ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หารือเรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการและเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเน้นย้ำถึงการทำงานด้วยเหตุด้วยผล และไม่มีการออกนอกลู่นอกทางหรือไปออกทะเล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารจัดการการผลิตยางพาราและเรียกร้องให้เพิ่มวงเงินในการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการเราได้ยึดถือหลักการแล้วก็การทำงานด้วยเหตุด้วยผล แล้วผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่ามาตรา ๔๙ ในชั้นกรรมาธิการเฉพาะมาตรานี้ มาตราเดียวใช้เวลาประมาณ ๒ เดือนกว่าจะได้ข้อสรุปออกมาที่เป็น ๑๕ ๖๕ และ ๒๐ ตามในรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และผมก็ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าเราไม่มีออกนอกลู่นอกทางหรือไปออกทะเลที่ไหนนะครับ ผมต้องเรียนว่าปัจจุบันเรื่องคนกรีดยาง ท่านประธาน ส่วนใหญ่เป็นคนชาวต่างชาติทั้งนั้นนะครับ เป็นพม่า เป็นลาว เป็นเขมรทั้งนั้นที่เป็นคนกรีดยาง คนไทยน้อยเต็มทีหรือแทบจะไม่มีแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔๙ ที่บอกว่า ให้คณะกรรมการจัดสรรเงินจากกองทุนตามจำนวน เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ใน (๑) จำนวนร้อยละไม่เกิน ๑๕ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของ กยท. ตรงนี้คงไม่มีการถกเถียงกันแต่อย่างใด เพราะว่าทุกคนก็ยอมรับนะครับว่าการดำเนินการ ของ กยท. ซึ่งจะเป็นรัฐวิสาหกิจนี่นะครับ จะต้องมีงบประมาณอย่างเพียงพอในการบริหาร เพราะว่าเป็นการควบรวมหน่วยงานใหญ่ ๆ ถึง ๓ หน่วยงานด้วยกัน ก็คือ อสย. องค์การสวนยาง สกย. สำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยาง และอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสถาบันวิจัยยาง ซึ่งอยู่ในกรมวิชาการเกษตรมารวมนะครับ เพื่อเอาหน่วยงานเกี่ยวกับยางทั้งหมดมารวมอยู่ใน กยท. ก็จำเป็นที่จะต้องมีค่าบริหารจัดการซึ่งเราตั้งไว้ที่ร้อยละ ๑๕ ใน (๑/๑) ของมาตรา ๔๙ บอกว่า จำนวนไม่เกินร้อยละ ๖๕ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการปลูกแทน ผมต้องเรียน ท่านประธานนะครับ แล้วก็ขอชี้แจงให้ท่านสมาชิกได้รับทราบถึงเหตุผลนะครับว่าทำไม ตัวเลขถึงออกมาที่ร้อยละ ๖๕ แล้วในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการพูดกันมากในประเด็นตรงนี้ ผมต้องเรียนท่านประธานครับว่าเราต้องเอาข้อเท็จจริง เอาตัวเลขจริงมาคุยกัน มาชี้แจง ต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สถิติในการสงเคราะห์ปัจจุบันที่ขอรับการสนับสนุนสงเคราะห์ ในเรื่องของการปลูกแทนอยู่ที่ปีละประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ แต่ครั้งนี้เราก็ประมาณการ ให้เลยครับว่าถ้ายางราคาดี แล้วขณะเดียวกันมีความต้องการในตลาดสูงนะครับ เราก็ให้ตีว่า ปีหนึ่งเพิ่มจาก ๒๕๐,๐๐๐ ไร่ ให้เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ไร่เลยนะครับ ทีนี้เรามาดูครับว่าเราจะต้องใช้ เงินสงเคราะห์เป็นจำนวนเงินเท่าใด ปัจจุบันอัตราเงินสงเคราะห์เราให้ที่ ๑๖,๐๐๐ บาทต่อไร่ โดยคิดที่ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ก็จะเป็นเงินทั้งหมด ๔,๘๐๐ ล้านบาท ๔,๘๐๐ ล้านบาทที่เราจะใช้ ทีนี้เราก็มาดูครับว่าเราจะเก็บเงินเซสส์ได้ที่ปีละเท่าใด ปี ๒๕๕๕ เรามีการส่งออกยางในรูปยาง ที่จะต้องเสียเงินเซสส์ ๓,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าคิด ๓ บาทต่อกิโลกรัม ผมคิดที่ ๓ บาท ต่อกิโลกรัมนะครับ ก็จะเป็นเงินทั้งหมดที่เราจะเก็บได้จากการส่งออกยางพารา เก็บเงินเซสส์ ได้ ๙,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมประมาณการนะครับ เก็บเพียงกิโลกรัมละ ๓ บาท ทีนี้เราก็มา คำนวณดูครับว่าเงินสงเคราะห์ที่ผมได้คำนวณไว้ที่ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาท ก็จะเป็นเงิน ๔,๘๐๐ ล้านบาท แต่เราเก็บเงินเซสส์ได้ ๙,๓๐๐ ล้านบาท ก็จะคิดเป็นร้อยละ ๕๑ นะครับ แต่ทางคณะกรรมาธิการก็ได้เพิ่มให้จากร้อยละ ๕๐ เพิ่มให้อีกร้อยละ ๑๔ เป็นร้อยละ ๖๕ ซึ่งทางกรรมาธิการในที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่เราก็คิดว่าเพียงพอ เพราะว่าเราใช้จริงอยู่ ประมาณร้อยละ ๕๑ คิดจากฐานเมื่อปี ๒๕๕๕ เราก็ได้เพิ่มให้อีกร้อยละ ๑๔ นะครับ เผื่อเอาไว้ก็เป็นร้อยละ ๖๕
อีกประเด็นหนึ่ง ที่มีการอภิปรายกันไว้ใน (๒) ของมาตรา ๔๙ บอกว่า จำนวน ไม่เกินร้อยละยี่สิบ เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมในด้านวิชาการ การวิจัย การผลิต การแปรรูป การตลาด การปลูกใหม่ และการรักษาเสถียรภาพราคายาง ผมต้องเรียนท่านประธานว่า ที่เรามี (๒) ไว้ร้อยละ ๒๐ ก็เหมือนว่าเราเปิดกว้างเอาไว้ว่าเราสามารถนำเงินตรงนี้ไปใช้ ในการวิจัยทำเรื่องการตลาด รวมทั้งเรื่องสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคายาง ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่เปิดไว้ตรงนี้ถึงร้อยละ ๒๐ การรักษาเสถียรภาพราคายางมันก็จะทำได้ลำบาก เพราะว่าเงินจะน้อยครับ ผมต้องเรียนท่านประธานว่าปัจจุบันโครงการรักษาเสถียรภาพ ราคายางพาราของรัฐบาลขณะนี้ก็ใช้เงินไปแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งรัฐบาล ให้วงเงินไว้ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่เปิดไว้ถึงร้อยละ ๒๐ นี่นะครับ เนื่องจากปริมาณยางพาราทั้งประเทศมีมาก แล้วก็เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าขณะนี้ เราได้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้อย่างเดียวแล้ว ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ก็มีการปลูกยางเพิ่มขึ้น ผมก็ต้องเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาตรงนี้อย่างรอบคอบ แล้วก็คิดว่าตรงนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อทุกฝ่ายนะครับ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และขณะเดียวกันตรงนี้ผมก็เห็นได้ว่า จะเป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการของ กยท. มากที่สุดครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ