อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแบ่งเงินกองทุนพัฒนายางพารา และเรียกร้องให้แบ่งเงินออกเป็น 4 กอง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้สงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้ ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ใช้เวลาไม่มากนะครับ แล้วก็ไม่ต้องการจะอภิปรายซ้ำกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ลุกขึ้น แสดงเหตุผลแล้ว เพียงแต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่ามาตรา ๔๙ นี้เป็นเรื่องของมาตราที่ว่าด้วยการใช้เงินกองทุน พัฒนายางพารา เงินกองทุนพัฒนายางพารามีที่มาของมันก็คือทรัพย์สิน หนี้สินต่าง ๆ ที่อยู่ในกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางซึ่งก็เป็นเงินเซสส์เป็นส่วนใหญ่ และ ๒. ก็คือ เงินเซสส์ที่จะเก็บได้ใหม่ แล้วก็เงินค่าบำรุง ค่าตอบแทน แล้วก็ดอกผลต่าง ๆ เป็นเงินก้อนหนึ่ง ที่จะมาบริหารจัดการในมาตรา ๔๙ นี้ ในร่างที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ได้แบ่งเงินกองทุนพัฒนายางพาราซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินเซสส์เป็น ๓ กอง กองแรก ก็คือ จำนวนไม่เกินร้อยละ ๑๕ เป็นค่าบริหารจัดการของการยางแห่งประเทศไทยที่เราจะจัดตั้งขึ้น จากการรวมเอาหน่วยงาน ๓ หน่วยงานมารวมกันให้เป็นค่าบริหารจัดการไปไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ ๒ คือไม่เกินร้อยละ ๖๕ ส่งเสริมในการปลูกแทน และส่วนที่ ๓ ก็คือ ไม่เกินร้อยละ ๒๐ เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ ที่เหลือนะครับ อาทิเช่น การปรับปรุง คุณภาพการผลิต เรื่องของการวิจัย เรื่องของการแปรรูป การตลาด การรวมกลุ่มจัดตั้ง สถาบันเกษตรกร รักษาเสถียรภาพราคายาง การจัดสวัสดิการสังคมอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่า การแบ่งเงินในลักษณะเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ กยท. และไม่ได้สอดรับกับเจ้าของเงินคือที่มาของเงิน ซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมหรือเงินเซสส์ ซึ่งได้มาจาก ผลผลิตของคนที่ปลูกยางรายเก่าอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อกฎหมายฉบับนี้สนับสนุนทั้งการปลูกแทน และการปลูกใหม่ ซึ่งให้โอกาสพี่น้องเกษตรกรทั้งรายเก่าและรายใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็น รายเก่าในการได้ใช้เงินในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะดูว่าการใช้เงินส่วนนี้ที่เหมาะสม ควรจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าก็ต้องกลับไปดูในมาตรา ๘ ในมาตรา ๘ ได้แบ่งวัตถุประสงค์ไว้ ชัดเจน และภาระหน้าที่ในมาตรา ๙ ต่าง ๆ ก็สอดรับกับมาตรา ๘ เพราะฉะนั้นการใช้ เงินกองทุนพัฒนายางพาราก็เพื่อไปบรรลุวัตถุประสงค์นี้ ผมถึงได้แปรญัตติโดยการให้แบ่งเงิน ออกเป็น ๔ กอง กองที่ ๑ จำนวนไม่เกินร้อยละ ๑๕ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการ กยท. อันนี้ก็ได้รับฟังความคิดเห็นข้อมูลข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่แล้วว่า มีความเหมาะสม มีความจำเป็นก็ร้อยละ ๑๕ ไม่เกินนะครับ ส่วนที่ ๒ ไม่เกินร้อยละ ๘ เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนา เกี่ยวกับยางพารา ซึ่งในที่ประชุม คณะกรรมาธิการ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วาระที่หนึ่งก็ได้พูดถึงเรื่องของการวิจัย การส่งเสริมการวิจัย และในวัตถุประสงค์ของการยางแห่งประเทศไทยก็เขียนไว้ชัดในข้อที่ ๒ ของมาตรา ๘ บอกว่าส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับยางพาราซึ่งต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง ในอดีตเราอาจจะ ใช้สถาบันวิจัยยางเป็นผู้ใช้เงินก้อนนี้ แต่ในอนาคตการยางแห่งประเทศไทยจะสนับสนุน ทั้งการวิจัยของตัวเองทั้งสนับสนุนให้นักวิชาการหน่วยงานที่อยู่ข้างนอกได้ใช้เงินก้อนนี้ ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาในด้านต่าง ๆ นี่จำเป็นต้องแยกออกเป็นอีกกองหนึ่ง กองที่ ๓ ก็คือจำนวนไม่เกินร้อยละ ๑๐ เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เรื่องของการสนับสนุน ส่งเสริม เกษตรกรผู้ประกอบกิจการในเรื่องของการเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยาง อันนี้เป็นก้อนหนึ่งและก้อนสุดท้ายจำนวนเงินที่เหลือจากที่ไม่เกินร้อยละ แต่ละร้อยละ ท่านประธานเห็นว่าร้อยละอันแรกไม่เกินร้อยละ ๑๕ อันที่ ๒ ไม่เกินร้อยละ ๘ อันที่ ๓ ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ส่วนที่เหลือนอกจากนั้นต้องเอามาใช้ในการปลูกแทนและปลูกใหม่ ตัวเลขจะต่างกันนะครับ ในร่างที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการก็คือล็อกไว้เลยว่า ไม่เกินร้อยละ ๖๕ แต่ในส่วนของผมนี้ถ้าปีใดก็ตามที่ท่านใช้เงินในการบริหารจัดการ ไม่ถึงร้อยละ ๑๕ เงินส่วนที่เหลือกองไว้ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยถ้าในปีนั้นไม่มีความจำเป็น หรือใช้จ่ายครบแล้วพอแล้ว เหลือกองไว้ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ที่เหลือกองไว้ ทั้งหมดนี้จะมารวมในกองสุดท้าย ซึ่งมากกว่าร้อยละ ๖๕ สามารถที่จะเอาเงินก้อนนั้น ไปสนับสนุนให้ในเรื่องของการปลูกใหม่ปลูกแทนได้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมคิดว่า เจตจำนงในการแปรญัตติในมาตรา ๔๙ นี้ของเพื่อนสมาชิกและของคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนน้อยก็เพื่อต้องการให้เงินที่เหลือเป็นเงินสำหรับการปลูกแทนให้เหลือมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ วันนี้เมื่อกรรมาธิการไปล็อกไว้เพียงไม่เกินร้อยละ ๖๕ เช่นนี้ไม่เป็นคุณ กับเกษตรกรเจ้าของสวนยางแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อขอต่อรองก็คือว่าขอปรับตัวเลขตรงนี้ได้ไหมครับ ขอปรับตัวเลขให้เป็นตัวเลขที่มากกว่า ร้อยละ ๖๕ ซึ่งท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้นำเสนอเมื่อสักครู่นี้ก็คือสำหรับการปลูกแทน ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ ถ้าเราได้แค่นี้ในส่วนอื่น ๆ ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาและเป็นหลักประกัน ให้กับพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนยาง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินเซสส์ เจ้าของเงินส่วนใหญ่ของเงินในกองทุนพัฒนายางพารานี้ เพราะฉะนั้น ก็กราบเรียนกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าท่านจะยอมผ่อนปรนสักนิดไหมครับ ลงมาในส่วนนี้เพื่อพี่น้องเกษตรกรที่เป็นเจ้าของเงินอย่างแท้จริง ให้เหลือสัดส่วนร้อยละ ๗๕ ขอบคุณครับ