สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

ไพจิต ศรีวรขานแสดงความกังวลเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการกีฬาอาชีพที่วุฒิสภาแก้ไข โดยเห็นว่าแก้ไขมากเกินไปและเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเสนอให้มีคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาและแก้ไขปัญหานี้

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการกีฬาอาชีพ พ.ศ. .... ที่วุฒิสภาได้แก้ไข ซึ่งโดยเนื้อหาในการพิจารณาของสภา วันนี้ก็คือประเด็นที่คณะวุฒิสภาได้แก้ไขผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ก็จะมีหลายที่นะครับ ท่านประธาน เดิมจะพิจารณากันมากหรือน้อย แต่เมื่อข้อบังคับใหม่บอกว่าถ้าแก้ไขแล้ว เป็นการแก้ไขในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญในการที่จะทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ถ้ามันมีผลต่อนัยทิศทางซึ่งเป็นตัวกฎหมายที่ผ่านแล้ว ผมเห็นว่าวุฒิสภาได้แก้ไขค่อนข้างมากแล้วมีสาระที่จะทำให้เจตนารมณ์ในการที่จะบังคับใช้ กฎหมายส่งเสริมกีฬาอาชีพที่เป็นสาระสำคัญให้สามารถทำภารกิจให้ประสบความสำเร็จ อย่างน้อย ๒ ประการที่เห็นนะครับ ประเด็นที่ได้แก้ไขในเรื่องจรรยาบรรณของนักกีฬาอาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจเลยในการที่จะทำให้มาตรฐานในการแข่งขันกีฬาในความเป็นเลิศก็ดี ให้เป็นผู้มีจรรยาบรรณของการเป็นนักกีฬา แล้ววุฒิสภาก็ไปแก้ไขให้ตัดคำว่า จรรยาบรรณ ออก แล้วใช้คำว่า มาตรฐานทางจริยธรรม แล้วให้ไปกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่จะต้องออกมา อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในร่างเดิมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรโดยความเข้าใจ คำว่า จริยธรรม จรรยาบรรณ นั้นแม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องที่ใช้คำตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ แต่คำว่า จรรยาบรรณ ก็คือเป็นมาตรฐานทางวิชาชีพของนักกีฬาที่จะทำให้การเป็นนักกีฬาอาชีพ มีมาตรฐาน มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ซึ่งโดยนัยก็จะมีมาตรฐาน มีจรรยาบรรณที่นักกีฬา ได้ใช้มาแล้ว เมื่อได้เปลี่ยนไปสิ่งที่จะทำให้เกิดข้อที่เปลี่ยนแปลงไปก็ทำให้เจตนา ในการที่จะให้การเป็นนักกีฬาอาชีพ คงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีชัยชนะอย่างเดียว แต่ว่า สิ่งที่ดีงามคือวัฒนธรรมขององค์กรควรจะสืบค้นจากตัวเดิมที่ใช้เป็นจรรยาบรรณของนักกีฬา ซึ่งถือว่าสุดยอดของวิชาชีพ แต่ก็อยากจะมีจรรยาบรรณของตนเองซึ่งเข้าใจอยู่แล้ว ผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการควรจะได้ดูว่าตัวไหนที่จะมีความชัดเจน มีความสอดคล้องกับ วิถีของการปฏิบัติได้มากกว่า ท่านประธานครับ กีฬาอาชีพทุกอย่างแปลว่ามันประกอบ เป็นธุรกิจกันเสียหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากจรรยาบรรณไม่เคร่งครัด ไม่เข้าใจ อย่างซาบซึ้งก็จะทำให้เกิดข้อเสียหาย กระผมเห็นว่าควรจะใช้ถ้อยคำเดิมนั่นละครับ ความเข้าใจเดิมที่เป็นฝ่ายนักกีฬา ฝ่ายวิชาชีพแต่ละสัดส่วนเขามีการใช้ อย่างเป็นแพทย์ ก็จะมีจรรยาบรรณวิชาแพทย์ ต่างฝ่ายต่างจะมีมาตรฐานในวิชาชีพของตนเองอยู่แล้วนะครับ ท่านประธาน

ประเด็นที่เห็นว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าจะต้องใช้ความรอบคอบ ก็คือเมื่อจะพัฒนา กีฬาอาชีพให้มีกองทุน ซึ่งแปลว่าสิ่งที่จะมาใช้ในการจัดตั้งกองทุนทั้งโดยภาคที่เป็น ภาระของรัฐ หรือภาคที่จะเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันให้เป็นทุนในการส่งเสริมวิชา การเป็นนักกีฬาอาชีพ ท่านประธานครับ มันก็เป็นเรื่องที่จะต้องใช้บุคลากรที่จะบริหารกองทุนนี้โดยมีคณะกรรมการ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณามีคณะกรรมการที่แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๔ ท่าน แต่ว่าวุฒิสภาไปแก้ไขเป็น ๘ ท่าน แปลว่าเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า โดยนัยเหล่านี้แม้นว่าจะมี ตำแหน่งที่มาโดยตำแหน่งที่จะเป็นกรรมการในการบริหารกองทุนก็ตาม แต่จำนวนที่เพิ่มขึ้น ทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุนจะมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องน้ำหนัก เจตนารมณ์ในการที่จะบริหารการเป็นนักกีฬาอาชีพให้ประสบความสำเร็จก็ทำให้มันเปลี่ยน จากเจตนาเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้มีคณะกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ ท่าน แล้วเปลี่ยนไปเป็นเท่าตัว ผมเห็นว่าเหล่านี้อาจจะทำให้มีผลต่อการบริหารเกิดความเป็นประโยชน์ ต่อสถานะที่จะเกิด การมองในแง่ของส่วนที่เป็นคณะกรรมการบริหารกองทุน จำนวนมือ จำนวนเสียงที่จะใช้ในการบริหารก็ใช้หลักประชาธิปไตยครับท่านประธาน คือถ้าเสียงส่วนใหญ่ ว่าอย่างไรก็ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการใช้กองทุนเพื่อการพัฒนากีฬาอาชีพเป็นไปตาม จำนวนนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเพิ่มมาเท่าตัวผมเกรงว่าเจตนารมณ์ หรือการกีฬา หรือตัวงาน ที่ผ่านจากคณะสภาผู้แทนราษฎรไปก็จะทำให้เสียงในการที่จะกำกับแตกต่างไปครับ ท่านประธาน ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่เห็นว่าเป็นส่วนที่จะต้องใช้ความรอบคอบ กราบเรียน ท่านประธานว่าผมเชื่อว่าทั้งสองสภาถ้าตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเวลาที่ใช้กันก็จะไป พิจารณาแม้นว่าจะพิจารณาได้ทั้งฉบับ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่ก็จะดูว่าประเด็นใดที่เป็นข้อที่ ไม่ตรงกัน พิจารณากันประชุมกันครั้งสองครั้งก็มีข้อยุติ เมื่อข้อยุติตรงกันก็เสนอเข้าทั้งสองสภา นัยก็จะใช้เวลาในการพิจารณาไม่นาน ภายในสมัยประชุมนี้สามารถที่จะทำพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นความรอบคอบที่เกิดจากการพิจารณาร่วมกันของทั้งสองสภาคือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยนัยของการเป็นสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่หลักในการที่จะพิจารณา ยกร่างพิจารณากฎหมายวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม เสร็จ วุฒิสภาก็จะคอยกลั่นกรอง ในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่จำเป็น ซึ่งผมเข้าใจว่าในชั้นการพิจารณาก็สามารถที่จะทำให้เกิด ความรอบคอบขึ้นแล้วกลับเข้าสู่ ๒ สภาได้ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติยังที่จะมีความรอบคอบ เสียยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมมีความเห็นว่าควรที่จะให้มีคณะกรรมาธิการร่วมกันครับ ท่านประธาน