สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕

อาคม เอ่งฉ้วน หารือเรื่องราคายางพาราและวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวผันผวน เขายังหารือเรื่องการซื้อยางแผ่นรมควันที่รัฐบาลซื้อมาขายไปในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ทำให้เกษตรกรไม่มีรายได้ และรัฐบาลไม่ได้ผลจากการใช้เงินซื้อยางนี้ นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องปัญหานโยบายยางธรรมชาติ โดยชี้ว่าแก้ปัญหาด้วยกระทรวงเดียวไม่สําเร็จ ต้องใช้คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ และมีผู้แทนเกษตรกรเข้าร่วมในการหารือ

นายอาคม เอ่งฉ้วน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านรัฐมนตรี ขึ้นมาพูดผมตั้งใจฟังว่านโยบายของท่านจะทําให้ราคายางสูงขึ้นได้อย่างไร แต่ก็มีประเด็นครับ ท่านบอกว่าที่ท่านเคยทราบมาในอดีตที่ผ่านมาท่านบอกว่ามันมีกลไกอุบาทว์ มีนักการเมือง ร่วมกับพ่อค้าฮั้วราคา ตรงนี้ครับท่านประธานครับ ตรงเป้าเลยถ้าอย่างนั้น รัฐบาลที่แล้วนะครับ รัฐบาลที่แล้วเขาบริหารประเทศมา ราคายางพาราเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๑๔๐ บาท พอรัฐบาลนี้ เข้ามามันตกลง ตกลง ตกลง ถ้าข้อเท็จจริงหรือว่าข้อสมมุติฐานที่ท่านพูดนี่ แสดงว่ารัฐบาลนี้ มีนักการเมืองชั่วไปฮั้วกับพ่อค้า ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานด้วยเวลาตามที่ ท่านประธานกําหนด เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้แสดงความเห็นบ้าง ท่านประธานครับ ประเทศไทย ๓.๕ ล้านตันน่าจะผลิตยางพาราได้มากที่สุดในโลก แต่ความต้องการยางพารา ประมาณ ๑๐ ล้านตัน เพราะฉะนั้นถ้าเราดูจากจํานวนผลผลิตรวม ๑๘.๓ ล้านไร่ในประเทศไทย มันน่าจะยังไม่ล้นตลาด แต่มันน่าจะเกิดอะไรขึ้นราคามันจึงผันผวน น่าจะเกิดจากการบริหารจัดการ ผมว่ามีความผิดพลาด เพราะฉะนั้นถ้าตั้งใจฟังดี ๆ ถ้าสภาได้ใช้วิจารณญาณช่วยกัน แสดงความคิดเห็น แล้วรัฐบาลนําสิ่งที่สภานี้ได้แสดงความเห็นไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด ผมคิดว่าราคายางน่าจะปรับขึ้น แต่ว่าส่วนจะปรับขึ้นเป็น ๑๕๐ บาท ๑๘๐ บาท ซึ่งแล้วแต่ สถานการณ์โลก เวลานี้ทุกคนก็อ้างสถานการณ์โลกว่าเกิดยูโร โซน (Eurozone) แต่จริง ๆ ถึงแม้ว่าจะเกิดยูโร โซน เพราะรัฐบาลเป็นคนพูดเองว่ายูโรโซนไม่กระทบประเทศไทย ถ้าไม่กระทบประเทศไทยราคายางก็ไม่น่ากระทบ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ยางทั้งหมดที่เราผลิตได้เราใช้น้อยมาก เราไปทํายางเส้น ยางวง ทําเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เหลือ เราต้องส่งออก ประเด็นก็คือว่าเราต้องส่งออก แต่การที่ส่งออกนั้นมันไม่มีในประเทศไทย ประเทศเดียวในโลกนะครับ ประเทศที่ผลิตยางได้ในโลกมันมีตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย ประเทศลาว เดี๋ยวนี้ประเทศพม่า กับประเทศจีนก็ไปปลูก และนอกจากนั้นก็ยังมีประเทศแคเมอรูนด้วย แต่ว่ารวมความแล้ว ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าอย่างไร ๆ โลกยังต้องการยางมากกว่า เพราะโลกต้องการยางประมาณ ๑๐ ล้านตัน ทุกประเทศที่ผลิตได้ อย่างไร ๆ ก็ไม่ล้นตลาด แต่ว่ามันอาจจะไปกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศหนึ่งประเทศใดเช่นประเทศไทยในเวลานี้ เพราะเรามีตั้ง ๓.๕ ล้านตัน ท่านประธานครับ เราใช้น้อย เราส่งออกมาก ถ้าประเทศผู้ซื้อ เขากดราคา ราคาก็ตกเพราะยางมันเป็นประเภทสินค้าขายล่วงหน้า เขาฟอร์เวิร์ด (Forward) เขาขายล่วงหน้า พอขายล่วงหน้าเสร็จ ถ้าล่วงหน้าเขากําหนดราคามาสูงมันก็จะมากําหนด ราคาท้องถิ่นในตลาดในประเทศ เวลานี้ ๖๖ จังหวัด ท่านทราบใช่ไหมครับพี่น้องในภาคอีสาน พี่น้องในภาคเหนือเหลือกิโลกรัมละ ๓๐ บาท ที่เราพูดกันอยู่นี้เราพูดถึงเรื่องตลาดประมูล ที่ท่านรัฐมนตรีท่านพูดคือตลาดประมูล คําว่าตลาดประมูลคือตลาดกลาง เขาเอาสินค้า คุณภาพดีไปขาย วันละ ๑๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม วันละ ๑๐,๐๐๐ กิโลกรัม วันละ ๒๐,๐๐๐ กิโลกรัม แล้วก็มีคนไปประมูลแข่งขัน วันที่ ๒๑ ที่ผ่านมา ตลาดประมูล ๘๒ บาท ถ้าเราดูตรงนี้ เราดูราคายางยังไม่จบนะครับ แต่เราไปดูตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่นคือตลาดชาวบ้าน ที่ชาวบ้านเอายางออกจากบ้านไปเร่ขายมันเหลือ ๖๗ บาท แล้วแนวโน้มจะลงไปอีก ท่านเชื่อผมเถอะครับ แต่ว่าตลาดประมูล ๘๒ บาท แต่ที่ตลกมากครับ ตั้งแต่เกิดมา ในประเทศไทย ประเทศไทยปลูกยางมา ๑๐๐ กว่าปี วันนี้ตลาดประมูลคือยางแผ่นดิบชั้น ๓ ประมูล ๘๒ บาท เมื่อวันที่ ๒๑ แต่ตลาดยางแผ่นรมควันราคา ๘๑ บาท ตลกไหมครับท่านประธานครับ ยางรมควันคือยางที่เขารีดน้ําออกแล้ว เขาเอายางแผ่นดิบเข้าไปในโรงรมเอาน้ําออก ใช้กระบวนการอย่างน้อย ๆ ๑-๒ สัปดาห์ รีดน้ําออกหมดกลายเป็นยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นรมควันเอามาอัดแท่งเก็บไว้ได้หลายปีครับ อย่างน้อย ๆ ๒ ปี ถ้าเก็บดี ๆ ได้ ๓ ปี พ่อค้าผู้ส่งออกทุกคนจะต้องมีโรงรมของตนเอง เพราะว่าซื้อยางแผ่นดิบมารมควัน แต่วันนี้ เกิดอะไรขึ้นครับ ยางแผ่นรมควันซึ่งมันต้องผ่านกระบวนการอย่างน้อย ๆ ๒ บาท เอามาผลิต ยังต้องใช้เงินอย่างน้อย ๒ บาท ถ้าซื้อมา ๘๐ บาทก็ต้องอย่างน้อย ๘๒ บาท เก็บไว้ขาย ๘๕ บาท ๙๐ บาท ติดต่อไปต่างประเทศ เก็บไว้ในโกดัง เก็บไว้ในสต็อก แต่วันนี้ยางแผ่นรมควัน ถูกกว่ายางแผ่นดิบ นี่คือสิ่งที่นโยบายน่าจะผิดพลาดข้อที่ ๑ นะครับท่านประธาน

ข้อที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ถ้าเราไม่แก้ปัญหาให้ถูกจุด เราต้องรู้ครับว่าประเทศผู้ซื้อของเรา ลูกค้าของเรา ลูกค้าเดิมยังเป็นอย่างไรอยู่ คู่แข่งเรามี ๗-๘ ประเทศ ผมพอทราบว่าขณะนี้เดิมทีเดียวลูกค้าของเรา ประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่น เป็นลูกค้ารายใหญ่ พวกนี้จะซื้อยางแผ่นรมควัน ส่วนอเมริกา ยุโรป พวกนี้จะเป็น ยางเอสทีอาร์ (STR) คือยางแท่ง เพราะว่าสายพานการผลิตเขาใช้ยางแท่ง ยางแท่งคือ เอายางแผ่นดิบมาบวกกับขี้ยางอัดก้อนแล้วส่งไปในตลาดอเมริกา ซึ่งวันนี้เราเสียเปรียบ อินโดนีเซีย อเมริกากับอินโดนีเซียเขาผูกพันกันมากกว่าแล้วมันถูกกว่าเรา เพราะฉะนั้น เราจะเสียตลาดส่วนนี้ ตลาดของเราคือประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน ถ้าวันใดก็ตามที่ประเทศญี่ปุ่น กับประเทศจีนซื้อมาก รับรองราคายางเกิน ๑๐๐ บาทแน่นอน วันนี้เราทราบไหมครับ ว่าที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มันยังมีสต็อกอยู่ มีการพูดกันว่าในประเทศจีนที่นครเซี่ยงไฮ้ ยังมีสต็อกอยู่ถึง ๒๕๐,๐๐๐ ตัน ท่านประธานก็เป็นพ่อค้า สมมุติว่าท่านเป็นพ่อค้า ยางในสต็อกท่านมีท่านอยากจะซื้อยางเข้ามาเก็บไหม ซื้อแล้วมันเสียดอกเบี้ย มันต้องเสีย ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสต็อกยังไม่หมด ราคายางประเทศไทยก็ไม่ต้องรีบซื้อ ถ้าไม่รีบซื้อ ก็ปฏิเสธการซื้อราคาก็ตก อันนี้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแก้ให้ตรงจุด เพราะฉะนั้น รัฐบาลเอาเงินไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปทํามันไม่ได้ผลครับ วันนี้เอาไป ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปให้กลุ่มเกษตรกร ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็ซื้อได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะว่าในกลุ่มเกษตรกร มีอยู่ ๑๐-๒๐ ราย อย่างเก่งก็ไม่เกิน ๕๐ ราย ซื้อได้เฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซื้อ ๑๐๐ บาท ท่านลองคิดดู ซื้อ ๑๐๐ บาท แต่ซื้อกับคน ๕๐ คน ในขณะที่คนที่ปลูกยาง ๖,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ท่านประธานครับ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ๖๖ จังหวัด ท่านไปซื้อกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีเท่าไร นั่นแหละครับ เงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทมันจึงไม่มีประโยชน์ ไม่มีประสิทธิภาพ เอาไปให้องค์การสวนยาง องค์การนาบอน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งประเทศองค์การสวนยางมีอยู่แห่งเดียวคือ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วพี่น้องภาคอีสาน พี่น้องจังหวัดอื่นที่อยู่ไกลนาบอน ที่อยู่ไกล องค์การสวนยาง มีโอกาสได้ขายไหมในราคากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท มันก็ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ได้ประโยชน์เฉพาะคนที่อยู่ใกล้องค์การสวนยาง เพราะฉะนั้นกระตุ้นแบบนี้ราคายางไม่มีทางแพงขึ้นมาได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนในประเด็นที่ ๒ นะครับ เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว ผมทราบข่าวมาว่า รัฐมนตรีจะเอาเงินอีก ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่ครับสิ่งที่วิตกกังวล เอามาอีก ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานลองนั่งคูณดู ๓.๕ ล้านตัน ถ้ายางส่งออกไปนอกกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เงินเข้ามาประเทศ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลเอาเงินไปแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปแทรกแซง มันเหมือนกับโยนอะไรลงไปในน้ํามันจมเลยมันไม่มีทางครับ เพราะว่ารัฐบาล ซื้อมาขายไป ซื้อมาขายไป มันไม่เหมือนข้าว ข้าวเขาบอกว่าซื้อมารับจํานํา เวลานี้เก็บไว้ เผื่อราคาข้าวขึ้นจะได้ขายได้ ข้าวนี่เขาเก็บไว้ในถุงแล้วบางทีก็ไปสีเป็นข้าวสารแต่ยางไม่ใช่ ซื้อจากตลาดกลางแล้วก็ขายเลย ซื้อแล้วขายเลยแล้วมันจะกระตุ้นอย่างไร ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีนมันรู้เรื่องที่ไหน ไม่รู้เรื่อง ท่านใช้เงินอีกเท่าไรอย่างนี้ไม่มีทางราคาจะขึ้นได้ ราคาจะขึ้นได้เรียกพ่อค้ามาคุย ท่านจะเชื่อผมหรือไม่เชื่อก็ตามใจ เรียกผู้ส่งออกมันมีอยู่ ไม่กี่รายหรอกถามว่าที่คุณไปขายไว้ล่วงหน้าคุณขายไปเท่าไร พูดความจริงกันหน่อย ขายไว้เท่าไร เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงเวลาที่คุณจะช่วยรัฐบาลแล้ว ช่วยเกษตรกรแล้ว คุณช่วยกลับมาซื้อหน่อย ถามว่าถ้าพ่อค้าไม่เล่นด้วยรัฐบาลก็มีนโยบายสิบอกว่าใครไปขายยางมาได้เอาตั๋วมาดูซิ เอาสัญญามาดูซิ ใครไปหาตลาดใหม่มาได้ ใครไปขายยางมาได้เอาตั๋วมาดู เอาสัญญามาดู แล้วรัฐบาลก็มีนโยบายว่าให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ํา ไม่ใช่ให้ฟรี เอาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ําไปเลย รัฐบาล พร้อมที่จะซับซิดี้ (Subsidy) ช่วยเหลือคุณ สนับสนุนแต่คุณต้องไปซื้อยางในราคาที่คุณ ไปขายมานะ คุณอย่าไปกดราคาชาวสวน ถ้าคุณกดราคาชาวสวนผมก็ไม่ให้กู้ นี่เป็นวิธีหนึ่ง ที่ผมคิดขึ้นได้ แต่ว่ารัฐบาลจะเอาไปใช้หรือไม่ใช้ก็ไม่รู้ แล้วรัฐบาลก็ไม่เสียหายเพราะเงินกู้ ไม่ได้ให้เปล่า ใครจะมาว่ารัฐบาลก็ไม่ได้ รัฐบาลก็ได้ดอกเบี้ย ผมเป็นพ่อค้าผมไปขายยางมาได้ ๓๐,๐๐๐ ตัน เมื่อก่อนผมต้องไปกู้เงินแบงก์มา ผมกู้เงินแบงก์มาแล้วผมไปซื้อยาง ซื้อยางเสร็จผมต้องรมควัน ผมต้องไปเก็บไว้ในโกดังแล้วถึงจะส่งออกเมื่อครบกําหนดสัญญา แต่วันนี้รัฐบาลใจดีผมไปขายมาได้ผมได้กระดาษมาแผ่นหนึ่งรัฐบาลบอกเอาไปเลย ๒,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลบอกเอาไปเลย ๑,๐๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ผมก็มีกําลังใจที่จะไปซื้อยาง ผมก็คิดว่า นี่เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้นเองที่จะทําให้ยางราคาปรับขึ้น เพราะฉะนั้นการทําให้ยางราคาขึ้น มันมีหลายวิธี ผมคิดว่าผมไม่อยากจะสอนสังฆราช เพราะทุกคนก็เป็นสังฆราช แต่ผมคิดว่า การที่สภาเปิดโอกาสให้ผู้แทนได้มีโอกาสมาระบายวันนี้ทําถูกแล้ว ท่านประธานทั้ง ๒ ท่านทําถูกแล้ว

ผมกราบเรียนในประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ในประเด็นสุดท้ายว่าแก้ปัญหาด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงเดียวไม่สําเร็จ ต้องใช้คณะกรรมการ กนย. คณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติหรือคณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาติ ซึ่งประธานคือนายกรัฐมนตรีแต่ท่านมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจไปนั่งเป็นประธาน ในนั้นมันจะมีหลายกระทรวง ในนั้นจะมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพลังงาน ช่วยระดมสมอง และที่สําคัญที่สุดมันต้องมีผู้แทนเกษตรกรด้วย ถ้าท่านมีผู้แทนเกษตรกรไปนั่งอยู่พูดให้เขา เข้าใจว่าวันนี้คุณจะเรียกร้อง ๑๒๐ บาทไม่ได้หรอก เอา ๑๐๐ บาทไปก่อนเดี๋ยวตอนหลังเขาจะให้ ๑๒๐ บาท แต่ว่าวันนี้ต้องให้เขา ๑๒๐ บาท เพราะว่าของแพง เราต้องมีเป้าหมายนําว่า ต้องให้ ๑๒๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน รัฐบาลจะใช้นโยบายทุกอย่างทุ่มสรรพกําลังทั้งหมด ของรัฐบาลนี้ทําให้ยางราคา ๑๒๐ บาท ท่านส่งสัญญาณไปอย่างนี้ผมคิดว่าต่างชาติเขาก็รู้ แล้วเวลาส่งสัญญาณนี่อย่าส่งสัญญาณแต่ว่าไปโค่นยาง โค่นยางนั่นมันเป็นการลดดีมานด์จริง แต่ว่าในทางเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ มีชาวสวนที่ไหนปลูกยางมาตั้ง ๘ ปี ๒๐ ปี แล้วบอกให้ เขาโค่นยาง เขาไม่ยอมรับครับ แต่ว่ามันลดปริมาณยางได้ ๘ ปีข้างหน้า ถ้ายางถูกโค่นไป ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ ๖๐๐,๐๐๐ ไร่นั้นมันก็ผลิตน้ํายางไม่ได้ กว่าจะได้น้ํายางอีกทีต้องปลูกใหม่ ๘ ปี แต่ว่าในความเป็นจริงไม่มีทางครับไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทํา ประเทศมาเลเซียเขาเคยทําครับ แต่เขาไม่โค่นยาง เขาเก็บน้ํายางไว้ในต้น เขาให้เกษตรกรตัดวันเว้นวัน แต่ประเทศไทย ผมเชื่อว่าทําไม่สําเร็จ เพราะวันที่เราห้ามวันนั้นแหละเกษตรกรจะไปตัด มันมีไปกรีด กรีดหรือตัดก็เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นมันมีหลายวิธีครับท่านประธานครับ ด้วยเวลา อันจํากัดนี้ผมกราบเรียนว่า ๑. ต้องใช้ระดับรองนายกรัฐมนตรีมาแก้ ๒. ต้องเจรจากับ ผู้ส่งออก ๓. ต้องใช้มาตรการผ่านคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ ลําพังแต่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ