อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาการศึกษาวิชาการทหาร เพื่อให้สถาบันการศึกษาทหารมีแผนแม่บทในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้เสนอคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ ของสภาการศึกษาวิชาการทหาร กราบเรียนกับท่านประธานว่ากระผมเห็นด้วยกับการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้นอกเหนือจากการที่ให้สภาการศึกษาวิชาการทหาร ได้มีบทบาทหน้าที่เพิ่มมากขึ้น และให้สถาบันการศึกษาทางด้านการทหารในระดับสูง สามารถที่จะเปิดสอนในระดับปริญญาเอกได้ อันนั้นให้การสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่จะมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเป็นกฎหมายที่เขียนกันมาตั้งแต่หลายปีแล้ว แล้วก็แก้ไขกัน เข้าใจว่าเมื่อปี ๒๔๙๗ ก็มีการแก้ไขกันมาครั้งหนึ่ง กราบเรียนกับท่านประธานว่า เราจำเป็นที่จะต้องให้สถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพได้มีแบบมีแผนในการจัด การศึกษาที่นอกเหนือจากมีความก้าวหน้า ทันต่อโลก ทันต่อสถานการณ์ความมั่นคง ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วยังควรที่จะได้รับการตรวจสอบจากภายนอก โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้รับรู้ว่าสถาบันการศึกษาทางด้านการทหารในระดับสูงของกองทัพนั้นมีหลักมีเกณฑ์ ในการจัดการศึกษาอย่างไร มีกระบวนการได้มาซึ่งหลักสูตรอย่างไร กระผมได้ขอแปรญัตติ ในส่วนนี้เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันนี้เราผลิตนักเรียนนายร้อย ผลิตบุคลากรที่จบการศึกษา ในระดับสูงของสถาบันการศึกษาวิชาทหารในระดับสูงออกมา ต่างหน่วยต่างก็ผลิตออกมา ไม่มีแผนแม่บทที่ชัดเจน ไม่มีทิศทางที่เด่นชัดในการผลิตบุคลากรเหล่านั้น โรงเรียนนายทหาร ระดับสูงปัจจุบันนี้ก็คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ โรงเรียนแผนที่ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก โรงเรียนเสนาธิการทหารเรือ โรงเรียนเสนาธิการ ทหารอากาศ เหล่านี้ครับจำเป็นที่จะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันไปสนองยุทธศาสตร์ ความมั่นคงของประเทศในทิศทางเดียวกัน ท่านประธานก็ทราบนะครับว่าหลักสูตร วิชาการทหารนั้นในโลกยุคใหม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง ๓ ด้านเป็นอย่างน้อย ๑. เรื่องของการรบ ๒. เรื่องของการพัฒนาประเทศ และ ๓. เรื่องของการปลูกจิตสำนึก อุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความมีคุณธรรมจริยธรรมของบัณฑิต และผู้ที่จบจาก โรงเรียนเหล่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าแต่ละแห่ง แต่ละโรงเรียน แต่ละสถาบัน ต่างคนต่างไปกำหนดหลักสูตร กำหนดแผนในการดำเนินการเพื่อจัดการศึกษากันเอง ผมจึงเสนอในการแปรญัตติก็คือว่า ใน (๔) ซึ่งเดิมเขียนว่าให้อำนาจหน้าที่ของ สภาการศึกษาวิชาการทหารมีหน้าที่ในการกำหนดมาตรการเพื่อพัฒนาการศึกษา วิชาการทหารให้เจริญยิ่งขึ้น ถ้อยคำนี้เขียนมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ นะครับ โลกปัจจุบันนี้ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปมากแล้วนะครับ ผมจึงได้เสนอคำแปรญัตติว่า ใน (๔) ให้จัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการศึกษาวิชาการทหาร ความจริงถ้าอ่านเทียบกัน แบบไม่ดูรายละเอียดมากนักก็จะรู้สึกว่ามันคล้าย ๆ กันครับ ก็คือทำให้มันดีขึ้น แต่ว่า ในความแตกต่างระหว่างการกำหนดมาตรการโดยสภาการศึกษาวิชาการทหารกับการจัดทำ แผนแม่บทนั้นต่างกัน ท่านกำหนดมาตรการนี่คิดเอาเองก็ได้ในสภาการศึกษาวิชาการทหาร ซึ่งประกอบด้วยแม่ทัพ นายกองต่าง ๆ นะครับ แต่กระบวนการจัดทำแผนแม่บทนี้ผมคิดว่า มันได้เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งอาจารย์ ทั้งนักศึกษา ทั้งบุคลากร ในกองทัพ ทั้งผู้บังคับบัญชา สามารถที่จะกำหนดแผนแม่บทและยังเอายุทธศาสตร์ประเทศ หรือยุทธศาสตร์ในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนด การจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการศึกษาวิชาการทหารด้วย ท่านประธานก็ทราบนะครับว่า ปัจจุบันนี้เราไม่ได้เผชิญหน้าอยู่กับศัตรูที่เป็นการรบที่ใช้กำลังกันอย่างเดียวเท่านั้นแต่เราสู้กัน ในทุกสมรภูมิเพื่อที่จะปกป้องความมั่นคงของประเทศไว้ เรื่องของความยากจน เรื่องของพลังงาน เรื่องของยาเสพติด เรื่องของการพัฒนาประเทศในแง่มุมต่าง ๆ บทบาทของคนที่จบจาก โรงเรียนนายร้อยหรือบุคลากรที่ได้รับการผลิตออกมาจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ทางด้านทหาร มีบทบาทสำคัญในการที่จะช่วยพัฒนาและประคับประคองความมั่นคง ในด้านต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นผมถึงได้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการให้ปรับแก้ไข ใน (๔) เป็น จัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาการศึกษาวิชาการทหาร ตามเหตุผลที่กระผม ได้นำเรียนมาแล้ว ขอบคุณครับ