พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หารือเรื่องการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย และขอให้รัฐบาลพิจารณาการสนับสนุนให้ทำโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพื่อการทดลองและเรียนรู้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ตอบคำถาม ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวรชัย เหมะ นะครับ ที่กรุณาได้สอบถามเรื่องไฟฟ้า จากกระทรวงพลังงาน สิ่งสำคัญที่สุดครับที่ท่านได้พูดไปเรื่องการเติบโตของกระแสไฟฟ้า ในการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ก่อนอื่นขออนุญาตพูดภาพรวมให้ท่านมองเห็นนะครับว่าปัจจุบัน แผนการผลิตไฟฟ้าของประเทศนั้นได้วางแผนกันทีละครั้ง ครั้งละ ๑๐ ปี ๒๐ ปีนะครับ แผนการไฟฟ้า ฉบับที่ ๒๐๑๐-๒๐๒๐ เมื่อ ๑๐ ปีนั้นเรามีวางแผนว่าจะผลิตไฟฟ้าอีก ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ปัจจุบันเราผลิตได้ ๓๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ แต่จริง ๆ ประสิทธิภาพ ในการผลิตนั้นมีอยู่เพียงประมาณ ๓๐,๐๐๐ เมกะวัตต์เท่านั้นเอง เราต้องการผลิตเพิ่มอีก ประมาณ ๒๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ จำนวนไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ๒๕,๐๐๐ เมกะวัตต์นั้นปัจจุบัน การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศไทยประสบปัญหาอย่างมาก เรื่องของการทำความเข้าใจกับ ประชาชน ทั้ง ๆ ที่เราก็กำหนดมาตรฐานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านั้นให้ถูกต้องตาม มาตรฐานสากลทั่วไปอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นผมเห็นใจประชาชนครับ ประชาชนหลายคนนั้น ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าในอดีตอย่างเช่นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเดิมนั้นทำจากหินลิกไนต์ ก่อให้ประชาชนนั้นมีการเจ็บป่วยเป็นไข้เป็นโรคต่าง ๆ มีปัญหามากมายเนื่องจากฝุ่นละออง จากซัลเฟอร์ไดออกไซด์นะครับ มีผลกระทบมาก แต่ปัจจุบันนั้นสถานการณ์เปลี่ยนไปครับ เรามีการใช้เทคโนโลยีที่ดีเข้ามาเก็บฝุ่นละอองทุกอย่างทุกเม็ดจนกระทั่งไม่มีเหลือ เมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปตรวจเยี่ยมที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ไปตรวจเช็ก (Check) ฝุ่นละอองซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปรากฏว่ามีค่าต่ำกว่ากรุงเทพมหานครซึ่งไม่มีโรงไฟฟ้าและถ่านหินด้วยซ้ำไป ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีลิกไนต์ที่สะอาดไร้มลภาวะทั้งสิ้น แล้วก็เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยว ในฤดูหนาวไปเที่ยววันหนึ่งเป็นแสนคน มีมหกรรมการท่องเที่ยว มีโชว์อะไรต่าง ๆ เยอะแยะ มีบึงเหมืองที่ขุดแล้วทำบ่อน้ำสวยงาม ผมอยากเชิญชวนประชาชนที่ต่อต้านหรือสนใจ ไม่เข้าใจเรื่องโรงไฟฟ้าและถ่านหินลิกไนต์ไปเยี่ยมชมนะครับ ผมขออนุญาตประชาสัมพันธ์ นิดหนึ่ง เพื่อทุกคนจะได้เข้าใจว่าเทคโนโลยีปัจจุบันการสร้างโรงไฟฟ้านั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เดี๋ยวนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดีเขาเรียกว่าคลีน โคล (Clean Coal) ก็คือเป็นถ่านหินที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง สิ่งเหล่านี้นะครับจะเป็นพลังงานที่ สำคัญแล้วก็จะช่วยให้ประเทศนั้นอยู่ได้ ต่อคำถามที่ท่าน ส.ส. วรชัย เหมะ ถามนะครับ ก็คือว่าการส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีมาตรการอย่างไร โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องแรกครับ มีคนอยากทำมากมาย เพราะโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์นั้นทางรัฐบาลในอดีตเคยให้ค่าแอดเดอร์ (Adder) นั้น ๘.๕๐ บาท บวกค่าไฟฐาน ค่าไฟฐานประมาณ ๓.๗๐ บาท ท่านคิดดูครับ ๓.๗๐ บาท บวก ๘.๕๐ บาท ก็ ๑๒.๒๐ บาท นั่นก็คือประชาชนจะต้องใช้ไฟฟ้าในราคา ๑๒.๒๐ บาทต่อหน่วย ถ้าเราซื้อมา จำหน่ายในราคา ๓.๗๐ บาท ไม่ใช่อย่างนั้น ๓.๗๐ บาทคือราคาขายที่ปัจจุบัน พอซื้อไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์มานี่เราก็ต้องมาปรับราคา เรียกว่าค่าเอฟทีมันก็จะเพิ่มขึ้นทันที ฉะนั้น เอฟทีเพิ่มขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์ก็จะเพิ่มเป็น ๑ บาทกว่า หรือ ๒ บาทผมก็ไม่ทราบ ต้องถามเรกูเลเตอร์นะครับ ซึ่งตรงนั้นจะทำให้ประชาชนผู้ใช้ไฟนั้นเสียค่าไฟแพงขึ้น อุตสาหกรรมก็จะเสียเงินที่เป็นต้นทุนที่แพงขึ้น ทำให้ไม่สามารถจะผลิตสินค้าต่าง ๆ ไปขาย ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก สิ่งที่อดีตทำมานะครับ คนก็ขอมาถึง ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีคนอยากขอเพิ่มขึ้นมากมายรัฐบาลก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะว่าจะกระทบต่อประชาชนอย่างยิ่ง การสนับสนุนให้ทำโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นั้น เราสนับสนุนให้ทำเพื่อการทดลองเพื่อต้องการให้ประชาชนเรียนรู้ หลายแห่งครับที่เหมาะสม ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อย่างเช่น ที่สายไฟฟ้าเดินไปไม่ถึง หมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ อย่างนี้ครับ ไปทำโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์เหมาะสมมาก ทางกระทรวงมีหน่วยงาน มีเทคโนโลยีที่จะอธิบาย ช่วยแนะนำ อย่างที่จังหวัดพะเยาเช่นกัน วันก่อนผมไปเยี่ยมชมนะครับ ท่านมีกว๊านพะเยาอยู่ ทางกว๊านพะเยาเขาต้องการไฟฟ้าบนทางเดิน เพราะชาวบ้านจะมาเดินตามริมกว๊านพะเยา มีความสวยงาม แต่ถ้าเดินสายไฟฟ้ารอบกว๊านพะเยาค่าสายไฟฟ้ามันแพงมาก ดังนั้นเราจึง แนะนำว่าตั้งเสาไฟฟ้าเลยครับ แล้วก็ติดแผงโซลาร์ไว้บนเสาไฟฟ้า กลางคืนก็มีแสงสว่าง สวยงามราคาก็ถูก อย่างนี้ครับเหมาะสม ฉะนั้นการเลือกใช้พลังงานแสงอาทิตย์ต้องเลือก ในจุดที่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ของประเทศหรือภูมิศาสตร์ พลังงานลมเช่นกันครับ อันนี้ เป็นเรื่องที่ดี ประเทศไทยเองสามารถที่จะตั้งโรงไฟฟ้าพลังลมได้เพียง ๓ แห่ง แห่งแรกคือ ที่โคราชหรือที่จังหวัดนครราชสีมา แห่งที่ ๒ คือจังหวัดเพชรบูรณ์ที่เขาค้อ แห่งที่ ๓ คือ จังหวัดชัยภูมิซึ่งเป็นจุดที่มีกำลังลมสูง จุดอื่นที่บางทีเราดูมีลมนี่ถ้าเกิดมีลมพัดมาแรง ๆ ไฟฟ้ากระชากเสร็จพอลมหยุดไฟฟ้าไม่มี ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ยังไม่คุ้มทุน ฉะนั้นการเรียนรู้ เรื่องพลังงานผมคิดว่าถ้าหากผู้ใดสนใจก็สามารถติดต่อกระทรวงพลังงาน แล้วก็ยินดี ให้ความรู้ความเข้าใจต่าง ๆ ครับ