อภิชาต การิกาญจน์ หารือเรื่องการแก้ไขระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยเน้นย้ำว่าภาระหน้าที่ของกองทุนนี้ควรจะครอบคลุมไปถึงผู้ที่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่มาตามวาระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นพิเศษในช่วงเวลาพิเศษ
เรียนท่านประธานครับ อภิชาต การิกาญจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ผมขอเรียนว่าเมื่อมีระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี ๒๕๔๓ สภาชุดต่าง ๆ ที่เป็นชุดพิเศษ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับประโยชน์จากส่วนนี้เลยนะครับ จะมีเฉพาะสภาที่มาพิเศษหลังจากปี ๒๕๔๙ ที่ไม่มีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้น ในยามที่ไม่มีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จะมาทำหน้าที่แทน เพราะฉะนั้นงานของระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็น สมาชิกรัฐสภาอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การไม่ไปดูถึงขอบข่ายภาระของงาน ของกองทุนจึงทำให้เกิดการผิดพลาดคลาดเคลื่อนทำเกินกรอบไป แล้วในจำนวนสมาชิก สนช. ๒๕๐ คน มีผู้ที่สมทบกองทุนนี้เพียง ๒๗ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ไม่มีเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาครับ ก่อนหน้านี้ยังเป็นการดูแลเฉพาะคน ๒ กลุ่มเท่านั้น ถ้าพูดว่า การยกระดับจากระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการสงเคราะห์ขึ้นมาเป็นกฎหมายกองทุน เพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาแล้วกรอบเล็กลงผมคิดว่าไม่จริงครับ การยกระดับขึ้นมา ภาระหน้าที่ถ้าดูในมาตราต่อ ๆ ไปแล้วเราจะมากขึ้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยความเข้าใจว่าความเป็น นักการเมืองเรื่องบำเหน็จบำนาญเป็นเรื่องยาก ที่จริงเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารละครับ จะสามารถออกพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญของนักการเมืองทำได้เลย แต่ผมเชื่อว่า ภายใต้สภาพเช่นนี้ไม่มีใครกล้าที่จะไปโต้เถียงกับสังคมภายใต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ ๑. นักการเมือง ไม่ใช่ระบบราชการที่อยู่มาครบวาระ ๒๕ ปีแล้วจะมีบำเหน็จบำนาญ เราเป็นงานอาสาเข้ามา จากการเลือกตั้ง จากการรองรับของพี่น้องประชาชน มีวาระ ๔ ปี เพราะฉะนั้นความไม่มั่นคง ไม่ต่อเนื่อง จึงไม่สามารถที่จะก้าวไปสู่บำเหน็จบำนาญได้ การมีกองทุนนี้ขึ้นมาในช่วงที่เป็นระเบียบ ก็ยังลักลั่นอยู่ เช่นพวกเราที่เป็นผู้แทนราษฎรเราจ่ายเงินสมทบกองทุนเดือนละ ๕๐๐ บาท เราไม่ได้ใช้ประโยชน์นะครับ แต่คนที่ได้รับอานิสงส์ ได้รับประโยชน์คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น จากปี ๒๕๔๓ มาเราหักสมทบกองทุนเดือนละ ๕๐๐ บาท เราไม่ได้ใช้ กลายเป็นคนที่จ่ายไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่คนได้ใช้ประโยชน์คือคนที่ไม่ได้อยู่ใน ฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นการช่วยเหลือจริง ๆ เป็นการแสดงความมีน้ำใจจริง ๆ ของพวกเราในสภาทั้ง ๒ สภาที่ดูแลเพื่อนเรา ที่ช่วงเวลาหนึ่งไม่มีโอกาสกลับมาทำภาระหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ช่วงที่เป็นระเบียบ การดูแลไม่เต็มที่ครับ มีค่ารักษาพยาบาลปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท มีค่าทุพพลภาพ รายหนึ่งเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับทุพพลภาพเฉพาะราย มีการตายรายละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้ถ้าหากเรามี พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เรากำหนดเลย ๑. ต้องมีเบี้ยยังชีพรายเดือน ๒. ค่ารักษาพยาบาล ๓. ทุพพลภาพ ๔. ถึงแก่กรรม จะต้องมากกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท คนเป็นผู้แทนราษฎรรับใช้ชาติบ้านเมืองมา ควรได้รับการดูแล เมื่อถึงแก่กรรมควรจะมากกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ๔. บุตร ๒ คน ในครอบครัวให้เรียนจนจบปริญญาตรี นี่คือขอบข่ายภาระที่มากขึ้นจากการยกจากระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยกองทุนขึ้นมาเป็น พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่เรากำลัง ร่วมพิจารณาอยู่ เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องหรือเป็นความผิดพลาด คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยที่เปิดโอกาสให้สมาชิก สนช. จำนวน ๒๗ ท่าน หักเงินสมทบ กองทุนจากจำนวนทั้งหมด ๒๕๐ ท่าน เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าภาระหลักในการดูแลภายใต้ สังคมการเมืองที่เราอยากเห็นว่าการเมืองก้าวไปตามระบอบ มาตามรัฐธรรมนูญ คนที่ควร ได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง ได้รับการดูแลจากกองทุนของเราน่าจะลงที่ผู้เคยเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาตามวาระ มาตามรัฐธรรมนูญ มาตาม กฎหมายหลักของประเทศ ในส่วนของผู้ที่ได้รับใช้ชาติบ้านเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เราจะ เห็นได้ว่าคนที่มาเป็นสมาชิกสภารูปแบบพิเศษเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่เป็นอดีตข้าราชการ เป็นผู้ประกอบการ เป็นนักธุรกิจ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับเกียรติเป็นพิเศษนอกเหนือจาก สถานภาพในสังคมที่อยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว การได้รับเกียรติมาเป็นสมาชิกสภาในช่วงเวลา พิเศษผมคิดว่าเขาก็ได้รับเกียรติอยู่พอสมควรแล้วนะครับ ผ่านการคัดเลือกเข้ามา ผ่านการสรรเลือกเข้ามา แต่ผมคิดว่าเกียรติที่เขาได้รับ สิ่งที่เขาได้รับในช่วงเวลาภาวะ วิกฤติของบ้านเมืองที่เขาได้รับอยู่ผมคิดว่าเขาได้รับไปเพียงพอ พอสมฐานะ พอสมเกียรติ อยู่แล้วนะครับ ความเป็นกังวลของพวกเราที่จะให้ครอบคลุมไปถึงคนชุดพิเศษเหล่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่เขาได้รับในช่วงเวลาพิเศษของชีวิต ได้มาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เป็นเกียรติเพียงพอแล้ว กองทุนนี้ควรจะเป็นกองทุนที่น่าจะถูกกำหนดเฉพาะคน ๒ กลุ่ม ตามรัฐธรรมนูญมากกว่าครับ