ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พูดถึงการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ..... โดยมีจุดยืนที่เป็นนักกีฬาและครู ท่านได้แสดงความไม่เห็นด้วยในบางมาตรา โดยอ้างถึงความไม่เข้าใจและความไม่เหมาะสมในการแก้ไข และยังได้แสดงความเคารพต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้วโดยข้อเท็จจริง ที่ได้ลุกขึ้นมาเสนอหรือเสนอความคิดในส่วนของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. .... โดยข้อเท็จจริงแล้วท่านประธานจะสังเกตเห็นว่าผมไม่เคยลุกขึ้นมาอภิปรายในร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านสภาไปหลังจากตั้งคณะกรรมาธิการเสร็จแล้วกลับมายังสภาสักครั้งเดียว ถึงแม้นว่าตัวเอง จะมีความรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างหลาย ๆ ครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยเฉพาะครั้งนี้ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเป็นครู ผมเป็นนักกีฬา แต่ผมอาจจะไม่ดังระดับประเทศหรอกครับ แต่ก็ พอเล่นได้พอรู้กติกา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาบาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ ก็คือกีฬา ทุกอย่างที่ในประเทศไทยมีการจัดการแข่งขัน ถ้าเอาผมลงไปเป็นกรรมการนี่ผมสามารถ ตัดสินได้ทุกประเภท ที่ผมจะพูดเช่นนี้ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมมีหัวใจเป็นนักกีฬา แล้วถ้าท่านประธานได้ฟังผมอภิปรายแต่ละครั้งถ้าเป็นเรื่องหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ กฎหมายปรองดองก็ดี การแก้รัฐธรรมนูญก็ดี ผมจะยกบทความของครูเทพ คือพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ประธานสภาคนแรกของประเทศไทยนี่ละครับที่ท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาไว้ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ในเนื้อความ แล้วผมก็เอามาใช้ในการดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้นะครับ ผมรู้จักคำว่า แพ้ ผมรู้จักคำว่า ชนะ แล้วผมรู้จักคำว่า อภัย ไม่ใช่ว่าบางคนบางกลุ่มบอกว่าไม่รู้แพ้ รู้ชนะ ขออภัย นั่นไม่ใช่ผม แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ผมลุกขึ้นมาอภิปราย ผมรู้ว่าถ้าเราให้ผ่านวันนี้ก็จะทำให้ มันไวขึ้นในการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นความต้องการ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่พวกเราก็ได้วิเคราะห์กันในหลาย ๆ เรื่องว่าบางครั้ง เราชอกช้ำเหมือนกัน กฎหมายที่ผ่านเข้าไปสู่ในชั้นวุฒิสภา ด้วยความเคารพวุฒิสภา สภาผู้ทรงเกียรติ ผมเคารพทุกท่านทั้งที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่บางครั้งในการแก้ถ้อยคำ ในการแก้หลักการทำให้เรามีความรู้สึกอึดอัดว่าทำไมจะต้องโดนแก้ ทำไมจะต้องมาประดิดประดอย ซึ่งคำบางคำไม่น่าที่จะมาแก้ ไม่น่าที่จะประดิดประดอย ผมก็เลยถือโอกาสมาพูดถึงเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็น สัก ๒-๓ มาตรา ผมเข้าใจว่าหลายมาตราท่านผู้อาวุโสได้กรุณาอภิปรายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนว่า ทำไมที่เราไม่เห็นด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกคนมีหัวใจกีฬาแล้วก็เห็นด้วยหมดครับ มาตรา ๖ ไปเพิ่มเติมกรรมการโดยตำแหน่งจากจำนวน ๕ คน เป็น ๖ คน แล้วไปเพิ่มตัวปลัดกระทรวงแรงงาน ผมก็เลยสอบถามว่าทำไมต้องมาเพิ่มเติมปลัดกระทรวงแรงงาน มีผู้รู้ตอบผมว่าในอนาคต ประเทศไทยมีกีฬาอาชีพมากขึ้น กระทรวงแรงงานจะต้องเกี่ยวข้องในเรื่องกฎหมายของ กระทรวงแรงงาน เพราะมีนักกีฬาต่างประเทศ เช่น แอฟริกาบ้าง ประเทศซาอุดีอาระเบียบ้าง ประเทศอังกฤษบ้าง หลาย ๆ ประเทศที่มาลงเตะฟุตบอลเหมือนกับที่เราเห็น ๆ อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ผมก็พอกลืนไปได้ แล้วผมก็ถามต่อไปว่าแล้วทำไมไม่มีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์อีก เพราะปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคน เวลาคนพิการหรือคนมีปัญหา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วผมถามต่อไปเลยว่าถ้ามันเกี่ยวข้องกับกฎหมายทำไมไม่ตั้ง ปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเลยล่ะ มาตั้งปลัดกระทรวงเดียวเพื่อแก้จาก ๕ คน เป็น ๖ คน อย่างนี้ ตรงนี้ทำให้ไม่เข้าใจครับ พอไปดูอีกหลายมาตรา ผมพยายามจะสั้น ๆ เพราะเข้าใจว่า มีคนอื่นอีก เรื่องของจริยธรรมกับจรรยาบรรณ มาตราซึ่งเกี่ยวพันอยู่ในหลายมาตรา เช่นมาตรา ๒๒ ก็พันกันไปพันกันมา มันจะเสียหายไปตรงไหนถ้าไปเขียนไว้ว่า หรือข้อบังคับ ว่าด้วยจริยธรรมและจรรยาบรรณสำหรับนักกีฬาอาชีพ ก็ไม่เห็นจะเสียหาย มันเป็นเรื่องของ ธรรมะ มันเป็นเรื่องของคุณงามความดีทั้งหมด ก็ไม่เห็นจะเสียหาย ทำไมต้องแก้ในหลักการ แล้วทำไมจะต้องไปเพิ่ม แล้วก็ไปดูอีกท่านประธาน มาตรา ๒๓ ตรงนี้ผมมันรู้น้อยในเรื่อง พจนานุกรม สโมสรกีฬาอาชีพก็เปลี่ยนเป็นสมาคม ที่สภาทำไปเป็นสมาคมเขาก็แก้เป็น สโมสร ท่านประธานได้กรุณาดูมาตรา ๒๓ มันแก้กลับไปกลับมาอยู่ ทีนี้ถามว่าตรงนี้ มันเสียหายไหม มันไม่เสียหายหรอกครับท่านประธาน แต่บางครั้งมันรับไม่ค่อยได้ คืออันไหนที่ ไม่น่าจะแก้ก็ไม่ควรที่จะแก้ ก็ให้เกียรติกับกึ๋นของสภาผู้แทนราษฎรบ้าง อันไหนที่ควรแก้ ก็แก้เถอะ ผมบอกแล้วว่าผมยอมรับ ผมนับถือ โดยเฉพาะ ส.ว. นี่ผมนับถือมาก ผมท่อง อยู่ในใจว่าเป็นสภาที่ปรึกษา เป็นสภาที่กลั่นกรอง เป็นสภาที่มีวุฒิภาวะสูงกว่าโดยเฉพาะกับ คนชื่อครูมานิตย์ สังข์พุ่ม แต่บางครั้งในคำท้วงติง ในคำแก้บางครั้งรับแล้วมันสะอึกหัวใจอยู่ มันสะอึกโดยภูมิปัญญา ถึงแม้ว่าจะมีอยู่น้อยแล้ว มันไม่สบายใจ ผมก็เลยตั้งข้อสังเกต ในที่ประชุมว่าผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วยในครั้งนี้ ถ้าตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันก็ต้องตั้งกันบ้างบางครั้ง เพราะว่าอยากปล่อยไปครับ เหมือนกับ รุ่นพี่ผมเมื่อสักครู่จากพรรคประชาธิปัตย์ นี่หัวใจนักกีฬาเกินร้อย เห็นใจ อยากปล่อยให้ผ่าน อยากปล่อยให้ทำ เพราะถ้าพูดถึงด้านกีฬาเมื่อไรแล้วพี่เขานี่มีหัวใจเต็มเปี่ยม แต่ว่าบางครั้งนี่ มันต้องรู้ที่มารู้ที่ไป มันต้องได้ชี้แจงแลกเหตุแลกผลกันบ้าง มันถึงจะได้รู้ครับ เพราะไม่อย่างนั้น ต่อไปทุกฉบับ มาตราไหน ประโยคไหน หลักการไหนไม่ควรแก้เราก็จะโดนแก้ไปอย่างนี้ละครับ ผมก็เลยท้วงติงไว้แค่นี้แล้วก็ไม่เห็นด้วยที่วุฒิสมาชิกแก้มาในเรื่องนี้ ผมยังต้องเห็นด้วย ที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันถึงมันจะช้าไปหน่อยก็ไม่เป็นไรครับ เราค่อยไปเร่งกัน ในชั้นกรรมาธิการร่วมกัน ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน