บุญทรง เตริยาภิรมย์ หารือเรื่องน้ำมันปาล์ม โดยอธิบายว่าเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มในช่วงปี 2555 ทำให้รัฐบาลต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อดูแลราคาน้ำมันปาล์มที่ไม่เกิน 42 บาทต่อขวดลิตร แต่ไม่มีการนำเข้าในเดือนสิงหาคมและเดือนต่อ ๆ ไป ทำให้ราคาปาล์มดิบลดลงอย่างมาก
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกจากจังหวัดชุมพร ที่ได้นำประเด็นเรื่องของการแก้ปัญหาผลผลิตเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปาล์มมาหารือ ในวันนี้นะครับ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ถ้าพวกเรายังจำได้เมื่อต้นปี ๒๕๕๔ เกิดเหตุการณ์ ที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดแล้วก็เป็นเหตุการณ์ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ที่พี่น้องประชาชนต้องไปยืนเข้าคิวรอซื้อน้ำมันปาล์มในห้างสรรพสินค้าก็ดี ในตลาดก็ดี และราคาน้ำมันปาล์มขวดในขณะนั้นก็ขึ้นไปสูงเป็นอย่างมาก ขวดหนึ่ง ๕๐ กว่าบาท ผมจำได้ เพราะว่าแม่บ้านผมก็ไปเข้าคิวซื้อแล้วก็ซื้อได้ทีละขวดสองขวด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เราก็ทราบว่าเหตุผลก็คือการบริหารจัดการทั้งระบบของน้ำมันปาล์มมันเกิดปัญหาทำให้ น้ำมันปาล์มขาดแคลนแล้วก็แก้ปัญหาล่าช้า ดังนั้นเมื่อรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๔ ต่อเนื่องมา ก็ได้ตระหนักดีนะครับว่าการแก้ปัญหา การดูแลระบบการผลิตสินค้าเกษตรหรือว่าผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากการเกษตรจะต้องได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ เดือนมกราคม เราเห็นว่าสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ ที่ตรวจสอบได้โดยกรมการค้าภายในตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งค่อนข้างสูงกว่า ระดับปริมาณที่ต้องเฝ้าระวัง เหตุที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่าคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์ม มีการปรึกษาหารือประชุมกัน แล้วก็มีความตกลงกันเอาไว้ว่าเมื่อไรก็แล้วแต่ที่น้ำมันปาล์ม ลดต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ตันในสต็อกทั้งประเทศ จะต้องมีการเข้าไปดูแลแล้วก็แก้ไขโดยวิธีการ ต่าง ๆ ทางกรมการค้าภายในก็มีการดูแลตัวเลขสต็อกใกล้ชิดนะครับ จะเห็นว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ สต็อกลดลงจาก ๒๖๐,๐๐๐ ตัน เป็นเหลือ ๒๑๐,๐๐๐ ตัน เดือนมีนาคม เหลือ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ก็มีการประชุมปรึกษาหารือกันว่าเมื่อมันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เราต้องเตรียมการ ในการแก้ไขปัญหาอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วก็มีการตกลงกันเอาไว้ว่าหากสต็อกลดต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ตันเมื่อไรก็จะต้องมีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม เหตุที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่ารัฐบาล มีหน้าที่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งต้องดูแลราคาค่าครองชีพ สินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้สูงจนเกินไปนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำมันปาล์ม เมื่อมีการประกาศราคาแนะนำโดยกระทรวงพาณิชย์ เมื่อกลางปี ๒๕๕๔ ประมาณเดือนมิถุนายน ราคากำหนดไว้ที่ไม่เกิน ๔๒ บาทต่อขวดลิตร ดังนั้นก็เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องดูแลราคาน้ำมันปาล์มในช่วงปี ๒๕๕๕ ให้อยู่ในอัตรา ไม่เกิน ๔๒ บาทต่อขวดลิตร กรณีถ้าปล่อยให้ราคาปาล์มดิบสูงจนเกินไป ซึ่งในขณะนั้น เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๕ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ ๓๕.๙๐ บาท ซึ่งก็เป็นผลไปกดดันทำให้ราคาปลีกน้ำมันปาล์มขวดจะต้องสูงเกินกว่า ๔๒ บาท เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าปาล์มสดราคาที่เดือนเมษายน ๖.๒๓ บาทต่อกิโลกรัม ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าในขณะนั้นราคาค่อนข้างดีสำหรับเกษตรกร แต่ในขณะเดียวกัน เป็นแรงกดดันทำให้รัฐบาลต้องมาดูแลสินค้าที่ปลายทาง แล้วก็เป็นมติ กนป. นะครับว่า ถ้าหากว่าต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ตันเมื่อไรก็ให้นำเข้าได้ ก็ได้ขอกรอบเอาไว้ ๔๐,๐๐๐ ตัน แต่ในขณะที่ขอกรอบแล้วก็ได้รับการอนุมัตินั้นไม่มีการนำเข้า จวบจนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ น้ำมันปาล์มดิบในสต็อกเหลืออยู่ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าตัน ตอนนั้นก็ด้วยความระมัดระวังครับ ท่านสมาชิก เราก็นำเข้ามาแค่เพียง ๑๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นในเดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาผลปาล์ม ก็ลดลงไปเหลือ ๕.๖๕ บาท ๕.๖๖ บาท ซึ่งไม่ได้กระทบกับเกษตรกรต้นทางสักเท่าไร เพราะว่า เป็นราคาที่มีกำไรค่อนข้างสูง หลังจากนั้นมาสต็อกน้ำมันปาล์มดิบเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๕ ลดเหลือ ๑๕๘,๐๐๐ ตัน เดือนกรกฎาคมลดเหลือ ๑๔๘,๐๐๐ ตัน เข้าขั้นวิกฤติครับท่าน รัฐบาลก็เลยอนุมัติให้นำเข้าตามโควตาที่ได้ขอกรอบเอาไว้เดิมนะครับ ยังเหลืออีก ๓๐,๐๐๐ ตัน ก็เลยนำเข้ามาในช่วงเดือนสิงหาคม ในช่วงนั้นผลปาล์มก็ยัง ๕.๔๔ บาท ซึ่งก็ยังสูงครับ เกษตรกรก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของต้นทุน เพราะกำไรค่อนข้างสูง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เรา ดำเนินการแก้ไขในช่วงนั้นครับท่านประธาน แต่หลังจากเดือนสิงหาคมมาแล้วไม่มีการนำเข้า เลยครับ กราบเรียนต่อท่านประธาน ยืนยันว่าไม่มีการนำเข้า แต่เหตุมันเกิดขึ้นก็เพราะว่า การพยากรณ์คาดการณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้าใจว่าผลปาล์มจะออกมามาก กลับไม่ออก แล้วในช่วงปลาย ๆ ปีคิดว่าผลปาล์มจะออกมาน้อยก็กลับออกมามาก ดังจะเห็นจาก ตัวเลขว่าสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสูงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากเดือนกันยายนเป็นต้นมา จนกระทั่งถึง เดือนธันวาคมสต็อกน้ำมันปาล์มดิบเกิน ๓๕๐,๐๐๐ ตัน ก็เป็นเหตุให้ไปกดดันราคาต้นทาง ของเกษตรกรลงไปเหลืออยู่ ๒-๓ บาทอย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ทางรัฐบาลเองโดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน เห็นว่ามันเกิดปัญหาขึ้นจึงนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการนโยบาย น้ำมันปาล์มเมื่อวันที่ ๑๙ ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์เป็นประธาน ก็ได้มีมติออกมา ตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ก็เป็นข้อเท็จจริงครับ ซึ่งขณะนี้ทางกรมการค้าภายใน ก็เร่งรัดดำเนินการในช่วงที่ ๒ ตามที่ได้อนุมัติมา ๕๐,๐๐๐ ตันแรกจบไปแล้ว กำลังอยู่ในระหว่าง การดำเนินการในช่วงที่ ๒ เพื่อที่จะทำให้ราคาผลปาล์มดิบในมือเกษตรกรที่ขายได้เข้าโรงงานสกัด ควรจะอยู่ไม่ต่ำกว่า ๔ บาท ซึ่งหากมีโรงสกัดที่เข้าโครงการของรัฐบาลที่จะไปรับซื้อน้ำมัน ที่จะต้องขายน้ำมันปาล์มดิบให้กับกระทรวงพาณิชย์ ๕๐,๐๐๐ ตัน โรงงานสกัดเหล่านั้น หากไม่รับซื้อที่ ๔ บาทจะมีความผิดทั้งอาญาแล้วก็ทางแพ่ง อันนี้เป็นข้อกำหนดบทลงโทษ ที่ได้มีการคุยกันเอาไว้ แล้วก็ได้แจ้งให้กับโรงงานสกัดทั้งหมด ๕๓ แห่งที่เข้าโครงการ ได้รับรู้รับทราบหมดแล้ว หากโรงงานสกัดไม่เข้าในโครงการเราก็มีการออกประกาศของ กระทรวงพาณิชย์ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะครับ ให้ผลปาล์มดิบเป็นสินค้าที่ต้องควบคุม และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในต่อไปครับ