พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ เรียกร้องให้ประชาธิปไตยไทยตั้งงบประมาณปี 2557 เพื่อช่วยเหลือกองทุนสงเคราะห์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกที่มีสมาชิกกว่า 5,000 คน โดยมีเงินเก็บเดือนละ 300,000 บาท แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่กว้างขวาง ทำให้กองทุนหมดเงินอย่างรวดเร็ว
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ เมื่อตอนร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสภา ในวาระที่หนึ่ง เนื่องจากผมป่วยก็เลยไม่ได้ร่วมเซ็นชื่อ ไม่ได้ร่วมอภิปรายในวาระที่หนึ่ง ไม่ได้ร่วมเป็นกรรมาธิการ แต่เนื่องจากว่าผมมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องรับทราบกับปัญหากองทุน ก็เลยคิดว่าวันนี้สภาเรากำลังสร้างอานิสงส์ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ยุติธรรมกับสังคม อย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อปีที่แล้วท่านประธานวุฒิสภา เมื่อต้นปีนี้เองครับ ท่านนิคม ไวยรัชพานิช ในฐานะที่เป็นประธานกองทุนได้เรียกผมในฐานะ เป็นนายกสโมสรรัฐสภา เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการกองทุน และร่วมกับท่านอดีต ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร คุณศักดา คงเพชร แล้วก็ท่านประธาน คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน ท่านไพจิต ศรีวรขาน เล่าถึงสภาพกองทุน ให้ฟังว่าขณะนี้เรามีกองทุนที่เรียกว่ากองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา คือหมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก มีสมาชิกทั้งหมดอยู่ ๕,๐๐๐ กว่าคนครับ ขณะนี้จำนวน ๕,๐๐๐ กว่าคน เราเก็บเงินจาก ส.ส. ส.ว. ขณะนี้เรามีทั้งหมด ๔๕๐ คน บวก ๑๕๐ คน คือ ๖๐๐ คน เดือนละ ๕๐๐ บาทต่อคน เดือนหนึ่งเราได้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่ในช่วง ผ่านมาเราต้องใช้ค่าใช้จ่ายไปถึงเดือนละกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาททุกเดือน กว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายกองทุนมันเขียนไว้กว้างขวางเหลือเกินจากที่เราเห็นนะครับ แม้กระทั่งค่าทุพพลภาพ ค่าเลี้ยงชีพ แล้วจะมีเงินสงเคราะห์รายเดือน ค่าเลี้ยงดูบุตร อะไรต่ออะไรค่อนข้างที่จะกว้างขวาง ณ ขณะนั้นเงินกองทุนหมดแทบจะล้ม ผมร่วมกับ ท่านประธานวุฒิสภา ท่านไพจิต ศรีวรขาน กับหลาย ๆ คนร่วมกัน ผมหาเงินมาช่วยกองทุน ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งได้เงินมา ๑๐ ล้านบาท และอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผมส่งเงินเข้าไปอีก ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รวม ๆ แล้วประมาณ ๑๑ ล้านบาท เป็นเหตุที่กองทุนเราอยู่ได้จนถึงวันนี้ โชคดีที่มีร่างพระราชบัญญัติเข้ามาและท่านกรรมาธิการก็กรุณาพิจารณาอย่างเร่งด่วน จนเรากำลังจะผ่านกฎหมายออกมา ถ้าผ่านกฎหมายต่อไปงบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่เข้าสภา ก็คงจะตั้งงบประมาณไปช่วยกองทุนได้ ทำให้กองทุนนี้อยู่รอดต่อไป มิฉะนั้นที่ผมนำมา ๑๑ ล้านบาท เดือนสองเดือนนี้ก็คงจะหมดอีกแล้ว และกองทุนก็คงจะล้ม จะเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาก็คือพวกเราส่วนหนึ่งมีอำนาจวาสนาเมื่อพ้นไปแล้ว ก็เลี้ยงตนได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็น่าสงสารเหลือเกิน อย่างที่ท่านคงได้ยินว่าบางท่านถึงแก่กรรม โดยแม้กระทั่งเงินค่าทำศพก็ยังไม่มี แต่ที่ต้องคำนึงอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อเป็นสิทธิแล้วทุกคน จะใช้สิทธิ เราจะเห็นว่าเบี้ยยังชีพคนชราคนละ ๕๐๐ บาท คนชราอายุเกิน ๖๐ ปี ที่เป็น เศรษฐี มหาเศรษฐีก็มี ที่ลูกหลานผู้อุปการะเป็นเศรษฐีก็มี ฐานะดีก็มี คนเหล่านี้จำนวนมาก ยังขับรถเบนซ์ นั่งรถเบนซ์มารับเงินเดือนละ ๕๐๐ บาท เช่นเดียวกันครับกรณีเช่นนี้ ถ้าท่าน ไม่วางระเบียบให้ดี เขียนกว้างเกินไป ท่านจะเจอว่าทุกคนมาใช้สิทธิ แม้แต่ค่ารักษาพยาบาล มีสิทธิที่จะรับเงินฌาปนกิจทางอื่น แต่ถ้าเห็นว่ามันยุ่งยากกว่า ทางนี้ง่ายกว่าก็เลยมุ่งมาทางนี้ มันจะเป็นภาระกับเราหนักมากเกินไป ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ ทั้งหลายที่พิจารณามันมีเหตุมีผลสมควร ผมฝากแต่ว่าเราพิจารณา ในขอบเขตบางอย่างถ้าเราถือว่าเป็นประชาธิปไตยหรือว่าเป็นเสรีภาพมากเกินไป ผมเกรงว่า วันหนึ่งกองทุนมันจะล้มในวันข้างหน้าอีก ผมพูดตั้งแต่ก่อนร่างพระราชบัญญัติกฎหมายนี้ เข้ามาก็มีคนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์คือผมในฐานะนายกสโมสรร่วมกันทำอันนี้มา ผลักดัน จนช่วยให้กองทุนอยู่ได้ ผมควรจะเข้ามาเป็นผู้เสนอร่าง แต่ผมไม่ได้เสนอร่างด้วย ก็ให้ นายแพทย์ปรีชา มุสิกุล แล้วก็พวกผมหลาย ๆ คนเข้าไปช่วย ได้มีท่านไพจิต ศรีวรขาน ไปช่วยจนกระทั่งถึงวันนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง ผมเตือนเพียงว่าเมื่อคณะกรรมการ จะไปวางข้อกำหนดระมัดระวังสักนิดหนึ่ง ท่านจะเห็นภาพคนขับรถเบนซ์ต่อคิวกันเป็นแถว ไปรับเงิน ๕๐๐ บาท ค่ายังชีพคนชรา ท้วงติงเข้าเขาบอกว่าเป็นสิทธิของเขา เขาจะเอาไป ทำบุญ เขาจะเอาไปแจก เรื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ระวังกองทุนเรานี้มีสิ่งเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว อยากให้เกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นเดิมมันเป็นระเบียบ แต่ต่อไปนี้ถ้าเป็นกฎหมายแล้ว เราเลี่ยงไม่ได้นะครับ ผมขอบพระคุณท่านประธานครับ และขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ ทุกท่านครับ ขอบคุณครับ