ชินวรณ์ บุณยเกียรติ เสนอการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 49 เพื่อจัดสรรเงินกองทุนให้กับกรมป่าไม้ โดยเสนอให้คณะกรรมการจัดสรรเงินเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% ของจำนวนเงินที่กำหนดไว้ และหากมีเงินเหลือเก็บไว้เพื่อใช้ในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมและท่านอิสสระ สมชัย ได้ขอสงวนความเห็นที่จะแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๔๙ นะครับ ท่านประธาน ความในมาตรา ๔๙ ที่กระผมได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมมีดังต่อไปนี้ครับ คือให้คณะกรรมการจัดสรรเงินกองทุนตามจำนวนและเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
(๑) จำนวนไม่เกินร้อยละสิบห้า เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของ กยท.
(๑/๑) จำนวนไม่เกินร้อยละสิบ เป็นค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตามมาตรา ๘ (๒)
(๒) จำนวนไม่เกินร้อยละห้า เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางทั้งในด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูป การตลาด และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพารา การส่งเสริม สนับสนุนให้มีการปลูกใหม่ การอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น การอุตสาหกรรม การผลิต ผลิตภัณฑ์ยาง การอุตสาหกรรมไม้ยาง การรักษาเสถียรภาพราคายาง การพัฒนายางพารา การจัดสวัสดิการสังคมเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง และกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ชาวสวนยางหรือผู้ประกอบกิจการยาง
(๒/๑) จำนวนเงิน นอกจาก (๑) (๑/๑) และ (๒) เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการปลูกแทน ถ้าเป็นตัวเลขคือร้อยละ ๗๕ นะครับท่านประธาน เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน
การบริหารและจัดสรรเงินกองทุนให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการ กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนายางพารา รวมทั้งการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียมตามมาตรา ๔๗
เงินที่ได้จัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่งจะนำไปใช้ในการอื่นนอกจาก ที่กำหนดไว้มิได้ นี่ก็ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ
ในกรณีที่เงินกองทุนไม่เพียงพอเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตาม (๒) ให้คณะกรรมการจัดสรรเงินเพิ่มขึ้นจากรายได้ตามมาตรา ๑๒ ได้อีกไม่เกินร้อยละยี่สิบ ของจำนวนเงินที่กำหนดไว้ใน (๒) หากรายได้ไม่มีพอจ่าย ให้รัฐตั้งรายจ่ายเพิ่มเติมในงบประมาณ ประจำปีตามความจำเป็น
ในกรณีที่มีเงินเหลือจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้เก็บไว้เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายนั้น ๆ ในปีต่อไป
คือหลักประเด็นของผมมีอยู่อย่างนี้นะครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะ เรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่เป็นหัวใจ ของร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ครับ ที่ผมว่าเป็นหัวใจเพราะอะไรครับ เพราะว่าการต่อสู้ในเรื่องของการที่จะให้การบริหารภาคยางเป็นเอกภาพนั้นได้เริ่มต้นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ถ้าท่านประธานจำได้ คือเราได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ในการพัฒนายาง ครบวงจรในสมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย แนวความคิดในการที่จะนำการบริหารภาคยาง มาให้เป็นเอกภาพนั้นถือว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ายางพารากลายเป็น พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และในช่วงราคายางพาราดี เช่น ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราสามารถส่งออกยางพาราได้เงินเข้าประเทศมากที่สุด กว่าผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ และที่สำคัญไปมากกว่านั้น วันนี้ยางพารายังมีผลผลิต ที่เป็นรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้นคือไม้ยางพารา ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่พี่น้องเกษตรกรต้องจ่ายเงินเป็นค่าธรรมเนียม ที่เราเรียกว่าเงินเซสส์ เราต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ครับว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เราได้มี การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ปี ๒๕๓๘ ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แล้วจนท้ายที่สุดในปี ๒๕๓๘ นั่นเองครับ เราได้แก้ไขมาตรา ๒๑ เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีสวนยางพารามาก่อน สามารถได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แต่ว่ายุคนั้นก็ให้ไปครึ่งหนึ่ง ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในภาคอีสานที่มีอยู่ในวันนี้นะครับ ในวันนั้นขณะนั้น ท่านไม่มีสวนยางพารามาก่อน แต่ท่านสามารถได้รับการดูแลจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยางเนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนั้น วันนี้เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง มาตรา ๔๙ นี้จึงเป็นหัวใจสำคัญว่าเราจะต้องมาแก้ไข เพื่อให้มีการใช้เงินค่าธรรมเนียมจากเงินเซสส์ ซึ่งปัจจุบันนี้เก็บได้เพิ่มมากขึ้นปีละประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท จากราคายางที่ปรากฏตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ครับ แต่วันนี้เมื่อมาดูร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้ความเห็นชอบครับ ท่านประธานครับ กลายเป็นว่าได้มีการแก้ไขการจัดสรรเงินกองทุนให้คืนกลับกับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินสงเคราะห์ตัวจริงหรือเงินค่าธรรมเนียมเซสส์ตัวจริงไปใช้ในด้านการปลูกแทน เหลือจำนวนไม่เกินร้อยละ ๖๕ นี่ละครับคือเป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่ามาตรานี้คงให้ ผ่านไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องพูดจากันให้ชัดเจน และถ้าคณะกรรมาธิการได้ยอมรับ ความเป็นจริง คณะกรรมาธิการก็ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขครับ เพราะมาตรานี้ถ้าเพื่อนสมาชิก ในสภานี้ยินยอมให้เป็นไปตามความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ ไม่ยอมคืนกลับ สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางต้องจ่ายเองแล้วทำให้เขาต้องสูญเสียผลประโยชน์ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือให้จ่ายเป็นค่าปลูกแทนเหลือร้อยละ ๖๕ จากกฎหมายเดิมร้อยละ ๘๕ นะครับ กฎหมายฉบับเดิมของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางได้กำหนดไว้ ชัดเจนครับท่านประธาน ร้อยละ ๑๐ เป็นค่าบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง ร้อยละ ๕ เพื่อการวิจัยและทดลอง ที่เหลือร้อยละ ๘๕ ต้องคืนกลับให้กับ เกษตรกร แต่วันนี้คณะกรรมาธิการแทนที่จะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด กลับไปลด เงินที่เขาควรจะได้รับค่าตอบแทนจากเงินที่เขาจ่ายมาเองเหลือร้อยละ ๖๕ ท่านประธานครับ ก็มีการกล่าวอ้างว่า เนื่องจากว่ามีการรวมการบริหารภาคยางเพื่อนำองค์การสวนยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง สถาบันวิจัยยาง มารวมด้วยกัน มีความจำเป็นที่ต้องมี การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ ผมก็ยอมให้เป็น ร้อยละ ๑๕ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ เพราะเมื่อเรารวมสถาบันวิจัยยาง ซึ่งเดิมบุคลากรเป็นของกรมวิชาการ ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แต่เมื่อมารวมกันเป็นการยางแห่งประเทศไทยก็ควรที่จะได้รับเงินค่าตอบแทน จากส่วนการยางแห่งประเทศไทย ร้อยละ ๑๕ ไม่มีใครติดใจครับ แต่ว่าวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ที่สุดในการยกร่างพระราชบัญญัติการยาง หรือแม้แต่ยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยางตั้งแต่เริ่มต้น อีกส่วนหนึ่งก็คือต้องการที่จะให้เอาเงินค่าธรรมเนียมนี้ไปใช้ เพื่อการวิจัยและเพื่อการพัฒนา แต่ท่านกลับไม่ให้ความสำคัญ กลับไปรวมไว้ในภารกิจอื่น ที่เขียนไว้อย่างมากมาย แล้วเป็นการเปิดกว้างที่จะให้คณะกรรมการยางใช้เงินก้อนนี้ไปทำ ในเรื่องอื่นได้ และในท้ายที่สุดผมเป็นห่วงมากครับรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่ได้ให้ความสนใจกับ เรื่องการวิจัยและการพัฒนาเลย เมื่อวานนี้ผมไปสัมมนาในนามคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ ท่านดอกเตอร์นิพนธ์จากทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ออกมาเรียกร้องชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ จัดงบการวิจัยเพื่อการเกษตรไม่ถึง ๑ สลึงครับ ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาต้องใช้งบการวิจัย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ของจีดีพี (GDP) ผมเคยเรียกร้องว่าเราควรจะมีงบวิจัยและพัฒนาให้ได้ ร้อยละ ๒ ของจีดีพี แต่ปรากฏว่าวันนี้รัฐบาลนี้ปรับลดลงไปไม่ถึง ๑ สลึงของจีดีพี เพราะฉะนั้นเมื่อท่านไปรวมไว้ใน (๒) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องอื่นด้วย ไม่แยกออกมาต่างหาก ผมคิดว่าตรงนี้ผมก็ยอมรับไม่ได้เพราะเป็นหลักการสำคัญเลยครับว่า ๑. ค่าบริหารจัดการ ๒. วิจัย ทดลอง มีสถาบันวิจัยยางเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตรงกับหลักการ ในการที่เราจะมุ่งเน้นที่จะพัฒนาภาคเกษตรของเราตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ แผน ๑๑ ด้วย และประการสุดท้าย ก็คือการไปส่งเสริมสนับสนุนให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในด้าน การปลูกแทนเหลือร้อยละ ๖๕ ผมอยากย้ำตรงนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ร่วม สร้างกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ร่วมสร้างกองทุนเงินเซสส์นี้มาจากหยาดเหงื่อ แรงงานของพี่น้องเกษตรกรทั้งหมด วันนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้กลับลดลงมาเหลือ ร้อยละ ๖๕ ไม่ใช่ผมไม่ยอมรับความคิดเห็นว่าเรามีความจำเป็นต้องไปใช้จ่ายในด้านอื่นครับ ก็ยอมรับความคิดเห็น แต่ผมคิดว่าจุดที่ควรจะอยู่กึ่งกลางที่ควรจะให้เกษตรกรซึ่งเป็น ผู้รับภาระเองเขาควรได้รับมากขึ้นเขาก็ควรน่าจะอยู่ร้อยละ ๗๕ ครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงได้มีการแปรญัตติดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ผมได้มี การแปรญัตติในการจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เป็น ๓ หลักการใหญ่ ๆ ที่อยากจะเรียนต่อ คณะกรรมาธิการเพื่อได้กลับไปทบทวนปรับปรุงดูอีกครั้งหนึ่งครับ