้ครับ นี่คือข้อสังเกตที่ผมอยากจะตั้งไว้ให้ท่านประธานแล้วก็ผ่านไปถึงรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในเรื่องนี้ และผมก็จะได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแปรญัตติเพื่อที่จะเติมเต็มให้กฎหมาย ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ สผ ๒๒/๒๕๕๖ (ส. นิติบัญญัติ) สายชล ๕๓/๒