สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร มีคำถามถึงคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 6 ในร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการเพิ่มสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมง และเรียกร้องให้คงไว้ตามร่างเดิม

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีคำถามถึงคณะกรรมาธิการ โดยที่ในมาตรา ๖ ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญ แล้วก็มี การแก้ไขในชั้นของวุฒิสภา และเมื่อกรรมาธิการร่วมกันได้มีการพิจารณาแล้วก็มีมติให้คงไว้ ตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นของกระผมอยู่ที่ว่าในการแก้ไขของชั้นวุฒิสภานั้น ได้มีการเพิ่มในส่วนของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยที่ได้มีการเพิ่มสมาชิก สภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมง ซึ่งเลือกกันเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เหลือด้านละ ๑ คน มีคำถามถึงทางคณะกรรมาธิการร่วมกันว่าให้คงไว้ตามร่างเดิม ก็หมายความว่าในการแปรญัตติ เพิ่มเติมประโยคดังกล่าวนั้นได้ตัดเอา สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ออกไป ซึ่งกระผมไม่เห็นด้วย จึงขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อที่จะได้ขอเสียงและความเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันที่เห็นสอดคล้องกับเหตุผลแล้วก็หลักการที่กระผมจะได้ อภิปรายต่อไปนี้ ตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งถือว่ามีความสำคัญในการสร้างมาตรฐาน สินค้าเกษตร ถ้าย้อนไปเมื่อปี ๒๕๕๒ ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายท่านอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ดังกล่าว เมื่อเราได้มีการลงมติในร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งกระนั้น มีผู้เสนอร่างกฎหมายถึง ๙ ฉบับด้วยกัน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เราลงมติ ด้วยเสียงท่วมท้นเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ในปีเดียวกันนั้น ในวาระที่หนึ่ง ๓๐๔ เสียงด้วยกัน ผมถือว่าการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นถือเป็นประวัติศาสตร์ในการที่เราให้เหตุผล ของการสนับสนุนหลักการของความสำคัญของร่างกฎหมายเพื่อให้มีสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้น เหตุผลหนึ่งที่ผมจำได้แม่นยำของทุกฝ่ายที่มีการอภิปรายก็คือว่า เรามีสถาบันภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีสมาคมธนาคารไทย ก็ถือเป็นตัวแทนภาคเอกชน ๓ สถาบันหลัก มีการเรียกร้องโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎร มาหลายยุคหลายสมัยว่าเกษตรกรทั้งประเทศควรที่จะมีตัวแทนในระดับชาติขึ้นมา พวกเราก็ช่วยกันสนับสนุนเสนอถึง ๙ ร่าง ๙ ฉบับด้วยกัน และลงมติท่วมท้นครับ วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม จนกระทั่งวันนี้เรามีสภาเกษตรกรแห่งชาติเรียบร้อย มีประธาน มีคณะกรรมการตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด แล้วก็มีตัวแทนในระดับอำเภอ ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล แต่วันนี้เมื่อเรามีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตรเรากลับไม่มีตัวแทน กระผมทราบดีว่าเราได้บรรจุประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติเข้าไปเป็นตัวแทน แต่เมื่อดูองค์ประกอบ ของคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรซึ่งมีจำนวนมาก ถ้าไล่เรียงไปตั้งแต่ประธานก็คือ ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการมอบหมายเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน มีอธิบดีกรมการข้าว อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมพัฒนา การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผู้แทน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติหรือผู้แทน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน ๓ คน เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการดังกล่าวนั้นโดยส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ กว่าเป็นส่วนราชการ มีเพียงตัวแทน ภาคเอกชนของ ๓ สถาบัน ซึ่งเอาไปนั่งครบทั้ง ๓ สถาบัน แล้วก็มีประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพียงหนึ่งเดียว ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน รัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ที่กระผมให้การสนับสนุน การเพิ่มผู้แทนหรือสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติเพิ่มเติมเข้าไป โดยเฉพาะด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมง เพราะว่าการแก้ไขกฎหมายมาตรฐานสินค้าเกษตรครั้งนี้เป็นการเพิ่ม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสินค้าหรือว่าหลักเกณฑ์มาตรฐานในเรื่องของพืช สัตว์ และประมง หลังจากที่เราได้เดินหน้ามาในเรื่องมาตรฐานของผักและผลไม้ และเราได้ประกาศ ชัดเจนนะครับว่าแนวใหม่ของการบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องสินค้าเกษตรจะต้องพยายาม บูรณาการให้ได้ครบวงจรตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ค้าขายทั้งในประเทศและการส่งออก รวมทั้งภาคเอกชนแล้วก็ในส่วนของภาครัฐ ในสัดส่วนเดิมผมเห็นว่ามีน้อยเกินไป และแม้ว่ากรรมาธิการจะได้พยายามใส่ไว้ในข้อสังเกต แต่ว่าในร่างกฎหมายรุ่นใหม่ ๆ นี้ผมอยากจะให้เปลี่ยนวิธีคิด โดยการให้ความสำคัญ กับน้ำหนักของเกษตรกรมากขึ้นในการเข้าไปเป็นตัวแทนในระดับของกรรมการแห่งชาติ เช่นนี้ เราได้เห็นชัดเจนนะครับว่าปัญหาเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรมีปัญหาทั้งในประเทศ และการส่งออก โดยเฉพาะในภาวะการแข่งขันที่รุนแรง มีการใช้มาตรการที่เรียกว่าเอ็นทีบี (NTB) หรือว่า นอน ทาริฟ แบริเออ (Non-tariff Barrier) อย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดที่มี มาตรฐานการบริโภคสูงอย่างยุโรปก็ดี ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น ดังนั้นการที่เราใช้แนวทางของการให้มีองค์ประกอบเหมือนเดิม แล้วก็ติดยึดอยู่กับกรอบดังกล่าว มันไม่ได้ส่งสัญญาณของการปฏิรูปแนวคิดของเราเลย วันนี้ยิ่งมีตัวแทนเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตเข้าไป โดยเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญการ เป็นการเฉพาะก็คือพืช สัตว์ และประมง จะมีความสำคัญแล้วเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ ความสำเร็จของกฎหมายที่เรากำลังจะแก้ไข ผมเชื่อว่าในการแสดงเหตุผลทั้งในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ในชั้นของวุฒิสภานั้นคงจะมีการให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป แต่เหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นเหตุผลที่ตรงกัน ก็คือว่าเราไม่ค่อยแน่ใจหรอกครับว่าเวลาตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจะตั้งใคร ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ การบรรจุลงไปให้เกิดความชัดเจนนี่ละครับ และยังระบุชัดเจนถึงคุณสมบัติว่าจะต้องเป็นตัวแทน ในด้านพืช สัตว์และประมง เป็นการล็อก (Lock) ไว้เลย ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เสียหายอะไรเลยครับ ไม่ได้เสียหายอะไรเลย มิหนำซ้ำยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเป็นกำลังใจไปยังเกษตรกรของเรา เพราะฉะนั้นกระผมอยากฟังเหตุผลนะครับว่าทำไมคณะกรรมาธิการร่วมกันจึงได้พิจารณา ตัดตรงนี้และคงไว้โดยที่ไม่มีการเพิ่มสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติในสาขาด้านพืช สัตว์ และประมง จึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการครับ