สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เยาวนิตย์ เพียงเกษ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน โดยให้เหตุผลที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของราชบัณฑิตยสถาน และมีผลงานให้แพร่หลายต่อวงวิชาการของประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มเติมสวัสดิการและเงินสงเคราะห์ให้แก่สมาชิกราชบัณฑิตยสถาน และเรียกร้องการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน เห็นด้วยในหลักการและเหตุผลที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้เข้าสู่สภานะคะ ดิฉันเข้าใจว่ากฎหมายใช้ไปนาน ๆ มันก็อาจจะมี ข้อบกพร่อง มันหยุดนิ่งไม่ได้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคตามสมัย แต่ดิฉันก็สงสัยจริง ๆ นะคะว่ากฎหมายฉบับนี้เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๔๔ นี่เอง แต่ทำไม จะต้องรีบแก้ไขนะคะ ซึ่งจริง ๆ กฎหมายมันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อะไรกับเรื่องเทคโนโลยี อะไรมากมายที่จำเป็นต้องเปลี่ยน เช่น เกี่ยวกับเรื่องดาวเทียมหรือว่าสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ว่าก็มีการแก้ไขเข้ามาแล้วก็เสนอต่อสภาเข้ามานะคะ เมื่อได้มีโอกาสไปศึกษาในรายละเอียด ของเอกสารที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ทางเว็บไซต์ของ ราชบัณฑิตยสถานเอง ก็จึงเห็นว่าราชบัณฑิตยสถานนั้นก็มีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก แล้วก็มีความสำคัญต่อประเทศชาติในด้านการค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชาเพื่อรักษา วัฒนธรรมด้านภาษาไทยของเราให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองตลอดไป ผู้ที่เป็นราชบัณฑิตเป็นบุคคล ที่คงคุณค่าอย่างยิ่งที่จะเป็นราชบัณฑิตได้ก็จะมีราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์อยู่ ๗ ท่านแค่นั้น แล้วก็ราชบัณฑิต ๘๓ ท่าน ภาคีสมาชิกอีก ๘๑ ท่าน รวมแล้วก็เพียง ๑๗๑ ท่านเท่านั้น ในประเทศไทยของเรา ไม่ได้มีมากมายอะไรนักหนานะคะ แต่ในส่วนอำนาจหน้าที่ ของราชบัณฑิตยสถานก็จะมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจำนวนบุคคลที่มีอยู่ที่จะทำได้นะคะ แล้วก็มาดูในหมวดที่เป็นรายได้ ดิฉันก็รู้สึกเห็นใจมากเพราะว่าภาระหน้าที่มีมากมายจริง ๆ ดิฉันขอสนับสนุนในข้อกฎหมายที่ให้แก้ไขในเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และมีผลงานให้แพร่หลายต่อวงวิชาการของประเทศต่อไป แต่การที่จะรู้จักราชบัณฑิตยสถาน ในยุคปัจจุบันไม่มีอะไรดีเท่าการเข้าเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน ก็เลยได้เข้าไปดู อำนาจหน้าที่ ดูแล้วตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ให้ราชบัณฑิตยสถานต้องศึกษา ค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชา แล้วก็นำผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาเผยแพร่ให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน แต่ก็รู้สึกผิดหวังเหมือนกันเพราะว่าการสรุปผลสัมมนาที่ลงในเว็บไซต์หยุดชะงัก ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เท่านั้น คือมีตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมหลังจากปี ๒๕๕๐ จะมีการสัมมนาทางวิชาการหรือเปล่าเราก็ไม่ทราบนะคะ เพราะว่าผลงานที่ให้ดูมีเพียงแค่นี้เอง แล้วก็สิ่งที่เป็นผลของการสัมมนานะคะ เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อ สังคมไทย ก็มีข้อคิดที่น่าสนใจมากมายที่ได้สรุปมานะคะ แล้วก็มีศาสตราจารย์ดอกเตอร์ลิขิต ธีรเวคิน ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และศาสตราจารย์ดอกเตอร์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นราชบัณฑิตและผู้ทรงความรู้ทั้งนั้น ก็ได้แสดงความคิดเห็น เอาไว้ในนั้น ดิฉันก็รู้สึกเสียดายที่ทางราชบัณฑิตยสถานไม่ได้แสดงผลงานการสรุปสัมมนาอีกเลย แล้วก็เกรงว่าถ้าเราได้แก้กฎหมายฉบับนี้เข้าไป เพราะว่าเราจะต้องเพิ่มเติมให้ราชบัณฑิตยสถาน สามารถจัดการศึกษาอบรมและพัฒนาทางวิชาการเพิ่มเติมขึ้นมาอีก เป็นการขยายขอบเขตงาน แต่จำนวนบุคลากรก็มีเท่าที่ดิฉันได้พูดถึง สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐหรืออยู่ใน สำนักงานเลขาธิการนี้มี ๑๐๐ คนเท่านั้น รวมอัตราทั้งหมดแล้วเลย รวมตั้งแต่เลขาธิการถึงภารโรง มี ๑๐๐ คน แล้วที่เป็นราชบัณฑิตที่เป็นสมาชิก ๓ ประเภทนี้ก็มี ๑๗๑ คน และภาระงาน ก็มีมากมาย จะเพิ่มให้ไปทำเรื่องสัมมนาเพิ่มหรือว่าไปจัดอบรมนี่ดิฉันก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ใหม่ เข้าไปอีกจะทำให้ประสบความสำเร็จยากนะคะ ไม่มีความมั่นใจได้เลยว่าจะทำได้สำเร็จนะคะ ดิฉันขอฝากทางท่านประธานผ่านไปทางราชบัณฑิตยสถานว่าต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้มาแล้วพวกท่านจะมีงานเพิ่มขึ้นอีกมากเลย แล้วก็ต้องเสนอ ผลงานต่อสาธารณชนด้วย ทางที่ดีที่สุดก็ต้องใส่ลงไปในเว็บไซต์ไม่ต้องการให้มีลักษณะ เหมือนที่ผ่าน ๆ มาที่ไม่มีการสรุปผลเลย

สำหรับประเด็นสุดท้ายนะคะ ก็คือการเพิ่มเติมในการจัดสวัสดิการ และการสงเคราะห์อื่นแก่สมาชิกราชบัณฑิตยสถานซึ่งมีอยู่ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แล้วก็ให้ไปเพิ่มเติมในมาตรา ๗ ให้เป็น (๖/๑) ให้จัดสวัสดิการและสงเคราะห์อื่น แก่สมาชิกราชบัณฑิตยสถาน แต่ดั้งเดิมในมาตรา ๑๙ ของพระราชบัญญัติฉบับเดิมนี้ ให้สมาชิกราชบัณฑิตยสถานมีสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว สมาชิกราชบัณฑิตมี ๓ ประเภท ภาคีสมาชิกและราชบัณฑิตได้รับอุปการะตามระเบียบราชบัณฑิตอยู่แล้ว ส่วนราชบัณฑิต กิตติมศักดิ์ไม่ได้ระบุว่าให้ได้รับเงินอุปการะอย่างใดเลย เมื่อเราทำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ก็เป็นการเพิ่มเติมสวัสดิการและเงินสงเคราะห์ให้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าสวัสดิการนั้นมีอะไรบ้าง แล้วก็ยังไม่ทราบว่าเงินสงเคราะห์นี้จะสงเคราะห์อะไร จะเป็นเรื่องการรักษาพยาบาล หรือว่าเมื่อถึงแก่กรรมหรือมรณภาพ พระก็เป็นราชบัณฑิตอยู่เหมือนกันก็จะได้เงินสงเคราะห์ หรืออย่างไร อันนี้ก็ต้องไปดูในรายละเอียดอีกทีนะคะ ถ้าเราเพิ่มกฎหมายมาตรานี้เข้าไปแล้ว ก็จะทำให้เรามีโอกาสดูแลบุคคลที่มีค่าเหล่านี้ ปัจจุบันนี้ก็มีแค่ ๑๗๑ ท่านเท่านั้น แล้วสมาชิก ท่านอื่น ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วก็ได้พูดถึงว่าท่านเป็นผู้ทรงปัญญาแล้วก็มีบทบาทในการปลูกจิตสำนึก ให้คนไทยรักษาภาษาไทย ใช้ภาษาไทยถูกต้อง แล้วก็ทั้งการพูด การอ่าน การเขียน การฟัง อนุรักษ์ภาษาไทยให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ให้ดำรงอยู่คู่ชาติไทย และสร้างความสมานฉันท์ ในหมู่ชาวไทยทั้งมวลด้วย เราคนไทยก็ควรจะกตัญญูต่อท่านราชบัณฑิตทั้งหลาย แล้วก็ เพื่อเป็นการตอบแทน ถ้าเราเพิ่มมาตรานี้เข้าไปก็จะได้ดูแลท่านยามท่านป่วยไข้แล้วก็มี เขาเรียกว่าค่าสงเคราะห์เล็กน้อยให้สำหรับครอบครัวต่อไป เพราะว่าศิลปินแห่งชาติก็ยังมีเงินเดือนเป็นรายได้ประจำต่อเดือนตลอดเลย แต่ว่าราชบัณฑิต เหล่านี้ไม่มี แล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะตอบแทนท่านเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ สภาผู้แทนราษฎรของเราก็คง ได้ทำประโยชน์ครั้งนี้ละค่ะ ดิฉันก็ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน ขอบคุณค่ะ