จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ แถลงว่า ร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ..... มีการแก้ไขสาระสำคัญคือให้มีการลดจำนวนเงินค่าปลูกแทน เหลือ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เหมาะสมและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากจะทำให้ชาวสวนยางเดือดร้อน และไม่สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตยางได้ จึงขอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมกับความต้องการของชาวสวนยาง และให้การสนับสนุนให้ชาวสวนยางสามารถผลิตยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเด็นก็คือในมาตรา ๔๙ ของร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... มีการแก้ไขสาระสำคัญก็คือใน (๑/๑) คือให้มีการลดจำนวนเงินค่าปลูกแทน เหลือ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งท่านนายแพทย์สุกิจได้กล่าวไปแล้วนะครับ ผมก็จะขอเสริมในส่วนที่เข้าใจว่าตอนนี้ทางคณะกรรมาธิการกับรัฐบาลนี่ไปกันคนละทาง ไม่ทราบว่าท่านกรรมาธิการทราบหรือไม่ว่าตอนนี้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ถ้าท่านใด โค่นยางแล้วปลูกปาล์มเขาให้ไร่ละ ๒๖,๐๐๐ บาท ถ้าท่านไม่ทราบท่านต้องทราบ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านทราบท่านต้องคำนวณตัวเลขตรงนี้ใหม่นะครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไม ชาวสวนยางขอว่ากองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางต่อไปต้องเป็น ๒๖,๐๐๐ บาทด้วย เพื่อจะได้เท่ากับสวนปาล์มครับ แล้วที่ผมบอกว่าท่านดำเนินนโยบายผิดพลาดกรรมาธิการ ก็ไม่เข้าใจไปคนละทางก็เพราะว่าเขารณรงค์ให้ปลูกปาล์มครับ โค่นยางปลูกปาล์ม แต่ปาล์ม เหลือกิโลกรัมละ ๒ บาท เห็นไหมครับ ถ้าท่านจะกลับไปปลูกยางรัฐบาลไม่มีความสามารถอีก ยางพาราก็กิโลกรัมละไม่ถึง ๑๐๐ บาทอีก เงินเข้ากองทุนก็น้อยอีก นี่คือเหตุผลสำคัญครับ ที่พวกกระผมพยายามคัดค้านว่าท่านกำลังเข้าใจผิดคิดว่าเงินกองทุนเหลือ เหลือทุกปี รัฐไม่ต้องสนับสนุน รัฐสามารถนำเงินกองทุนตรงนี้ไปช่วยรัฐบาลได้ประหยัดงบประมาณครับ เวลาจะวิจัยพันธุ์ยางให้ดีขึ้นแทนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมาช่วยจัดการให้ ให้ชาวสวนยางดูแลตัวเองโดยการขโมยเงินชาวสวนยางเพิ่มมาอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไปวิจัย พันธุ์ยางให้มันดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรรมาธิการต้องมาคิดกันใหม่ครับ และท่านต้อง กำหนดนโยบายที่เราจะสู้กับประเทศมาเลเซียอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี เพราะยางเวลาปลูก แล้วกว่าจะโค่นขาย ๒๕ ปี ท่านจะมาออกกฎหมายฉบับนี้รายวันคิดว่า ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเฟืออันนี้ผมว่าไม่พอนะครับกรณีปลูกยางแทน ที่สำคัญเมื่ออนาคตถ้าต่อไปปุ๋ยกระสอบละ ๓,๐๐๐ บาทล่ะครับ กฎหมายฉบับนี้ล็อกไว้แล้วครับ เพราะฉะนั้นรัฐต้องมีแนวคิดนโยบายใหม่ ที่จะมาช่วยชาวเกษตรกร ผมเรียนให้ทราบรายละเอียดอีกนิดหนึ่งให้ท่านได้นึกภาพออกครับ ไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาทที่ท่านให้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านให้ ๑. เป็นค่าขุดหลุมปลูกต้นยางก่อน ตอนนี้ท่านขึ้นค่าแรงไปแล้ววันละ ๓๐๐ บาท พม่าก็ขอขึ้นไม่ใช่เฉพาะคนไทยนะครับ คนที่จบปริญญาตรีถ้าจะมาตัดยางต่อไปเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท วันละ ๕๐๐ บาท แล้วหลายคนเป็นลูกเกษตรกรพ่อแม่ชาวสวนยาง พ่อแม่ส่งมาเรียนปริญญาตรี จบมหาวิทยาลัยรามคำแหงกลับไปตัดยางเยอะแยะครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้เกณฑ์ตรงนี้ เป็นมาตรฐานว่าต่อไปค่าสงเคราะห์สวนยางมันควรเพิ่มขึ้นตามอัตราค่าครองชีพ อีกส่วนหนึ่ง นอกจากค่าขุดหลุม เป็นค่าปุ๋ยในการจะไปใส่ให้ต้นยางหรือต้นปาล์ม อีกเรื่องหนึ่งแม้กระทั่ง ผมว่าท่านคิดไม่ถึง เป็นค่าเจ้าหน้าที่ไปวัดที่ครับ ค่าน้ำมันตอนนี้ลิตรละเท่าไรครับ อีก ๓๐ ปี น้ำมันลิตรละเท่าไรครับ อันนี้ท่านต้องประเมินรวมไว้ให้ด้วยสำคัญที่สุดครับ ผมได้รับการร้องเรียน จากชาวบ้านมาเยอะ วันนี้ก็เลยได้โอกาสมาพูดก็คือว่า ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ขอสงเคราะห์ การทำสวนยาง ณ วันนี้ปีนี้แปลกพิสดารครับ รวมทั้งปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๕ ด้วย ก็คือว่า เงินสงเคราะห์การทำสวนยางที่ขอตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ค่าขุดหลุม ค่าปุ๋ยตอนนี้หลายราย ยังไม่ได้รับสตางค์ครับ แสดงว่าอะไรครับ แสดงว่ากองทุนกำลังขาดสภาพคล่อง แสดงว่า หัวกำลังทำอีกอย่างหนึ่งข้างล่างกำลังอึดอัดครับ หัวบอกให้เดินข้างล่างบอกพิการแล้วครับ เพราะฉะนั้นยิ่งท่านไปลดของเขาอีกจาก ๗๕ เหลือ ๖๕ ยิ่งเดือดร้อนทั่วเพราะฉะนั้นผมคิดว่า กรรมาธิการต้องมาคิดกันใหม่ครับ เพราะถ้าท่านล็อกเหลือ ๖๕ ต่อไปเมื่อมีปัญหาเดือดร้อน เราทำยากต้องมาแพ้ พ.ร.บ. กันซึ่งผมคิดว่ายาก ถ้าแก้ช้าไป ๕ ปี ๑๐ ปี ชาวบ้านเดือดร้อน อีกเยอะ แล้วต่อไปไม่เดือดร้อนเฉพาะเกษตรกรที่ได้ใส่เงินสงเคราะห์การทำสวนยางมาเยอะแล้ว คือภาคใต้ ต่อไปภาคอีสานก็เดือดร้อน เพราะตอนนี้ยางกรีดได้แล้วเริ่มจ่ายเงิน ค่าสงเคราะห์แล้ว ภาคตะวันออกก็เดือดร้อนครับ และพอถึงวันนั้นท่านจะไม่สามารถมาหาเสียงได้ ต่อไปให้ชาวสวนยางสงเคราะห์ไร่ละ ๒๖,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท ท่านหาเสียง ไม่ได้นะครับ แล้วท่านทำงานให้ประชาชนไม่ได้ด้วย ขอบคุณมากครับ